HUMAN RESOURCE

HUMAN RESOURCE ‘คน’ ทั่วไปในโลกใจร้าย แต่ดันดูคล้ายจะเป็นชีวิตจริง

TEXT: MANOTHAM TIAMTIABRAT
PHOTO COURTESY OF GDH

(For English, press  here)

ในเวลาที่คุณเต๋อยังไม่ได้ทำ Human Resources (ไม่รู้ว่าส่วนตัวไปไหมถ้าจะบอกอย่างไม่อายว่า) หนังที่เดินกับเราไปทุกที่ แม้เนื้อหาจะไม่ถึงกับเป๊ะ คือหนังฝรั่งเศสชื่อ Un Monde sans Pitié (1989, Eric Rochant) ครับ ขณะที่เนื้อในมันเป็นหนังตลก (ตกลงว่ามึงจะ World without pity ตรงไหน) แต่กว่าจะถึงตอนนั้น แค่ชื่ออย่างเดียวก็แทบเป็นคำแทนค่าเวลามีอะไรแย่ๆ เข้ามา เมื่อนั้นวลีชื่อเรื่อง Un monde sans pitié ก็จะแวบเข้ามาในห้วงความคิดทันที จนกระทั่งได้ดู Human Resources เท่านั้นแหละครับ

โดยส่วนตัวถ้าเต๋อไม่ใช้ชื่อ Human Resources คำว่า Un monde sans pitié ก็อาจเป็นคำที่แทนกันได้อย่างลงตัว อย่างน้อยๆ ตัวคำว่า monde ทางอเมริกันเอามาตั้งชื่อแบบตรงตัวกึ่งหลับหูหลับตาว่า World ทั้งๆ ที่มันยังมีความหมายไปถึง “ผู้คนทั่วๆ ไป” ก็ยังได้… แล้วผู้คนที่เห็นๆ กันไปทั่วนั้น ก็วกกลับมาหา (ความ) เป็น human ได้อีกตลบ

ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร การทำหนังชนิดคุมคนดู + เร้าความรู้สึก + หวังจะให้คนดูประทับใจคงไม่พอแล้ว เดี๋ยวนี้คนทำหนังจะต้องมาถามตัวเองว่า จะต้องทำยังไงให้คนดูเข้าไป living in it กลายเป็นโจทย์ใหม่ให้คนทำต้องทบทวน หลังจากที่เคยลองผิดลองถูกด้วยเทคนิคแบบ Candid Camera ซึ่งนั่นก็แค่ครึ่งทาง ยังเหลืออีกส่วนเสี้ยวที่ยังต้องไปต่อ (อย่างน้อยๆ เท่าที่ประเมินผ่านการอ่านรีวิว เพื่อนๆ มักพบว่าร้อยเกือบจะร้อยมักกลับมาทบทวนประสบการณ์ชีวิตจริงของตัวเองล้วนๆ)

บอกได้ว่าสิ่งที่เต๋อทำใน Human Resources เหมือนการเจือปนสารแคดเมียมทางปัญญาให้ซึมสู่สายเลือดก่อนแพร่กระจาย แล้วลุกลามตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เผลอแป๊บเดียวตัวหนังก็เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายเรียบร้อยแล้ว ครั้นจะป้องกันด้วยการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ (ที่ใช้แม้กระทั่งกับน้ำอาบ) ก็เกินกว่าที่จะควบคุมไหว นอกจากปล่อยให้ตัวเราเป็นฝ่ายรองรับซะให้พอ

นั่นคือหนังเปิดโอกาสให้เราได้ใช้มาตรการป้องกันเอาไว้สารพัด ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาหรือการเอาตัวเองเข้าไปเป็นภาวะหนึ่งตามแต่หนังจะพัดพาให้เราไหลไป (อย่างน้อยก็น่าจะต้องมีสักช่วงล่ะครับ) ครั้นจะตั้งการ์ดโต้แย้งบ้างก็เห็นจะไม่มี หรือถ้าจะมีก็คงน้อย เพราะก่อนหน้านี้ (อันนี้จริงครับ สาบานได้) เคยเฝ้ารอให้มีคนมาสร้างหนังชื่อ ‘Oh, my god, it’s my life’ ซึ่งสุดท้ายก็ยังไม่มีใครสร้างให้ดูสักราย แต่ตอนนี้เราได้หนังที่ทำให้เราถึงกับต้องอุทานแบบนี้ออกมาเองเป็นที่เรียบร้อย

มันต้องมีบ้างแหละน่าสักซีนสองซีนที่เข้าไปสะกิดต่อม Déjà-vu ในฝั่งคนดู ซึ่งทำให้พบว่าส่วนที่ยากที่สุดของการทำหนัง ก็คือทำอย่างไรให้ภาพที่ปรากฏดูเหมือนการแอบถ่าย (ทั้งๆ ที่ความจริงเกิดจาก Directing ล้วนๆ) ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เล็กจิ๋วที่สุด (มอเตอร์ไซค์ข้ามเกาะฝ่าคนข้ามถนน) ไปจนถึง Scenario ระดับมหภาค (ฝากลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์ตั้งแต่อยู่ในท้อง) ซึ่งพอเอามาคำนวณค่า Accumulate อะไรจากเดิมที่เคยเล็กก็จะขยายใหญ่จนเป็นระดับ Scenario (อย่างไรเดอร์วิ่งสวนเลนในซอยวันเวย์ หรือตัวละครที่เดิมโผล่มาเป็นเอ็กซ์ตรา ก็จะค่อยๆ งอกจนมีคาแรคเตอร์ให้จดจำ) พอเอามารวมๆ เข้าด้วยกัน ก็จะเท่ากับภาพรวมของหนังทั้งเรื่องไปเอง เพราะสุดท้ายสิ่งที่เห็นบนจอก็คือตัวเรา และชีวิตเรา

