SHIKUMEN CANTILEVER VILLAGE

สองสถาปนิก เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี จาก HAS design and research ตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างคานยื่นที่เคลื่อนย้ายได้สามารถเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในหมู่บ้านสือคู่เหมิน กรุงเซี่ยงไฮ้ ได้อย่างน่าสนใจ

TEXT: JENCHIEH HUNG & KULTHIDA SONGKITTIPAKDEE
PHOTO: HAS DESIGN AND RESEARCH

(For English, press  here)

ท่ามกลางการเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว หมู่บ้าน ‘สือคู่เหมิน’ ได้นำเสนอแรงบันดาลใจผ่านความสมดุลอันมีพลวัตรที่ประสานกันระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมและนวัตกรรม เปิดโอกาสให้เห็นรูปแบบการอยู่อาศัยโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางและปรับตัวได้ท่ามกลางเมืองสมัยใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ถูกสำรวจไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของพวกเขา Chameleon Architecture: Shifting / Adapting / Evolving

หมู่บ้านสือคู่เหมินในกรุงเซี่ยงไฮ้กำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1860 เป็นเครื่องยืนยันถึงความสามารถในการปรับตัวและมรดกอันยาวนานของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม สือคู่เหมินคือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกและจีน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากร คำว่า ‘สือคู่เหมิน’ มาจากภาษาจีนที่แปลว่า ‘ประตูกรอบหิน’ ซึ่งหมายถึงซุ้มประตูหินอันโดดเด่นของกลุ่มบ้านแถว และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาเมืองในช่วงที่เซี่ยงไฮ้เติบโตอย่างรวดเร็ว ในยุคทองของบ้านสไตล์สือคู่เหมิน ที่ถูกเรียกรวมกันว่า ‘หลี่หลง’ หรือ ‘บ้านเลน’ เคยมีสัดส่วนถึง 60% ของที่อยู่อาศัยทั้งหมดในเซี่ยงไฮ้ แม้อาคารหลายหลังจะถูกแทนที่ด้วยอาคารสูงสมัยใหม่แต่เสน่ห์อันยาวนานของสือคู่เหมินยังคงอยู่ โดยเฉพาะในแง่ของการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของเมืองสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

เสน่ห์อันยาวนานของสือคู่เหมินไม่ได้มีเพียงแค่การผสมผสานอิทธิพลตะวันออกและตะวันตกเท่านั้น สำหรับสองสถาปนิก เจอร์รี่ หง และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี แห่ง HAS design and research ยังสะท้อนให้เห็นว่าแม้เซี่ยงไฮ้จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และอาคารสือคู่เหมินหลายแห่งถูกแทนที่ด้วยอาคารสูงที่ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลักการออกแบบพื้นฐานของสือคู่เหมินยังคงสำคัญและแสดงถึงการปรับตัวและวิวัฒน์ไปตามกาลเวลา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมดั้งเดิมสามารถเติบโตและดำรงอยู่ได้ แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากวิถีชีวิตเมืองสมัยใหม่ก็ตาม

คุณลักษณะเด่นของหมู่บ้านสือคู่เหมินคือการใช้พื้นที่ว่างอย่างสร้างสรรค์ พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงซอยแคบๆ ในระดับพื้นดิน แต่ขยายขึ้นในแนวตั้งทั้งผ่านหน้าต่างและองค์ประกอบภายนอกของอาคาร ตัวอย่างเช่น ผู้อยู่อาศัยสร้างโครงเหล็กที่สามารถติดกับหน้าต่างเพื่อแขวนผ้า เก็บของ หรือเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมอื่นๆ สิ่งสำคัญคือโครงเหล็กเหล่านี้ไม่ใช่โครงสร้างถาวร แต่สามารถเคลื่อนย้ายและเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน ความยืดหยุ่นนี้เปิดโอกาสให้เกิดการจัดการพื้นที่อย่างไดนามิกในซอยแคบๆ และเพิ่มศักยภาพในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ชั่วคราวโดยไม่สร้างอุปสรรคถาวร อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความร่วมมือและความเป็นชุมชนระหว่างผู้อยู่อาศัยอย่างเป็นธรรมชาติ

ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนรวมในหมู่บ้านสือคู่เหมินยิ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม การปรับตัวที่น่าสนใจประการหนึ่งคือการใช้วัสดุพื้นถิ่นอย่างเสาไม้ไผ่ ซึ่งถูกผสมผสานกับโครงเหล็กและช่องเปิดของอาคารเพื่อทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งเป็นที่แขวนผ้าและสิ่งของ รวมถึงสร้างร่มเงาให้กับอาคาร ความสามารถในการใช้งานหลายอย่างนี้ช่วยลดการพึ่งพาระบบพลังงานเครื่องกล เช่น เครื่องปรับอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนมากขึ้น ร่มเงาที่เกิดจากไม้เหล่านี้ยังทอดลงมาถึงระดับพื้นดิน สร้างทางเดินร่มรื่นให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้งานพื้นที่กลางแจ้งในฤดูร้อนอันร้อนจัดของเซี่ยงไฮ้ สำหรับ หง และ ทรงกิตติภักดี (HAS) สือคู่เหมินจึงเป็นตัวอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจของการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดั้งเดิมให้เอื้อต่อชีวิตของชุมชน และส่งเสริมความยั่งยืนที่ภาพของอดีตยังยืนหยัดอยู่ท่ามกลางบริบทเมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

เนื้อหาในบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ Chameleon Architecture: Shifting / Adapting / Evolving เขียนโดย Jenchieh Hung & Kulthida Songkittipakdee จาก HAS design and research สามารถสั่งซื้อได้ที่: https://art4d.com/product/chameleon-architecture

facebook.com/hasdesignandresearch
instagram.com/has.design.and.research

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *