ภาพยนตร์ตัวแทนไทยชิงออสการ์ที่มากไปด้วยเลข 9 บนเรื่องราวที่เปิดเผยระบบความเชื่อและพิธีกรรมที่ฝังอยู่ในสังคมไทย ก่อนจะพามองไกลถึงเรื่องของคนต่างรุ่นที่ต้องเดินทางไปด้วยกัน
TEXT: PRATARN TEERATADA
PHOTO COURTESY OF AT A TIME PICTURES
(For English, press here)
*บทความนี้มีเนื้อหาที่เปิดเผยเรื่องราวภายในภาพยนตร์
เพียงคำเดียวที่ปรารถนาอยากฟังให้ชื่นอุรา ใจพะว้าภวังค์… เพลงไทยเพลงนี้มีอายุ 60 กว่าปี มีท่วงทำนองเรียบง่าย เนื้อหาลึกซึ้งกินใจ คนในบ้านที่อายุ 60 กว่าปีขึ้นไปจะทันตอนเพลงนี้ออกมาใหม่ๆ เจนต่อมา จะได้ฟังผู้ใหญ่เปิด เจนหลังๆ อาจได้ฟังเวอร์ชั่นคนรุ่นหลังมาคัฟเวอร์ก่อนต้นฉบับ ทัศนะต่อเพลงเดียวกันจึงต่างกันไป 9 วัดสู่สวรรค์หรือ 9 Temples to Heaven เปิดเรื่องด้วย ‘เพียงคำเดียว’ ในสถานที่ของวัด กำลังมีการจัดเตรียมพิธีศพอยู่ คล้ายจะแนะนำให้ผู้ชมคอยติดตามว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับ ความตาย วัด พิธีกรรม และ ห้วงเวลา…
9 วัดสู่สวรรค์ เขียนบท กำกับโดย โบ๊ต-สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ (เจ้าของผลงาน หมอนรถไฟ (2016) และ ภูมิกายา (2023)) อำนวยการสร้างโดย กฤษฎา ขำยัง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล พร้อมด้วยผู้กำกับภาพชาวฝรั่งเศส Jonathan Ricquebourg (The Taste of Things Eat Your Bones) ทำให้ทีมนี้จัดว่าไม่ธรรมดา

9 วัดสู่สวรรค์ เป็นหนังโรดมูวี่ที่ผูกติดกับเลขมงคลสูงสุดตามคตินิยมของไทย นอกจากชื่อมีเลข 9 นำแล้ว หนังยังใช้เวลาหาทุนสร้างนาน 9 ปี มีสมาชิกร่วมเดินทาง 9 คน เรื่องเริ่มต้นด้วยเจ้านายของสกล (สุรชัย นิงสานนท์) ฝันว่าแม่ของเขาตายเลยแนะนำให้ไปทำบุญ 9 วัดภายใน 1วัน เพื่อปัดเป่าเคราะห์ร้ายก่อนจะถึงวันเกิดคุณย่า (แม่ของสกล) คณะร่วมทำบุญ 9 วัด ประกอบไปด้วย คุณย่า สกล ภรรยา น้องสาว น้องชาย ลูกๆ แฟนของลูกและหลาน รวมเป็น 9 คนพอดี
หนังมีความเป็น fiction ที่ดูคล้ายหนังสารคดี การเดินทางไปทำบุญตามวัดเพื่อถวายสังฆทานเป็นกิจกรรมที่คนไทยคุ้นชิน ทริปแสวงบุญในหนังเลยดูเหมือนเรื่องราวในชีวิตจริง คนไทยนิยมทำบุญและท่องเที่ยวไปด้วยกัน เวลาเห็นคณะบุญชุดนี้แล้วเหมือนเห็นคนรอบตัว นักแสดงทุกคนคัดเลือกมาใหม่ แสดงดีมากคือเหมือนไม่ได้แสดง โดยเฉพาะตัวคุณย่าสลวย (อมรา รามณรงค์) เหมือนคุณย่าจริงๆ ไม่ใช่มาแสดงเป็นคุณย่าตามบท หนังพาเราติดตามการเดินทางของครอบครัวนี้ไปทำบุญทีละวัด ทำเรื่องซ้ำๆกันตามความตั้งใจให้ครบ 9 วัด จากสถานการณ์ที่เริ่มต้นมาดีๆ ค่อยๆเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด อ่อนล้า ทั้งร่างกายและจิตใจ จนความจริงแท้ของธรรมชาติปรากฏชัดเจนขึ้นมา…

