Godmother Studio ตีความแนวคิด Romantic Pavilion ผ่านการปรับเปลี่ยนอาคารเก่าให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต ซึ่งเชื่อมโยงสถาปัตยกรรม ความทรงจำ และประสบการณ์ร่วมของผู้คน ไว้ใน ‘SALA SANEHA’
TEXT: PHARIN OPASSEREPADUNG
PHOTO: JIRAYU RATTANAWONG
(For English, press here)
เปลี่ยนอาคารเก่ากลางย่านสีลม สู่ SALA SANEHA พื้นที่ใช้ชีวิตใหม่ของคนกรุงฯ ที่แสนจะโรแมนติก ผสมผสานความหลากหลายของพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ไวน์บาร์ ห้องสมุด ไปจนถึงโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก ออกแบบโดย Godmother Studio

ความโรแมนติกของงานออกแบบครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่การตั้งชื่ออาคาร ‘SALA SANEHA’ หรือ ‘ศาลาเสน่หา’ ซึ่งเป็นคำแปลจากคำว่า ‘Romantic Pavilion’ อันเป็นแนวคิดตั้งต้นของเจ้าของโครงการที่ต้องการนำเสนอพื้นที่ที่โอบล้อมไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และเสน่ห์ของการใช้เวลาร่วมกัน กลายมาเป็นใจความหลักของการพลิกโฉมอาคารเก่าหลังนี้ เมื่อมาถึงงานออกแบบ สถาปนิกได้ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านการจัดวางพื้นที่ เพิ่มความโรแมนติกเข้าไปในแต่ละสเปซ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง อ่านหนังสือ รับประทานอาหาร หรือการพูดคุย โดยมองว่าแต่ละพื้นที่ทำงานร่วมกันเป็นลำดับของประสบการณ์ (sequence of experiences) เพื่อดึงมวลความเสน่หาออกมาให้ได้มากกว่าแค่การโฟกัสพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพียงอย่างเดียว

สำหรับปัจจุบัน โรงหนังสแตนด์อโลน (Stand-alone Cinema) เริ่มมีน้อยลงไปทุกที งานออกแบบชิ้นนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อตั้งคำถามถึงโอกาสใหม่ๆ ที่อาคารรูปแบบนี้จะกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง พร้อมกับชวนคิดว่าจะปรับเปลี่ยนมุมมองอย่างไรให้กิจกรรมการชมภาพยนตร์กลับมาดูหวานและชวนเขินได้อีกครั้ง เมื่อเป็นแบบนั้น อาคารหลังนี้จึงไม่ได้แค่ชวนมาดูหนังเท่านั้น แต่ยังผสมผสานวรรณกรรม อาหาร เครื่องดื่ม และบทสนทนาเข้าไว้ด้วยกัน จนการชมภาพยนตร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และพิธีกรรมเล็กๆ ของการใช้ชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงจุดหมายปลายทางสำหรับคู่เดต

ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น SALA SANEHA เดิมอาคารหลังนี้เคยเป็นร้านจำหน่ายเครื่องประดับและเฟอร์นิเจอร์แอนทีค สถาปนิกจึงจงใจเก็บโครงสร้างเดิมและพื้นผิวของวัสดุบางส่วนเอาไว้ คงกลิ่นอายของอดีตที่เคยหอมหวาน พร้อมกับเพิ่มความร่วมสมัยเข้าไปอย่างแนบเนียน หากมองจากด้านหน้าอาคาร จะเห็นว่าโครงสร้างฟาซาดบางส่วนถูกรื้อออก เพื่อเปิดทางเข้าให้กว้างและโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น เหมาะสมกับบริบทและหน้าที่ใหม่ของอาคารสาธารณะ โดยชั้นหนึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนพื้นที่เปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนความวุ่นวายของโลกภายนอก เตรียมเราให้ค่อยๆ ชะลอจังหวะ ก่อนจะได้เจอกับมวลความอบอุ่นของพื้นที่ภายใน

ต่อมาที่ชั้นสอง ความเสน่ห์ของอาคารเริ่มต้นที่พื้นที่ห้องสมุด เลือกใช้ชั้นหนังสือไม้อัด plywood แบบเรียบง่าย เพิ่มความนุ่มละมุนให้กับพื้นที่ด้วยหลังคาโปร่งแสงที่ช่วยกรองแสงธรรมชาติ ไม่ให้แดดเมืองไทยส่องเข้ามาโดยตรง พื้นที่นี้เปรียบเสมือนบทนำของหนังสือ เป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานได้ชะลอ หยุดพัก ละความวุ่นวาย แล้วค่อยๆ จูนความถี่ใหม่ให้ช้าลง สอดประสานไปกับบรรยากาศของพื้นที่แห่งนี้

