‘Pink MARS’ นิทรรศการเดี่ยวล่าสุดของ มานิต ศรีวานิชภูมิ ที่พาเราไปท่องจักรวาลบริโภคนิยมบนดาวอังคาร ผ่าน Pink Man เวอร์ชัน AI
TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
หลายคนที่รู้จัก Pink Man มาตั้งแต่ยุคแรกๆ อาจมีสะอึกเล็กน้อยเมื่อเห็นเจเนอเรชันใหม่ให้คำนิยาม Pink Man ว่าเป็นตำนานภาพถ่ายจากยุค 90s (ซึ่งเป็นช่วงที่มิลเลนเนียลตอนปลายเพิ่งเกิด) แต่ชายวัยกลางคนในชุดสูทสี shocking pink คนนี้ก็อายุอานามไม่น้อยแล้วจริงๆ นั่นแหละ เพราะถือกำเนิดให้เรารู้จักกันตั้งแต่ช่วงปี 1997 แล้วก็ผ่านร้อนผ่านหนาวพร้อมเรื่องราวในสังคมของเรามาหลายยุคหลายสมัย จนในที่สุดเมื่อปี 2018 มานิต ศรีวานิชภูมิ จึงตัดสินใจให้ Pink Man จบชีวิตแบบสงบในถุงห่อศพสีชมพูกลางมหานครนิวยอร์ก (‘The Last Man and the End of His Story, 2018) และใน ‘Pink, Black & Blue’ นิทรรศการเดี่ยวของเขาในปี 2023 ก็มีผลงานอีกจำนวนหนึ่ง อย่าง ‘After Life So Pink’ และ ‘Heavenly Pink’ (2023) บอกเล่าเรื่องราวชีวิตหลังความตายของ Pink Man ที่ดูเหมือนว่ายังคงวนเวียนอยู่กับแนวคิดบริโภคนิยมสุดโต่งอยู่ดี

Photo: Ketsiree Wongwan
ในผลงานสองชิ้นนั้นที่ Pink Man ขึ้นไปท่องเที่ยวอยู่ในสวรรค์ชั้นฟ้า ทำให้เราได้คำตอบอย่างหนึ่งว่า ถึง Pink Man จะตายไปแล้ว แต่เรื่องราวของเขาไม่จำเป็นต้องจบลงอย่างถาวร แต่ว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป ชายในชุดสูทสีชมพูคนนี้จะไปปรากฏอยู่ที่ไหนต่อกันบ้างนั้นก็ไม่มีใครเดาได้ จนกระทั่งปีนี้ที่มานิตจัดแสดงนิทรรศการ ‘Pink MARS’ ที่ Kathmandu Photo Gallery เราถึงได้รู้ว่า แหม… คราวนี้ Pink Man ที่ตายไปแล้ว ไปไกลถึงดาวอังคารกันเลยทีเดียว

Photo: Ketsiree Wongwan
ไอเดียเกี่ยวกับ Pink MARS เกิดขึ้นจากการที่ Donald Trump กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่สอง และชายผู้เปี่ยมไปด้วยความเป็นชาตินิยม มุ่งมั่นจะสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ และไม่เชื่อในวิกฤตโลกร้อนคนนี้ ก็มาพร้อมกับ Elon Musk มหาเศรษฐีเจ้าของ SpaceX ที่เริงร่าเคียงคู่ Trump ตั้งแต่ช่วงหาเสียง รวมทั้งเมื่อ Trump ขึ้นมาในอำนาจใหม่ๆ ก็ได้แต่งตั้งให้ Musk เป็นที่ปรึกษาอาวุโสประธานาธิบดีและเป็นผู้นำของ ‘DOGE’ หรือ Department of Government Effiecncy (แต่ปัจจุบัน Musk ขอลดบทบาทการเมืองไปแล้ว) โดยหนึ่งในหลายสิ่งที่ทั้ง Trump และ Musk มีเหมือนกันก็คือ ความฝันอยากเห็นนักบินอวกาศของสหรัฐไปปักธงชาติอเมริกาลงบนดาวอังคาร

Image courtesy of Manit Sriwanichpoom

Image courtesy of Manit Sriwanichpoom
แต่ก่อนที่ความฝันของพวกเขาจะเป็นจริง มานิตก็จับ Pink Man สลัดสูทมาสวมชุดนักบินอวกาศสีชมพูแล้วส่งขึ้นไปดาวอังคารปาดหน้า แถมคราวนี้ Pink Man ยังขึ้นไปเป็นกองทัพ ราวกับตายแล้วสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ของตัวเองได้แบบ copy and paste เช่นเดียวกับรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่เรียงรายอยู่บนดาวอังคาร และยังมี Mini-Me หรือทายาทของ Pink Man จูงมือกันขึ้นไปปรากฏบนดาวอังคารด้วย

Photo: Ketsiree Wongwan

Photo: Ketsiree Wongwan
Pink MARS ยังคงเป็นเรื่องราวบ้าบริโภคสุดโต่งของมนุษย์ ที่คราวนี้ทะเยอทะยานไปไกลถึงนอกโลก รวมทั้งน่าจะเป็นอารมณ์ตลกร้ายๆ ที่มานิตสร้างสรรค์ขึ้นมาตอบสนองสถานการณ์ปัจจุบันแบบเฉพาะกิจ แต่ที่ต่างจาก Pink Man ครั้งก่อนๆ ก็คือ คราวนี้ภาพของ Pink Man ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดย AI ซึ่งในแง่หนึ่งก็ดูเข้ากันได้ดีกับความฝันอันปลอมเปลือกของ Pink Man และการที่เทคโนโลยีดังกล่าวดูจะกำลังทำให้ผู้คนคิดไปว่าเราสามารถสร้างภาพอะไรก็ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ก็คล้ายกับความต้องการครอบครองของมนุษย์ที่แทบจะไม่มีเพดาน

Photo: Ketsiree Wongwan
นั่นเป็นเรื่องของความคิดและการตีความ แต่ถ้าว่ากันที่เรื่องความรู้สึกจากการชมผลงานชุดนี้ เรามองว่าแม้ Pink MARS และ Pink Man ที่ผ่านๆ มาจะเน้นไปที่เรื่อง conceptual แต่พอคราวนี้ไม่ใช่ฝีมือการถ่ายภาพของมานิต ก็ทำให้สุนทรียะหรือเสน่ห์ในผลงานของเขาหายไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ รวมทั้งในส่วน performance ของสมพงษ์ ทวี ที่รับบทเป็น Pink Man เองก็เช่นกัน เพราะแม้เขาจะเคยแสดงได้ดีจนเรานึกขยะแขยงชายสูทสีชมพูคนนี้ แต่พอคราวนี้ไม่มีสีหน้าและแววตาของเขาอยู่ ก็อดคิดถึงเขาไม่ได้เหมือนกัน

Photo: Ketsiree Wongwan
Pink MARS: A generated photo & VDO exhibition by Manit Sriwanichpoom, Curated by Akkra Naktamna จัดแสดงที่ Kathmandu Photo Gallery ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม – 28 มิถุนายน 2568

Image courtesy of Manit Sriwanichpoom 




