ARE WE PAYING TOO MUCH FOR CREATIVE SOFTWARE?

Subscription กระหน่ำ ทรัพย์กระจาย เพราะการทำงานไม่ได้เริ่มจากการออกแบบ แต่เริ่มจากการจ่ายค่าซอฟต์แวร์

TEXT: PHARIN OPASSEREPADUNG

(For English, press  here)

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งสำหรับวงการสถาปนิกและนักดีไซน์ที่น่าจะพอคุ้นเรื่องราวกันอยู่บ้าง คือ บริษัท Adobe โดนรัฐบาลสหรัฐฯ ฟ้องไปในข้อหาว่าสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคด้วยการปกปิดค่าธรรมเนียมการยกเลิกสัญญาที่สูงเกินจริง และทำให้การยกเลิกการสมัครใช้งานทำได้ยากเกินไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงมิถุนายน 2024 เริ่มต้นด้วย กระทรวงยุติธรรมและคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) กล่าวหา Adobe ว่าซ่อนค่าธรรมเนียมการยกเลิกสำหรับแผนการสมัครสมาชิกแบบชำระรายเดือนตลอดปี ซึ่งเป็นแผนที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ โดยใส่เพียงข้อความตัวเล็กๆ เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมนี้ ไว้ด้านล่างของเว็บไซต์ ทำให้การยกเลิกเป็นภาระที่ยุ่งยากของผู้ใช้งาน ถ้าจะยกเลิกออนไลน์ก็ต้องผ่านหลายหน้าของเว็บไซต์กว่าจะเจอ หรือถ้ายกหูโทรหาเพื่อพูดคุยกับพนักงานโดยตรง ก็ได้รับรายงานกลับมาว่าค่อนข้างล่าช้าและยุ่งยาก

ทำให้ Adobe ถูกกล่าวหาว่าละเมิดพระราชบัญญัติการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ซื้อออนไลน์ (Restore Online Shoppers’ Confidence Act) ซึ่งเป็นกฎหมายปี 2010 ที่ห้ามผู้ค้าเรียกเก็บค่าธรรมเนียม รวมถึงค่าธรรมเนียมการต่ออายุการสมัครสมาชิกอัตโนมัติ โดยไม่เปิดเผยข้อกำหนดที่สำคัญอย่างชัดเจนและไม่ได้รับความยินยอมจากลูกค้า และท้ายสุด ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ Adobe ต้องจ่ายค่าปรับทางแพ่ง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และให้บริการฟรีแก่ลูกค้ามูลค่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยต้องได้รับการอนุมัติจากศาล

จริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเม็ดเยอะ หรือหลุมพรางของการสมัครและยกเลิกของ Adobe เท่านั้นที่ทำให้ชีวิตเรายุ่งยาก แต่การจ่ายค่า Subscription ต่างๆ เองที่เราต้องจ่ายกันในทุกๆ เดือนเองด้วย ก็น่าตั้งคำถามว่าคุ้มค่าหรือไม่ แค่ไหน จริงอยู่ว่าทุกๆ การทำงานต้องมีต้นทุน แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ต้นทุน เท่าไร ถึงจะเหมาะสมกับการออกแบบและสร้างสรรค์สักหนึ่งชิ้นงาน ทั้งสำหรับนักออกแบบสายฟรีแลนซ์ และสตูดิโอออกแบบในขนาดต่างๆ ควรเป็นอย่างไร หรือเรากำลังโดนบังคับให้ต้องจ่ายเกินความจำเป็น

โมเดล subscription จากการซื้อใช้ เหลือเพียงแค่ ‘การเช่า’

การจ่ายเงินเพื่อให้เราสามารถใช้งานโปรแกรมต่างๆ ในทุกเดือนตอนนี้ก็เหมือนกับเราจ่าย ‘ค่าเช่า’ เช่าสิทธิในการเข้าถึง เช่าการใช้งาน เราจ่ายทุกๆ อย่างไป แต่ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแน่นอน หลายๆ ครั้งก็ต้องขึ้นอยู่กับบริษัทนั้นๆ

การใช้งานรูปแบบ subscription model กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงปี 2010 เป็นต้นมา ไม่ใช่แค่กับโปรแกรมสำหรับทำงานหาเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความบันเทิงต่างๆ ด้วยเช่นกัน สำหรับ Adobe นั้นเริ่มเปลี่ยนมาใช้โมเดลของการเช่าบริการตั้งแต่ปี 2011

