blankstudio ถ่ายทอดความงามของสถาปัตยกรรมไม้ในบริบทเชียงใหม่ผ่าน Akha Ama Coffee (The New Original) สะท้อนแนวคิด ‘บ้าน’ ที่ผสานความเป็นพื้นถิ่นกับความร่วมสมัยไว้ด้วยกัน
TEXT: SURAWIT BOONJOO
PHOTO: PANORAMICSTUDIO
(For English, press here)
หลังประสบความสำเร็จในการออกแบบและได้เสียงตอบรับอย่างดีกับ Akha Ama Coffee สาขาแรก ด้วยรูปแบบการถ่ายทอดประสบการณ์ทางพื้นที่ซึ่งเสริมสร้างการรับรู้ที่แตกต่างระหว่างภาพลักษณ์ภายนอกกับบรรยากาศภายใน และเนื่องด้วยความจำเป็นต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิมในย่านสันติธรรมของเมืองเชียงใหม่ นำไปสู่การกลับมาสร้างสรรค์อีกครั้งของ ศตวัชร ขัตลิวงศ์ และทีมสถาปนิกจาก blankstudio ด้วยขนาดของพื้นที่ที่ทั้งรองรับอาคารได้อย่างจำกัดและย้ำถึงความเป็นที่พักอาศัย Akha Ama Coffee (The New Original) ที่ตั้งอยู่บนถนนมูลเมือง ซอย 9 ริมคูเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงริเริ่มออกแบบจากความเป็น ‘บ้าน’ สัมพันธ์ไปกับจุดตั้งต้นของร้านซึ่งก่อตัวจากบ้าน กับก้าวเดินใหม่ที่เข้าสู่ปีที่ 15 และการนิยามที่ปรับขยายไกลออกไป


ย้อนกลับไปยังการผลักดันกาแฟของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายสู่ผู้คนภายนอกพื้นที่ พร้อมไปกับการขยายสู่ตลาดกาแฟนานาชาติ ก่อนหวนกลับพัฒนาที่บ้านเกิด ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ให้ได้เติบโตไปพร้อมกัน สายสัมพันธ์ของความเป็นบ้านที่เชื่อมร้อยโอบอุ้มทั้งร้าน ผู้ใช้บริการ และอาคาร ภาพลักษณ์สถาปัตยกรรมบ้านไม้สีเข้มสไตล์ญี่ปุ่นขนาดย่อมได้กลายเป็นสื่อแทนความหมายของก้าวเดินนี้ องค์ประกอบต่างๆ ล้วนได้รับการคัดสรรและจัดวาง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวและสะท้อนการตีความบ้านที่เป็นมากว่าที่พักอาศัย อาจครอบคลุมถึงความหมายของพื้นที่บ่มเพาะเพื่อเติบโต การตีความความหมายของ ‘บ้าน’ ให้สามารถรองรับการใช้งานร้านคาเฟ่แห่งใหม่ พร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานอาคารรูปแบบอื่น ห้องบรรจุเมล็ดกาแฟ ออฟฟิศ และห้องพักพนักงานหนึ่งห้องนอนจึงอาจเป็นหมุดหมายของการขยายความครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ท่ามกลางบ้านเรือนและชุมชนที่พักของผู้อยู่อาศัยเดิมและนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย พื้นที่ว่าง 30 ตารางวา ได้รับการจัดสรรอย่างเต็มศักยภาพด้วยกลวิธีการออกแบบพื้นที่ตามแนวทางบ้านญี่ปุ่น กล่าวได้ว่า ไม่เพียงรูปลักษณ์อาคารสไตล์ญี่ปุ่นที่โดดเด่นจากภายนอกซึ่งเชื่อมโยงกับการพา ‘อาข่า อามา’ ไปเป็นที่รู้จักกับสาขาในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเพียงเท่านั้น แต่อัตลักษณ์ของการบริหารพื้นที่การใช้งานยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ศตวัชรมุ่งปรับประยุกต์เป็นแก่นหลักของอาคารหลังนี้ด้วยเช่นกัน “พื้นที่ที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป ทั้งยังรองรับฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ” เป็นฐานรากให้กับอาคาร ซึ่งค่อยๆ ก่อร่างขึ้นโครงด้วยองค์ประกอบสถาปัตยกรรมและรายละเอียดการตกแต่งอื่นๆ ที่ทั้งช่วยเสริมต่อความหมายและโต้ตอบไปกับการหลอมรวมความเป็นพหุวัฒนธรรมของเรื่องเล่า รูปลักษณ์ และบริบทแวดล้อมทางพื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน


“มีการใช้สีสันของไม้ที่ไม่เท่ากัน รวมไปถึงสีสันของอาคาร ทั้งเข้มและอ่อน การจัดวางองค์ประกอบเหล่านี้มีความโดดเด่นอยู่เช่นกัน ด้วยการเรียบเรียงการไล่เฉดสีที่หลากหลาย คือสีขาวของผนังไม่ได้สม่ำเสมอเป็นสีขาวล้วนเฉดเดียว มีความเข้มแบบครีม มีไม้สีย้อมอ่อนและเข้ม ผมมองว่านี่เป็นเรื่องของการขับเน้นวางน้ำหนักพื้นที่ผ่านสีสันของวัสดุ ส่งเสริมให้พื้นที่มีความลื่นไหล ไม่จืดชืด พร้อมกับการเน้นย้ำถึงความอ่อนน้อมถ่อมตัวของอาข่า อามาด้วยเช่นกัน”