ความดีงามของหนังมีอยู่สองส่วนด้วยกัน
อันดับแรก การเล่าเรื่องผ่านภาพและเสียงนั้นจัดได้ว่ายอดเยี่ยมมาก ทั้งภาพและเสียงทำงานสอดคล้องช่วยกันเล่าเรื่องชวนผู้ชมเดินทางร่วมคณะทัวร์บุญไปกับสมาชิกในครอบครัวทั้ง 9 คน โดยมีการใช้ภาษาภาพยนตร์หลากหลายวิธีโดยเฉพาะเรื่องการใช้ความมืด ความสว่างทำหน้าที่พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความตายให้เหลื่อมซ้อนทับกัน เสมือนชีวิตกับความตายมันใกล้ชิดกันมากจริงๆ ตลอดเส้นทางมีภาพถนน งานสถาปัตยกรรม วัด สะพาน บ้านเรือน ปกติเราไม่ค่อยให้ความสนใจแต่ภาพในหนังทำให้เหมือนจะเล่าอะไรบางอย่าง ดูน่าสนใจไปหมด แตกต่างไปจากภาพในโปสการ์ดสำหรับนักท่องเที่ยว ภาพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงขายดอกไม้ปากทางเข้าวัด ต้นไม้ใหญ่ที่มีกองทัพมดยั้วเยี้ยทำรังอยู่ด้วย ฝูงปลาในสระแย่งทานอาหาร ไปจนถึงภาพสัตว์ในวัดที่สะท้อนสัจธรรมของความทุกข์ยากในโลกใบนี้ งานภาพทำงานควบคู่ไปกับงานบันทึกเสียง เสียง สภาพแวดล้อมจะชัดมาก เสียงสุนัข เสียงระฆัง เสียงเพลงในรถ เสียงการสัญจรรอบด้าน มักจะดึงความสนใจของผู้ชมออกไปจากบทสนทนา ในบางขณะเราตั้งใจฟังเสียงรอบๆ มากกว่าเสียงพูดของตัวละครเสียอีก

สิ่งต่อมาคือการเล่าเรื่องผ่านระบบความเชื่อ ตอนที่พุทธศาสนาเดินทางมาถึงประเทศไทยหรือที่ไหนก็ตามในโลก จำเป็นต้องปรับวิธีการเพื่อจะลงติดตั้งในสังคมนั้นได้อย่างเนียนสนิท แต่ไหนแต่ไรมาคนอยู่กับความเชื่อแบบพราหมณ์ ฮินดู รวมทั้งนับถือเทพเทวดา และภูตผีปีศาจมาช้านาน ขัดแย้งต่อหลักการขนาดนี้พุทธศาสนายังแทรกตัวเข้ามาได้แถมยึดครองพื้นที่เป็นแกนหลักด้วยการประนีประนอม หลักการสำคัญในศาสนาพุทธคือ การเห็นความจริงตามธรรมชาติ มุ่งสอนหรือแนะนำให้คนรู้จักการพัฒนาจิตใจไปให้ถึง ระดับการดับสิ้นซึ่งกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง เพื่อเข้าถึงการหลุดพ้นสูงสุดไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว
แต่… ถ้าคุณไม่สะดวกหรือยังไม่รีบ ชาวพุทธไทยเองก็มีตัวเลือกที่ค่อนข้าง popular กว่าซึ่งสามารถตีเนียนไปกับเรื่อง วัตถุนิยม บริโภคนิยม สั่งสมผลบุญ ลงทุนล่วงหน้า ฯลฯ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าในชาตินี้หรือชาติต่อๆ ไปได้ ต้นธารเหล่านี้ทำให้การทำบุญ การสวดมนต์ไหว้พระ กลายเป็นประเพณีปฏิบัติในสังคมไทยมาช้านาน (หนังให้ความสำคัญกับเรื่องสวดมนต์มาก) จนพัฒนาเป็นระบบที่แข็งแรง มีการอะลุ่มอล่วยกันได้ดังจะเห็นในหนังว่า พระได้มีการใช้วิธี ‘แอพพลาย’ ตามหน้างานเอา ถ้าญาติโยมลืมบทสวดก็ช่วยส่งโพยให้ ตัวโยมย่าที่เป็นผู้ต้องการผลบุญหลักที่ไม่สะดวกมาเองก็สามารถทำส่งไปให้หรือจะไปพรมน้ำมนต์ให้ถึงรถก็ได้ ในเชิงเป้าหมายวัดยังมีหน้าที่พัฒนาสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้ญาติโยมได้เข้าใกล้ความรู้สึกของสวรรค์ให้มากที่สุดเพื่อดึงดูดผู้มาทำบุญ ไม่ต่างกับการโฆษณาชวนเชื่อในระบบทุนนิยม

