พาเดินชมผลงานใน Art Jakarta 2025 เวทีที่ศิลปินกว่า 16 ประเทศใช้ศิลปะร่วมสมัยเป็นภาษาร่วมในการถ่ายทอดเรื่องราวของอัตลักษณ์ สังคม และการเมือง
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO: SARUNKORN ARTHAN EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
‘Drop off’ คือ ตัวหนังสือแรกที่เราเห็นเด่นแต่แรกที่ทางเข้างาน Art Jakarta เทศกาลศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ ตัวอักษรสีดำคำนั้นถูกวางบนป้ายสีฟ้าสว่างเหมือนจะแย้มพรายว่าความสดใสที่น่าค้นหานี้ รอทุกคนให้เข้าไปสัมผัส จ้องมอง และลองซึมซาบบรรยากาศภายในงานที่ศูนย์การประชุมนานาชาติจาการ์ตา (JIExpo)

เมื่อผละสายตาจากป้ายนั้น ร่างกายก็พลันต้องกับลมเย็นจากแอร์ในฮอลล์และน้ำดื่มฟรีเย็นๆ ก็อยู่ในมือ สองอย่างนั้นทำให้สภาพจิตใจเริ่มส่งเสียงผ่านทางประสาทว่าพร้อมจะรับแรงกระแทกทางศิลปะและเหล่าผู้คนแล้ว เพราะว่าภายในสถานที่จัดงานนอกจากจะเรียกได้ว่ายกโขยงแกลเลอรีทั้งใหญ่และเล็ก ศิลปินมีชื่อและกำลังสร้างชื่อ ทั้งจากอินโดนีเซียและต่างประเทศกว่า 16 ประเทศแล้ว ก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้รักศิลปะ, นักสะสม, ศิลปิน, ภัณฑารักษ์ หรือแม้แต่ ‘ชาวเทสต์ดี’ ที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบนิเวศศิลปะอันใหญ่หลวงนี้ร่วมกัน ไม่ว่าจะมาเพื่อถ่ายภาพ, ซึมซับ, สะสม หรือเพียงชมผลงานก็ตาม

บรรยากาศที่เบียดเสียดไปด้วยมวลมหาประชาชน ไม่ได้ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของเราลดลงแม้แต่น้อย เราซอกแซกไปตามช่องที่ยังเหลือพอเดินไม่ว่าจะพื้นที่แกลเลอรี, ส่วนแสดงงานจัดวาง (installation), เวทีจัดกิจกรรม หรือแม้แต่โซนจำหน่ายหนังสือ ระหว่างนั้นก็พยายามทำ ‘ชะโงกทัวร์’ บ้าง หยุดดูเท่าที่พอมีที่ให้ยืนดูบ้าง ถ้าที่เหลือเยอะหน่อยก็ซึมซับให้สุนทรียะและมวลอารมณ์ทางศิลปะกำซาบลงไปในเนื้อหนังและห้วงนึกคิด

Photo courtesy of Art Jakarta 2025
ในความนึกคิดนั้นเอง เราได้หวนไปว่าเรายังมีพื้นฐานทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ ผสานกับความสนใจเกี่ยวกับการเมือง เราสังเกตเห็นว่ากระบวนทัศน์และระบบนิเวศทางศิลปะในอินโดนีเซียดูจะมีความแตกต่างจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเป็นอาณานิคมของดัชต์หลายร้อยปี, กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ช่วง ‘สมัยใหม่’ ทางศิลปะ, การนำศิลปะมารับใช้ประเด็นทางสังคมการเมือง, การมีสถาบันทางศิลปะหลากหลาย (มากกว่าหนึ่งหรือสองที่), หรือแม้แต่ art destination ที่แม้จะมีไม่มากแต่ก็มีพื้นที่ใหญ่ อย่างจาการ์ตา ยอกยาการ์ตา และบันดุง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้กระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน, กระบวนทัศน์และแนวคิดการทำงานศิลปะของศิลปินแดนอิเหนามีความหลากหลายแต่ก็สบกันกลายเป็น ‘ความอินโดนีเซีย’ ที่ร่วมสมัยและเป็นหนึ่งเดียวกับโลก

ซึ่งในงาน Art Jakarta ก็นำเสนอความเป็นอินโดนีเซียที่ร่วมสมัยกับโลกได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการสะท้อนการตีความศิลปะต่อการเมือง เราจึงอยากหยิบผลงานที่น่าสนใจจากศิลปินหลากหลายคน เช่น ผลงานของ Uji Hahan ศิลปินจากเมืองยอกยาการ์ตาที่ตั้งอยู่ในโซน ‘AJX’ ของ MTN Seni Rupa ได้เสนอภาพเลียนแบบผลงาน Antara Hidup dan Mati / Between Life and Death (1870) ของราเดน ซาเลห์ (Raden Saleh) บิดาแห่งศิลปะอินโดนีเซียสมัยใหม่ ที่ปรากฏภาพชายขี่ม้าสู้กับสิงโต แต่แทนใบหน้าของมนุษย์ด้วย Memoji ของระบบปฏิบัติการ iOS เพื่อเสนอความ ‘ไร้พรมแดน’ ของศิลปะและกาลเวลา