แง้มผ่านประตูบานถัดมา บรรยากาศภายในเริ่มเปลี่ยนไป พื้นที่ของอาคารเปิดให้เราได้เห็นโซนบาร์กลางและพื้นที่ร้านอาหารที่มีโคมไฟวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตรปกคลุมอยู่ด้านบน โคมไฟนี้ทำจากเหล็กชุบกัลวาไนซ์ (galvanized steel) หุ้มห่อด้วยผ้าพิมพ์ลายที่พับเรียงตัวเป็นริ้วๆ พร้อมสร้างความรู้สึกอบอุ่นและกลิ่นอายวินเทจเบาๆ ให้แก่พื้นที่ ในขณะเดียวกัน พื้นที่นั่งรับประทานอาหารหลักก็ถูกจัดวางไว้บนพรมวงกลมที่ประกอบขึ้นจากพรมเปอร์เซียจำนวน 6 ผืน ช่วยแบ่งสัดส่วนของพื้นที่อย่างชัดเจน

ถัดมาคือพื้นที่บาร์ที่ตั้งตระหง่าน ชวนให้เราเข้าไปจิบอะไรเบาๆ สักสองสามแก้ว พื้นที่เคาน์เตอร์ท็อปออกแบบด้วยหินอ่อนสีน้ำตาล ส่วนฐานและที่พักเท้าเลือกใช้แผ่นเหล็กชุบกัลวาไนซ์แบบพับขึ้นรูปพร้อมซ่อนไฟไว้ภายในโครงสร้าง ช่วยให้บรรยากาศการดื่มด่ำน่าค้นหามากกว่าเดิม งานออกแบบตัดกันกับพื้นผิวเก่าของอาคาร ตอบทั้งโจทย์ด้านการใช้งานและความรู้สึกของพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของอาคารเอาไว้ได้อย่างลงตัว


เมื่อมาถึงชั้นสามของอาคาร เราจะได้พบกับพื้นที่ไฮไลต์หลัก นั่นคือตัวโรงภาพยนตร์ พื้นที่โรงหนังขนาดเล็กใจกลางอาคาร รายล้อมไปด้วยงานออกแบบประติมากรรมสถาปัตยกรรม กรุด้วยแผ่นเหล็กซ้อนเหลื่อมกัน ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ façade อาคารหลังเดิมก่อนนำกลับมาใช้อีกครั้ง เกิดเป็นพื้นผิวคล้ายบานเกล็ด พร้อมซ่อนระบบไฟไว้ภายใน ช่วยลดความสว่างของแสงและสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับกิจกรรมการชมภาพยนตร์มากที่สุด

บรรยากาศด้านในออกแบบมาเพื่อรองรับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ทั้งอบอุ่นและชวนดื่มด่ำ อินทีเรียของอาคารและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ตั้งแต่ผ้าม่านสีเขียวโอลีฟ งานไลท์ติ้งที่ไม่สว่างจนเกินไปแต่ก็ไม่มืดทึบ ไปจนถึงที่นั่งหลากหลายรูปแบบที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศการดูหนังในสมัยก่อน ล้วนช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและผ่อนคลาย งานออกแบบทั้งอินทีเรีย แสง และสี ต่างชวนให้เราได้หวนกลับไป เพราะใจหลักของอาคารหลังนี้ไม่ใช่แค่การออกแบบพื้นที่สำหรับนั่งคุยหรือทำกิจกรรมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างบรรยากาศของการใช้ชีวิตที่ชวนให้ใจเต้นแรงอีกครั้ง พื้นที่โรงหนังแห่งนี้จึงทำให้การชมภาพยนตร์มาพร้อมกับเครื่องดื่ม การสนทนา และช่วงเวลาที่ทอดยาวออกไป เปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสหลายด้านได้มีส่วนร่วมพร้อมกัน

SALA SANEHA จินตนาการถึงความโรแมนติกของการชมภาพยนตร์ขึ้นมาอีกครั้ง ผ่านการเล่าเรื่องด้วยลำดับของประสบการณ์ ตั้งแต่การมาถึง การเดินเล่น การอ่านหนังสือ การพบปะสังสรรค์ และสุดท้ายคือการชมภาพยนตร์ ทำให้พื้นที่แห่งนี้ การรับชมภาพยนตร์กลายเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทาง แต่เป็นเสมือนพิธีกรรมที่หล่อหลอมขึ้นจากพื้นที่ บรรยากาศ และการเชื่อมต่อระหว่างผู้คน ชวนให้เราได้รู้จักกันและใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น

บนจุดตั้งต้นของ ‘Romantic Pavilion’ สถานที่แห่งนี้นำเสนอภาพของ ‘ศาลา’ อันเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่ผสมผสานภาพยนตร์ วรรณกรรม อาหาร และการสนทนาเข้าไว้ด้วยกันในสถานที่เดียว ก่อเกิดเป็นพื้นที่วัฒนธรรมแห่งใหม่ที่ยื่นขยายคุณค่าออกไปมากกว่าแค่เรื่องกายภาพของอาคาร หากยังเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วม ความทรงจำ และช่วงเวลาแห่งความใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งชวนให้นึกถึงความหวานในวันวาน ตลอดจนเสน่ห์ของโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนและพื้นที่กิจกรรมลักษณะนี้ที่กำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากเมืองไปอย่างน่าเสียดาย