ระบบความเชื่อที่แข็งแกร่งนี้เป็นตัวยึดเหนี่ยวคนกับวัดเอาไว้แน่นแฟ้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ในระดับไมโคร ครอบครัวใช้ระบบเดียวกันนี้กับวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเชื่อว่าการทำบุญครั้งนี้จะประสบผลดังที่ตั้งใจหรือไม่ แต่พวกเขาทำไปตามประเพณี ตามอิทธิพลภายนอก เพื่อให้สังคมยอมรับ รวมทั้งเพื่อเยียวยาจิตใจตัวเองไปในตัว สกลคิดว่าสมาชิกครอบครัวก็คิดเหมือนกับเขา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ แต่ละคนในครอบครัวเดียวกันต่างมีความคิดบนพื้นฐานของตัวเอง คุณย่าเหมือนเป็นตัวประกันไม่รู้ว่าตัวเองต้องการบุญรึเปล่า สภาพอัลไซเมอร์ทำให้สติไม่ได้อยู่ในเวลาปัจจุบัน คนอื่นๆ ก็ไม่ได้เชื่อ 100% มีคนไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาเลย มีคนไม่ติดอะไร ทั้งๆ ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธด้วยซ้ำ บางคนทนเอาอีกไม่นานก็จะย้ายตัวเองไปไกลจากระบบนี้แล้ว เส้นทางทริปนี้จึงกระท่อนกระแท่น ยิ่งไปยิ่งเหนื่อยล้า ด้วยมุมมองที่ต่างกัน คิดว่าถ้านี่ไม่ใช่ครอบครัว แต่เป็นประเทศไทยล่ะ ความสัมพันธ์นี้มีความคล้ายกันเลย มีคนหวังดีรวบรวมสมาชิกมาเดินทางเพื่อเป้าหมายเดียวกัน แต่ด้วยความแตกต่างของเจนเนอเรชั่น ทำให้เกิดมีช่องว่างที่ไม่เข้าใจกัน บรรยากาศเลยคุกรุ่นตลอดเส้นทาง

9 วัดสู่สวรรค์ คือ ภาพสะท้อนของสังคมไทยร่วมสมัย ที่ยังมีโครงสร้างความเชื่อดั้งเดิมติดตั้งอยู่มายาวนาน ในขณะที่หลายๆ อย่างเปลี่ยนไป สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวมีความหลากหลาย ความไม่เหมือนกันตรงนี้ หลายเรื่องเป็นความขุ่นเคือง ความไม่พอใจ ตลอดจนความตึงเครียดที่สะสมมายาวนาน…
พวกเขา (เรา) อาจจะยึดความสัมพันธ์ทางสายเลือด ความเป็นคนของระบบ หรือความจำเป็นใดก็ตามในการร่วมเดินทางไปด้วยกัน โดยอ้างคำว่า ‘รัก’ ยึดเหนี่ยวทุกคนเอาไว้ หากแต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ‘ความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน’ ต่างหากที่ขาดแคลนมานานแล้ว…

นี่คือตัวแทนภาพยนตร์ไทยในการเข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปีนี้ มีโอกาสชนะเข้ารอบสุดท้ายน้อยอยู่แล้ว แต่ในแง่คุณภาพนั้นครบเครื่องมาก บทภาพยนตร์คมคายแฝงความตลกร้าย โปรดักชั่นพิถีพิถัน นักแสดงเล่นเหมือนไม่ได้แสดง ในเชิงศิลปะภาพยนตร์ และการชูประเพณีวัฒนธรรม สมพจน์พาผู้ชมทะลุเข้าไปในมิติที่ลึกไปกว่าการโฆษณาชวนเชื่อดาษดื่นทั่วไป