และมีหัวข้อฮอตฮิตอย่างการนำเสนอข้อมูล / ความรู้สึก / การจิกกัดประธานาธิบดีคนแรกอย่าง ‘ซูการ์โน’ ทั้งในหมุดหมายที่เป็นผู้รวมชาติ, ผู้นำชาตินิยม หรือแม้แต่การเป็น ‘The Great Lover’ ตามจำนวนภรรยาที่เขาเคยสมรสด้วย ดังเช่นผลงานที่ ara contemporary ที่ศิลปินได้นำเสนอโปสเตอร์ภาพยนตร์ ‘ต้องห้าม’ ที่ไม่เคยฉาย (และไม่เคยสร้าง) ในท้องเรื่องที่ CIA พยายามสร้างข่าวฉาวว่าซูการ์โน (ตัวปลอม) มีสัมพันธ์สวาทกับนักแสดงสาวชื่อดังอย่าง มาริลิน มอนโร (Marilyn Monroe) เป็นต้น
นอกจากโปสเตอร์ภาพยนตร์ต้องห้ามสุดแสบนั่นแล้ว ในพื้นที่ของ ara contemporary ยังจัดแสดงงานที่น่าสนใจจากศิลปินไทยรุ่นใหม่อย่าง อิง-กนกวรรณ สุทธัง ที่เคยเป็นศิลปินในโครงการ Early Years Project #7 มาแล้ว ในคราวนี้เธอได้นำเสนอผลงานชุด ‘Between the Rice Fields’ ที่แสดงแง่งามของศัตรูพืชในนาข้าว ทั้ง ‘หญ้ารัดเขียด’ ‘กกทราย’ และพืชอื่นๆ ที่ถูกกำจัดโดยเกษตรกรมาตลอด ซึ่งใน กนกวรรณพยายามนิยามและหาความหมายของวัชพืช ทั้งที่พืชทั้งหลายควรเกื้อกูลต่อกันไม่ใช่ ‘วัชชะ’ ที่แปลว่า สิ่งผิด ในผลงานของเธอ พยายามจับและคงไว้ซึ่ง ‘สายลม’ ที่พัดผ่านพืชทั้งหลายนั้นไปในนาข้าว

(ซ้าย) สุคนธ์ทิพย์ นาคเกษม (ผู้ก่อตั้ง Warin Lab Contemporary) และ (ขวา) นักรบ มูลมานัส ซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าผลงานของเขากับอิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์
ในด้าน Warin Lab Contemporary แกลเลอรีย่านเจริญกรุงที่บินลัดฟ้ามาถึงศูนย์การประชุมนานาชาติจาการ์ตา ได้นำผลงานจากศิลปินภายในหลายคน และศิลปินไทยถึงสองคน คือ นักรบ มูลมานัส ที่นำเสนอ ‘ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง’ เครื่องบรรณาการจากประเทศราชที่ประดับอยู่บนเรือนกายของมนุษย์ผู้ต่ำศักดิ์ (กว่าราชสำนัก) ทั้งเจ้าจอมตนกูสุเบีย ชาวลิงกาจากเมืองชวาที่เป็นบาทบริจาริกาในรัชกาลที่ 4 หรือ คะนัง เงาะป่าจากเมืองพัทลุงผู้ถูกชุบเลี้ยงในราชสำนักรัชกาลที่ 5 ทั้งสองคนนี้เองก็เป็นเหมือนเครื่องราชบรรณาการจากแดนไกล และอิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ที่นำเสนอความเปลี่ยนแปลงฉับพลันของมนุษย์ ที่ก่อเกิดเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ที่รวดเร็วรุนแรง และอาจสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างมากกว่าธรรมชาติเสียอีก

Photo courtesy of Art Jakarta 2025
ท้ายที่สุด นี่คือส่วนหนึ่งแห่งความประทับใจที่ไม่สามารถพรั่งพรูออกมาได้ทั้งหมดในมุมของผู้ (เคย) เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะที่ได้เดินทางและตั้งใจเขียนถึงเทศกาลศิลปะร่วมสมัยที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของเอเชียอาคเนย์อย่าง ‘Art Jakarta’ ก่อนจะเดินออกจากฮอลล์จัดแสดง ตัวหนังสือสีขาวบนพื้นแดงแสบสันต์ ดึงสายตาให้มองหาตัวอักษรเพื่ออ่านเนื้อความนั้น ไม่ใช่อะไรอื่นแต่เป็นตารางกิจกรรมและการจัดงานของตระกูล ‘Art Jakarta’ พร้อมกับคำว่า ‘See you again!’ ที่รอคอยให้ทุกคนไปสัมผัสทุกกิจกรรมตลอดปี 2026
สําหรับผู้ที่อยากเข้าใจ ‘Art Jakarta’ มากขึ้น สามารถย้อนอ่านข้อมูลเบื้องต้นของเทศกาลได้ที่:
















