DOCA Linear Park สะพานสีส้มริมคลองในบราซิลเปลี่ยนริมน้ำให้เลิกเหงา พร้อมตั้งคำถามเรื่องธรรมชาติในเมือง
TEXT: PHARIN OPASSEREPADUNG
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
DOCA Linear Park คือโปรเจกต์สะพานสีส้มขนาดยาว 1.2 กิโลเมตร ชวนให้ผู้คนออกมาเดินทอดน่องในเมือง ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บริเวณเกาะกลางถนนวิสคอนเด เด ซูซา ฟรังโก (Avenida Visconde de Sousa Franco) ประเทศบราซิล งานออกแบบสะพานเลียบแม่น้ำสีส้ม-เหลือง ชิ้นนี้ออกแบบโดย Natureza Urbana สตูดิโอสถาปัตย์ จาก São Paulo ประเทศ Brazil เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 2023
ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมางานออกแบบพื้นที่สาธารณะเลียบลำคลอง หรือ Urban Waterway รูปแบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย เพราะพื้นที่เหล่านี้สร้างความสดใสให้กับเมือง เข้าถึงได้มากขึ้น ชักชวนให้คนออกจากบ้านมากขึ้น มาพร้อมกับแรงดึงดูดทางเศรษฐกิจ พื้นที่รกร้างหรือถูกมองข้ามกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเมือง โปรเจกต์นี้เองก็ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองเหมือนกัน

Photo: Leonardo Finotti

Photo: Manuel Sa
เช่นเดียวกับบริบทของเกาะกลางถนนวิสคอนเด เด ซูซา ฟรังโก เนื่องจากพื้นที่ธรรมชาติดั้งเดิมของสายน้ำหายไปตามการเติบโตของเมือง รถยนต์ และรถมอเตอร์ไซค์จำนวนมากของเมือง ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่แย่ลง ส่งผลให้พื้นที่สาธารณะของเมืองน้อยลงตามไป สถาปนิก Natureza Urbana จึงเลือกที่จะฟื้นฟูสายน้ำแหล่งนี้ให้กลับมาอีกครั้งเป็นพื้นที่นั่งเล่นใหม่ของเมือง โดยได้ความร่วมมือจากชุมชน โรงเรียน และกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันออกแบบพื้นที่ สร้างโปรแกรมให้เหมาะสมกับความต้องการ เพราะพื้นที่นี้จะครอบคลุมการใช้งานของผู้คนได้มากถึง 500,000 คน
จุดประสงค์ของสะพานแห่งนี้ คือการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เมืองและพื้นที่ธรรมชาติ เปลี่ยนคลองที่เคยมองข้าม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่าย และเป็นพื้นที่สาธารณะรองรับกิจกรรมได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะพื้นที่พักผ่อน พื้นที่นัดพบ เล่นกีฬา และอื่นๆ ผ่านการขยายพื้นที่สีเขียว ปรับปรุงคุณภาพภูมิทัศน์ พร้อมดึงความทรงจำเดิมของสายน้ำประวัติศาสตร์ของเมืองให้กลับมาอีกครั้ง

Photo: Leonardo Finotti

งานออกแบบสะพานสีส้ม ตัดกับพื้นที่สีเหลืองนวลเส้นนี้ทอดตัวยาวไปตามแนวแม่น้ำ บางช่วงของสะพานคร่อมอยู่เหนือคลอง ขณะที่บางช่วงเลียบไปกับขอบคลอง แต่ละช่วงมีความกว้างและลักษณะพื้นที่แตกต่างกัน สถาปนิกเลือกวางจุดนั่งพักเป็นระยะๆ พร้อมจัดให้มีต้นไม้เรียงรายตลอดแนวสองฝั่ง รวมถึงวางพื้นที่จำหน่ายอาหาร ทางเดินยกระดับ สนามเด็กเล่น เส้นทางจักรยาน และพื้นที่กิจกรรมอื่นๆ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลาย ตลอดแนวคลองยาวกว่า 1 กิโลเมตร พร้อมทั้งทำหน้าที่เชื่อมต่อถนนสองฝั่งเข้าด้วยกัน

Photo: Manuel Sa
นอกจากจะเป็นพื้นที่พักผ่อนใหม่ของเมือง สะพานแห่งนี้ยังได้รับความสนใจในช่วงการจัดการประชุมภาคีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) ที่จัดขึ้นในประเทศบราซิล เนื่องจากตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน และมีแนวคิดที่สอดคล้องกับประเด็นด้านการดูแล ตรวจสอบ และจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการประชุม

Photo: Manuel Sa
งานพัฒนาเมืองรูปแบบนี้มีประเด็นถกเถียงกับเรื่องของธรรมชาติให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เพราะถึงแม้ว่าพื้นที่ออกแบบใหม่สวยงามสำหรับมนุษย์แค่ไหน แต่ก็ยังมีข้อกังขาบางอย่างที่ชวนให้เราคิดต่อว่าพื้นที่ธรรมชาติเดิม ไม่ว่าจะการไหลของน้ำ แสงแดด อุณหภูมิ ตลอดจนถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ยังคงมีอยู่ หรือหายไปมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะจากโครงสร้างของสถาปัตยกรรมไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ย่อมเกิดผลกระทบต่อธรรมชาติดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับสะพานแห่งนี้ สถาปนิกได้คำนึงถึงประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมไว้เช่นกัน เพราะนักออกแบบมองว่าพื้นที่แม่น้ำคือโครงสร้างดั้งเดิมของเมืองที่ควรได้รับการอนุรักษ์ ไม่ใช่แค่การสร้างสะพานใหม่เท่านั้น จึงวางแนวทางในการดูแลพื้นที่เพิ่มเติม เช่น การปรับพื้นที่ทางเดินด้านข้างให้เอื้อต่อการเติบโตของพืช เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและความเป็นธรรมชาติของคลอง ใช้แนวคิดการออกแบบที่อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติเป็นฐาน (nature-based solution) จนพัฒนาระบบระบายน้ำขนาดย่อยบริเวณคลอง พร้อมลดมลพิษทางอากาศ จัดการปัญหาน้ำท่วม และเพิ่มพื้นที่ดินซึมน้ำและระบบระบายน้ำให้มากขึ้น การออกแบบสะพานครั้งนี้ได้คิดครอบคลุมถึงมุมสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เพิ่มขึ้น อาจเป็นแนวทางหนึ่งของการศึกษาการออกแบบ Urban Waterway ที่เปิดพื้นที่ให้คนเข้าถึง และไม่ปิดกั้นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ให้อยู่ร่วมกันด้วย

Photo: Manuel Sa
เพราะความท้าทายของงานออกแบบพื้นที่ริมน้ำในเมือง ต้องไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหรือดึงดูดผู้คน แต่คือการหาจุดสมดุลระหว่างการใช้งานของมนุษย์ ระบบนิเวศของสายน้ำ และโครงสร้างการจัดการเมือง เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างยั่งยืน ทั้งในฐานะพื้นที่สาธารณะ และเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติของเมือง

Photo: Manuel Sa 