ด้วยกฎหมายข้อกำหนดของอาคารภายในเขตคูเมืองเก่า จังหวัดเชียงใหม่ ระบุให้อาคารต้องมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมทั้งจั่วและชายคา อีกทั้งรูปลักษณ์บางประการที่ต้องคงไว้ ภาพลักษณ์องค์รวมจึงกลมกลืนไปกับอาคารโดยรอบ และเฉพาะกับความเป็นที่พักอาศัยซึ่งมักทำให้ใครต่อใครหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นอาคารปรับปรุงใหม่จากอาคารเดิม หากแต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น คืออาคารสร้างใหม่ทั้งหมดด้วยโครงสร้างอิฐ คานเหล็กและคอนกรีต ตัวอาคารปิดผิวภายนอกด้วยวัสดุไม้สักสีเข้มเพิ่มความเข้มขรึมและไม้อัดย้อมสีที่อ่อนน้อยลงในส่วนพื้นที่การใช้งานและอ่อนมากขึ้นไปอีกในส่วนเพดานภายในอาคารพร้อมกับการเผยพื้นผิววัสดุเพื่อการขยายสร้างพื้นที่ การเลือกใช้วัสดุทางสถาปัตยกรรมนี้สะท้อนการอยู่ร่วมกันและความเป็นธรรมชาติของชาติพันธุ์อาข่าด้วยวัสดุไม้ และการปรับใช้องค์ประกอบชานนั่งพักสาธารณะบริเวณด้านหน้าบริเวณทางเข้าที่หยิบยืมจากพื้นที่สำคัญของอาคารบ้านพื้นถิ่นของชาวล้านนา

ช่องกระจกที่เจาะเปิดขนาดใหญ่กับอีกด้านหนึ่งทำเป็นกึ่งปิดกึ่งเปิดที่ขนาบประตูทางเข้า นับเป็นอีกส่วนที่ชวนให้คิดต่อถึงความเป็นไปเช่นนั้นไม่น้อย ซึ่งเข้ามาช่วยสร้างการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายนอกและภายใน หากแต่ก็ไม่เปิดเผยจนหมดจด และกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจากภายนอกได้เข้าไปค้นหาหรือสัมผัสกับประสบการณ์ในฟากฝั่งที่คลุมเครือนั้นด้วยตนเอง องค์ประกอบในส่วนนี้เองที่ค่อนข้างน่าสนใจ ด้วยการปรับเปลี่ยนนำเศษไม้ที่เหลือมาทำเลียนแบบแผ่นกระเบื้องดินหลังคาที่มักใช้ในบ้านเรือนเชียงใหม่ในขนาดที่ใหญ่ขึ้น และจัดเรียงวางในรูปแบบใหม่ สามารถมองเห็นได้ด้านหนึ่งจากส่วนข้าง เหนือไปกว่าการทำงานในสถานะส่วนหนึ่งที่กลมกลืนไปกับอาคารแล้ว ยังคงกลับมาชี้นำให้ได้คิดตามและคิดต่อถึงการพลิกกลับนำสิ่งด้านบนมาประกบด้านข้าง ทั้งในแง่ของการนำองค์ประกอบที่มักถูกละเลยให้เห็นมาบอกเล่า หรืออาจเป็นการย้อนกลับไปให้นึกถึงการประกอบเข้าไว้แบบเรียบง่ายของวัสดุก่อสร้างที่คล้ายคลึงกันทั้งหลังของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแบบชาติพันธุ์

การผสมผสานหลากหลายอัตลักษณ์นอกจากสะท้อนการเดินทางผ่านความหมายของการตั้งอยู่ของบ้านในบริบทที่ไม่จำเจ โดยการให้ความสำคัญกับการผสมจังหวะ ขับเน้นพลวัตที่ต่อเนื่องจากความไม่เท่ากัน ระหว่างภายนอกที่เติมเต็มความเป็นกันเองกับภายในที่คลาคล่ำด้วยความอบอุ่นของวัสดุและการจัดแบ่งพื้นที่การใช้บริการที่หลากหลาย ล้อรับไปกับชานนั่งหน้าร้าน เอกลักษณ์จากกลยุทธ์ซึ่งเชื้อเชิญให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาได้นั่งพักและสนทนา แม้จะไม่เข้ามาใช้บริการที่ร้านก็ตาม นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความจงใจของเจ้าของโครงการที่นอบน้อมต่อย่านที่ตั้งอยู่และผู้คน ตอกย้ำสภาวะการจากไปกลับมาของชาน ร่วมไปกับความเป็นบ้านหลังหนึ่งอย่างแท้จริง
