ข้อดีของโมเดลนี้หลักๆ คือการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้อย่างชัดเจน และคงที่เท่าๆ กันไปในทุกเดือน ความเป็นระบบของการทำงาน ในสเกลบริษัทขนาดกลางและใหญ่ ความเป็น ecosystem ที่เข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้ สร้างความสม่ำเสมอของเนื้องาน หรือตัวภาพลักษณ์องค์กรต่างๆ

ทางด้านข้อเสีย คือ ราคาค่าใช้จ่ายที่จะสะสมไปเรื่อยๆ หากว่าใช้ต่อเนื่องกันนานๆ ก็อาจจะแพงกว่าการซื้อในรูปแบบ lifetime plan อีกเสียด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่าเราแค่ไม่รู้ตัวเท่านั้น หรือบางโปรแกรมอาจจะแพงสำหรับใช้งาน 1 คน ถ้าหากเป็นบริษัทหรือกลุ่มสตาร์ทอัป แพลนของราคาจะถูกลงมา ซึ่งทำให้เป็นความหนักใจของเหล่าฟรีแลนซ์ หรือมือใหม่ได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ AI เองก็ส่งผลต่อเรื่องนี้อยู่บ้าง เพราะไม่ใช่แค่โปรแกรมใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาด แต่กลายเป็นเครื่องมือใหม่ที่อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า แถมพวก AI เหล่านี้เองก็พร้อมจะเก็บเงินค่าเช่าเราในรายเดือนเพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ให้บริการก็ต้องแข่งขันมากขึ้นที่จะพัฒนา หรือออกแบบอะไรใหม่ๆ มารองรับการใช้งานกว่าเดิม เพื่อยังคงดึงดูดให้ฐานลูกค้ายังต่อสัญญาการเช่าไปเรื่อยๆ

จ่ายเท่ากันเพื่อสิทธิของการใช้งาน แต่รายได้กลับต่างกัน

สำหรับบริษัทซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์อย่าง Adobe ครอบครองตลาดของวงการนักออกแบบมาอย่างยาวนาน เมื่อลองดูแผนการใช้งานของบริษัทนี้พบว่า ปัจจุบัน (วันที่ 31 พฤษภาคม 2026) พบว่า แพ็กเกจแบบใช้งานได้ครบทุก โปรแกรม อยู่ราวๆ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือประมาณ 840 ดอลลาร์ต่อปี คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 27,000 บาทต่อปี ถ้าแยกออกไปเพียงแค่แอปเดียวก็จะอยู่ประมาณ 20-30 ดอลลาร์ต่อเดือน ขึ้นอยู่แต่ละโปรแกรม ก็จะตกเป็นราคา 240-360 ดอลลาร์ต่อปี และตกเป็นเงินราวๆ 7,000 ถึง 10,000 บาทไทยต่อปี

แต่สำหรับกราฟิกดีไซน์เนอร์บางคนไม่ได้จบแค่ที่โปรแกรมของ Adobe เท่านั้น แต่ยังมีโปรแกรมอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะ Figma Professional, Stock image ตลอดจนโปรแกรม AI ต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้งานของเราสมบูรณ์แบบมากขึ้น ฟากสถาปนิกเองก็คงไม่น้อยหน้า เพราะเราก็มี Revit, AutoCAD ตลอดจน Enscape, Lumion และอื่นๆ อีก หากรวมกับการทำกราฟิกก็อาจจะบวกเพิ่มเอาๆ ไปอีก

ถ้าเราลองเทียบกับรายจ่าย อาจจะเห็นภาพชัดขึ้น อ้างอิงข้อมูลจาก Salaryexpert เผยให้เห็นว่า รายได้ต่อหัวต่อปีโดยเฉลี่ยของนักออกแบบกราฟิกของแต่ละประเทศมีระยะห่างจากกันประมาณหนึ่ง โดยประเทศไทย 610,000 บาทต่อปี สหรัฐฯ อยู่ที่ 2.45 ล้าน บาทต่อปี สิงคโปร์ 1.79 ล้าน บาทต่อปี มาเลเซียและเวียดนามใกล้ๆ กับเรา คือมีรายได้อยู่ราวๆ 647,000 และ 482,000 บาทต่อปี

เมื่อเทียบรายจ่ายและรายได้แล้ว เราพบสิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ Adobe จะเก็บค่าบริการในระดับใกล้เคียงกันทั่วโลก แต่ภาระที่ผู้ใช้แบกรับกลับไม่เท่ากันเลย ในขณะที่นักออกแบบในสหรัฐฯ หรือสิงคโปร์อาจจ่ายเพียง 1-1.5% ของรายได้ต่อปีเพื่อเข้าถึงเครื่องมือระดับอุตสาหกรรม แต่อีกฟากโลกหนึ่งอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มนักออกแบบในไทย มาเลเซีย หรือเวียดนาม ต้องจ่ายในสัดส่วน 4-6% ของรายได้เฉลี่ยต่อปี เพียงเพื่อรักษาสิทธิ์ในการใช้งานโปรแกรมชุดเดียวกัน

ในสถาปนิกเองก็ไม่ต่างกันนัก ช่องว่างระหว่างรายได้ของประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนามีรายรับที่แตกต่างกัน ไทย 890,000 บาทต่อปี สหรัฐฯ ประมาณ 3.56 ล้านบาทต่อปี เวียดนามและมาเลเซียค่อนข้างใกล้กัน คือ 702,000 บาทต่อปี และ 940,000 บาทต่อปี ตามลำดับ ส่วนสิงคโปร์กระโดดกว่าชาวเอเชียอื่นๆ ตกอยู่ที่ราวๆ 2.61 ล้านบาทต่อปี

ทำให้ช่องว่างของภาระค่าใช้จ่ายในสายสถาปัตยกรรมยิ่งกว้างกว่าสายกราฟิกดีไซน์เสียอีก เพราะในขณะที่สถาปนิกในสหรัฐฯ จ่ายค่าโปรแกรมพื้นฐานเพียงประมาณ 3-4% ของรายได้เฉลี่ยต่อปี สถาปนิกในไทย มาเลเซียและเวียดนาม อาจต้องกันรายได้มากกว่า 10-18% ไว้สำหรับค่าซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว*

ในความเป็นจริง สำนักงานสถาปัตยกรรมไม่ได้ซื้อเพียง Revit กับ Adobe เท่านั้น แต่ยังมีโปรแกรมเสริมสำหรับการเรนเดอร์ การจำลองแสง การทำงานร่วมกันในระบบ BIM ตลอดจนเครื่องมือจัดการโครงการอีกจำนวนมาก เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าไป ต้นทุนซอฟต์แวร์ต่อคนต่อปีอาจแตะเลข 6 หลักเลยก็ได้

หากมองในแง่ธุรกิจ Adobe และโปรแกรมอื่นๆ อาจไม่ได้คิดราคาที่เกินจริงนัก เพราะโปรแกรมเหล่านี้คือเครื่องมือทำมาหากินของคนจำนวนมาก งานออกแบบหนึ่งชิ้นหรือโปรเจกต์หนึ่งงานอาจสร้างรายได้มากกว่าค่าสมาชิกรายปีหลายเท่า และ Adobe เองก็ลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มฟีเจอร์ AI เข้ามาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

*ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้หักการจ่ายภาษีของแต่ละประเทศ เป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ เท่านั้น

โปรแกรมฟรี แต่ต้องจ่ายด้วยความไม่สะดวกบางอย่าง

อย่างไรก็ตาม ทั้งกราฟิกดีไซน์เนอร์และสถาปนิกฟรีแลนซ์ก็ไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้โปรแกรมเสียเงินเสมอไป เพราะปัจจุบันเรามีซอฟต์แวร์ทางเลือกจำนวนมากที่เปิดให้ใช้งานฟรี ไม่ว่าจะ Blender สำหรับงานสามมิติ Affinity สำหรับงานออกแบบกราฟิก หรือ FreeCAD สำหรับงานเขียนแบบและโมเดลอาคาร

หลายโปรแกรมได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีความสามารถใกล้เคียงกับซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ในหลายด้าน และสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ทำงานส่วนตัว โปรแกรมเหล่านี้อาจตอบโจทย์ได้ดีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปี

แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าต้นทุนของการใช้งานโปรแกรมฟรีอาจไม่ได้หายไป เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น ข้อจำกัดแรกคือเรื่องของ Workflow หรือกระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่น แม้โปรแกรมฟรีจะสามารถสร้างผลงานได้ใกล้เคียงกัน แต่ไฟล์มาตรฐานของอุตสาหกรรมยังคงถูกกำหนดโดยบริษัทเจ้าของซอฟต์แวร์รายใหญ่ ลูกค้าอาจส่งไฟล์ PSD มาให้แก้ไข บริษัทอาจใช้ไฟล์ AI เป็นมาตรฐาน หรือทีมงานสถาปนิกอาจทำงานบนไฟล์ RVT ของ Revit การใช้ซอฟต์แวร์ทางเลือกจึงอาจเพิ่มขั้นตอนการแปลงไฟล์ แก้ปัญหาความเข้ากันได้ หรือทำให้ข้อมูลบางส่วนสูญหายระหว่างการทำงาน ตลอดจนเรื่องของการให้ทดลองใช้ฟรี หลังจากนั้นจำเป็นต้องจ่ายเงินอยู่ดีเพื่อให้ใช้งานต่อได้ หรือได้ฟีเจอร์ที่ดีครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อจำกัดถัดมาคือ Ecosystem หรือระบบนิเวศของเครื่องมือ ในปัจจุบันนักออกแบบจำนวนมากไม่ได้ใช้เพียงโปรแกรมเดียว แต่ทำงานเชื่อมโยงกันหลายๆ เครื่องมือ ระหว่าง Photoshop, Illustrator, InDesign, After Effects และ Figma ขณะที่สถาปนิกเองก็อาศัยการเชื่อมต่อระหว่าง Revit, AutoCAD, Enscape, D5 และโปรแกรมเรนเดอร์อื่นๆ การเลือกใช้โปรแกรมฟรีเพียงตัวเดียวอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ แต่ก็อาจทำให้กระบวนการทำงานทั้งระบบซับซ้อนขึ้น

เพราะฉะนั้น ทางเลือกของนักออกแบบแบบเราๆ ใช่ว่าจะต้องเสียเงินเสมอไป แต่อาจจะต้องคำนึงถึงต้นทุน และความคุ้มค่าในแง่อื่นๆ นอกจากนี้ ข้อดีของโปรแกรมฟรีที่ทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง คือยังช่วยเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ หรือนักออกแบบมือใหม่ที่อยากลองเริ่มทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้ง่ายมากขึ้น

ทุกงานออกแบบต้องมีต้นทุน แต่ขอต้นทุนที่แฟร์หน่อย

เพราะงานออกแบบไม่ว่าจะกราฟิกดีไซน์ สถาปัตยกรรมภายนอก ภายใน ตลอดจนพื้นที่สวนและอื่นๆ ล้วนเป็นงานที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ไอเดีย และความสร้างสรรค์ที่อยากจะให้เกิดงานที่ดีที่สุดออกมา ต้นทุนและภาระค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งหนึ่งที่เราเลี่ยงจะนึกถึงไม่ได้ เพราะแม้ว่าความรักและสมองจะพุ่งแค่ไหน แต่หากหลังต้องแบกกับรายจ่ายหลายๆ อย่างจนเกินตัว เราก็อาจจะไม่มีแรงไปสนุกกับงานที่ควร

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่มีคำตอบแน่นอนให้ได้ว่าทางไหนควรจะเป็นที่สุด เพราะสำหรับบริษัทขนาดกลางและใหญ่ การจ่ายเงินสำหรับใช้บริการของโปรแกรมต่างๆ เทียบกับการตัดสินใจของฟรีแลนซ์เซอร์ หรือเด็กจบใหม่ที่กำลังปั้นพอร์ต คงเป็นอีกระดับของการตัดสินใจ ปลายทางของเรื่องนี้อาจเป็นคำว่า ‘ความเป็นธรรม’ และ ‘ความสมเหตุสมผล’

ราคาเป็นธรรม เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับทุกๆ คน โดยอาจจะมีแพลนการใช้งานที่หลากหลายและเลือกออปชันต่างๆ ได้มากขึ้น ไปจนถึงเรื่องของการยกเลิก หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ของการใช้งาน และเงื่อนไขที่ควรชัดเจนตรงไปตรงมา เพื่อทำให้เป็นเรื่องที่ง่ายต่อผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน ไปจนถึงว่าฝั่งบริษัทเองก็อาจจะต้องส่งเสริม หรือพัฒนาโปรดักส์ที่ดึงดูดและคุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมา

อ้างอิง

https://www.reuters.com/world/adobe-pay-75-million-resolve-us-lawsuit-over-fees-subscription-cancellations-2026-03-13/
https://www.justice.gov/opa/pr/adobe-agrees-150-million-settlement-and-injunction-resolve-alleged-violations-restore-online
https://www.techstackdaily.com/review/adobe-creative-cloud-review-2026/
https://deborah.ba/why-is-everything-becoming-a-subscription/

https://medium.datadriveninvestor.com/a-behind-the-scenes-look-at-adobes-journey-to-subscriptions-c720acac814e
https://markiserv.com/blogs/news/the-rise-of-graphic-design-monthly-subscriptions-transforming-creative-services
https://www.adobe.com/creativecloud/plans.html
https://www.salaryexpert.com/salary/browse/countries/graphic-designer