ฉะนั้น จุดที่เด่นมากๆ ในหนังก็น่าจะเป็นเรื่องของการให้คุณค่ากับ “เอ็กซ์ตรา” ซึ่งนั่นคงเป็นแค่ตัวประกอบสำหรับโครงสร้างบนความเป็นหนัง แต่ในชีวิตจริงทั้งหมดคือ “มนุษย์” ล้วนครับ ผ่านมากผ่านน้อยทุกคนคือคนเหมือนกันหมด แรกๆ เห็นหน้าก็ยังเป็นคนแปลกหน้าไปก่อน (ผู้สมัคร, รับการสัมภาษณ์) พอหน้าพวกนั้นกลับมาอีก คราวนี้คุณเป็นตัวละครแล้ว (ซีนปฐมนิเทศพนักงานใหม่) เออ… หนังเขาชื่อเรื่องอย่างนี้นี่นา ในทางกลับกัน พอมีใครในกลุ่มเอ็กซ์ตราเริ่มห่างหายไปจากเรื่อง ก็เริ่มยุ่งแล้ว ไม่นานก็ขยายเป็นปมดราม่าขึ้นมาทันที (อ้อ… หนังเขาใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Human Resources นี่นา)

จากคนที่เราเคยเห็นเข้าซีนแค่คิวเดียว พาร์ทต่อๆ มาเขาไม่ให้เราเห็นหน้าเลย แต่มีการพูดถึงชื่ออยู่บ่อยเข้า จนสุดท้ายสายตาสอดรู้สอดเห็นจะเริ่มทำงานทันที ทั้งๆ ที่หน้าไม่ออกมาให้เห็น ทีนี้ประวัติตัวละครเริ่มระแคะระคายแล้วว่าน้องจูนๆ นั่น เผลอๆ มีเชื้อสายราชนิกุล (วัดค่อนข้างหรู, มีกล่องบรรจุเพลิงพระราชทาน, เจ้าหน้าที่แบกหามตัดผมเกรียนสามด้าน, สวมเครื่องแบบสีกากี)

สมมติลองถ้าหนังเริ่มมีการฝึกให้คนดูได้เห็นอะไรสักอย่างที่มองแล้วเตะตาโดยไม่ต้องใช้ระบบสัญญะที่ซับซ้อน ค่อนข้างเชื่อว่าจากนี้ไปคนดูจะเริ่มพร้อมแล้วที่จะเห็นอะไรที่เป็น Rhetoric ไปเอง เหมือนอย่างวิธีวางโครงข่ายการนำเสนอที่คุณเต๋อเล่าแบบดาวกระจายก่อน เสร็จแล้วค่อยแผ่ขยายกระจายตัวแบบหลากหลายทิศทาง โดยอาจเริ่มจากโฟกัสที่บรรยากาศในออฟฟิศ ทว่าลำพังตัว Workplace เองก็ยังถูกห่อหุ้มไว้ด้วยข้อต่อสารพัด ซึ่งงอกออกมาเป็นแขนขาองคาพยพจนเกิดเป็นอวัยวะในร่างกาย (เฟรนถึงได้คู่สมรสเป็นคนในออฟฟิศ-ตั้งครรภ์-วางแผนเพื่ออนาคต) โดยที่ในตัวอวัยวะที่เจริญงอกมาใหม่นี้ ก็เริ่มพบการทำงานและมี Function เป็นของตัวเองไปเรื่อยๆ

มีบ้างบางขณะที่เขาลองใจให้เราเขวเหมือนเห็นภาพลวงตา อย่างพอพูดถึง Monte Carlo, St. Vincent ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ที่มีอยู่จริงบนแผนที่โลก เสร็จแล้วเขาก็ “เบี้ยว” เรา (พอๆ กับที่เขาให้เราเห็นภาพหอไอเฟล ซึ่งสุดท้ายก็น่าจะเป็น Easter Egg ชื่อหนังสั้นของเต๋อเอง) เสร็จแล้วเขาก็ให้ตัวละครในเรื่องโอบรับเอาไว้โดยไม่ต้องรอช้า ทั้งๆ ที่มีแววและแนวโน้มว่าฉิบหายแน่ๆ ในกาลข้างหน้า พอๆ กับที่เขาให้บริษัทในเรื่องขายอุปกรณ์ความปลอดภัย (แต่สุดท้ายก็เป็นที่รู้กัน) อย่างเสื้อเกราะที่เอามาใช้สาธิตนั่นก็ป้องกันได้แค่กลางลำตัว ทว่าจุดที่เปราะบางที่สุดของร่างกายยังมีอีก เมื่อหมวกกันน็อกถูกแปรสภาพไปใช้ข่มขู่ผู้อื่น… และอื่นๆ

ซึ่งจากเดิมที่เคยเป็นรูปทรงดาวกระจาย พอลากเส้นเชื่อมต่อทุกส่วนเข้าด้วยกันก็เกิดเป็นรูปวงกลมไปเอง แล้วในที่สุดอะไรที่เขาเคยลวงเราผ่านหู (อย่างเสียงตุ้บๆ ที่เป็นอะไรก็ได้ระหว่างกิจกรรมในที่รโหฐาน ระหว่างสามี-ภรรยา, ลู่วิ่ง หรือเครื่องล้างรถ) สุดท้ายเขาก็กลับมาให้เราเห็นซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่หลอกเราแล้ว