BIG-Bjarke Ingels Group นำเสนอพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยที่ใช้เอาคอร์ทและทางเดิน semi-outdoor มาเป็นองค์ประกอบหลักในงานออกแบบซึ่งมาพร้อมกับรูปทรงคล้ายภูเขาย่อมๆ ที่สะท้อนถึงบริบททางประวัติศาสตร์ของซูโจว
TEXT: KARN PONKIRD
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยซูโจว (Suzhou Museum of Contemporary Art) ออกแบบโดย BIG-Bjarke Ingels Group ร่วมกับ ARTS Group และ Front Inc. ตัวอาคารออกแบบให้เป็นกลุ่มอาคารพาวิลเลียน 12 หลังตั้งกระจัดกระจายกันแบบหลวมๆ แต่เชื่อมต่อกันด้วยหลังคาที่ลดหลั่นกันเหมือนผ้าที่กำลังพลิ้วไหว ผ่านการตีความองค์ประกอบของการออกแบบสถาปัตยกรรมจีน การจัดสวน และภูมิทัศน์ของเมืองซูโจว กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 60,000 ตารางเมตร โดยจะเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 2026 นี้

Photo: Ye Jianyuan
ณ ริมทะเลสาบจินจี (Jinji Lake) ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อยู่ในเขตเมืองใหม่ซูโจว หรืออีกชื่อคือ Suzhou Industrial Park มณฑลเจียงซู ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7 ตารางกิโลเมตร โดยมีหนึ่งใน landmark ริมทะเลสาบที่สำคัญคือ Suzhou Ferris Wheel ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์สูง 120 เมตร ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2009 ก่อนที่พื้นที่ใต้ชิงช้าจะถูกนำมาพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยซูโจวในเวลาต่อมา

Photo: Ye Jianyuan
การออกแบบงานสถาปัตยกรรมของตัวอาคารพิพิธภัณฑ์มีรากฐานมาจากแนวคิด ‘หลาง’ (廊 หรือ ล้ง ถ้าออกเสียงแบบจีนแต้จิ๋วในไทย) โดยหลางนั้นมักถูกใช้นิยามพื้นที่ของระเบียงทางเดินที่มีหลังคาคลุม ซึ่งทอดยาวสำหรับเชื่อมตัวอาคารต่างๆ ในสถาปัตยกรรมจีน บางแห่งก็ถูกใช้เป็นองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่โอบล้อม ‘courtyard’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านแบบจีน ด้วยลักษณะการใช้งานที่เป็นเอกลักษณ์นี้เอง ผู้ออกแบบจึงนำมาตีความใหม่และปรับให้กลายเป็นภาษาที่ใช้ในการออกแบบโครงการ โดยฟังก์ชันของโครงการจะถูกถ่างออกจนเกิดพื้นที่ว่างระหว่างก้อนของอาคาร courtyard ถูกจัดวางลงไปทำให้เกิด pocket ของสวนเล็กๆ กระจายอยู่ในจุดต่างๆ สุดท้าย การขยับ circulation ที่จะนำ user ไปสู่อาคารต่างๆ ถูกผลักออกมากลายเป็น ‘หลาง’ ทางเดินแบบ semi-outdoor ที่ทอดยาวระหว่างอาคาร คลุมด้วยการออกแบบหลังคาทางเดินให้ใช้วัสดุสเตนเลสชนิดเดียวกับหลังคาอาคารที่เชื่อมต่อกัน

Photo: Justin Szeremeta

Photo: Justin Szeremeta
จนอาคารทั้ง 12 ก้อนผสานกลายเป็นเหมือน landscape ของสวนจีนขนาดใหญ่ที่มี ‘เนินเขา’ (ประดิษฐ์) ลดหลั่นกันไปมา ก่อนที่จะนำไปสู่ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ของทะเลสาบจินจี (โดยพาวิลเลียนอีก 2 หลังจะยื่นเข้าไปในทะเลสาบจินจีและถูกเชื่อมต่อด้วยทางเดินที่มีหลังคาหลุม มีกำหนดก่อสร้างภายในปีนี้)
“ซูโจวคือต้นกำเนิดของสวนจีน การออกแบบ Suzhou Museum of Contemporary Art จึงตั้งอยู่บนฐานการออกแบบสวน พาวิลเลียน และ courtyard การถักทอระหว่างขาของเสาชิงช้าทำให้ตัวพิพิธภัณฑ์แตกกิ่งก้านสาขาเหมือนเหง้าของพืชพรรณ เมื่อมันทอดตัวอยู่เคียงข้างพื้นที่เปิดโล่งของทะเลสาบ ส่วนโค้งเว้าของหลังคาก็จะสร้างเส้นเงาที่สง่างามบนริมฝั่งน้ำ และเมื่อมองมันจากด้านบน (ชิงช้าสวรรค์) กระเบื้องหลังคาก็จะทำหน้าที่เป็นเสมือน façade ด้านที่ 5 ให้กับตัวอาคาร”
– Bjarke Ingels, ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์, BIG

Photo: Ye Jianyuan

Photo: Ye Jianyuan
ส่วน façade ด้านอื่นๆ ของอาคารพาวิลเลียนถูกห่อหุ้มด้วยกระจกโค้งและเฟรมสเตนเลสสตีลสีโทนอุ่น สะท้อนทั้งท้องฟ้า ทะเลสาบ และสวนรอบข้าง พร่าเลือนเส้นแบ่งระหว่างสถาปัตยกรรมและธรรมชาติลง
อีกทั้งยังช่วยนำแสงธรรมชาติเข้ามาสู่ตัวอาคาร ทำให้แกลเลอรีมีชีวิตชีวาด้วยแสงและเงาสะท้อนที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา โดยอาคาร pavilion ทั้ง 4 หลังของพิพิธภัณฑ์จะถูกใช้เป็นส่วนการจัดแสดงแกลเลอรีหลัก (ซึ่งมีนิทรรศการ Materialism ที่จัดแสดงการศึกษาวัสดุแต่ละชนิดของ Bjarke Ingels ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการรับเชิญสำหรับนิตยสารออกแบบ Domus อยู่ด้วย โดยเป็นการสำรวจว่าวัสดุอย่าง หิน ดิน คอนกรีต โลหะ และอื่นๆ ส่งผลต่อการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไร)

Photo: Ye Jianyuan

Photo: Ye Jianyuan
ส่วนอาคารพาวิลเลียนที่เหลือจะประกอบไปด้วยห้องอเนกประสงค์ โรงละคร และร้านอาหาร ก่อนจะค่อยๆ ใช้การออกแบบภูมิทัศน์ให้พื้นที่สีเขียวแปรเปลี่ยนเป็นพลาซ่าสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง และสำหรับใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนที่ริมทะเลสาบของชาวเมืองต่อไป

Photo: Ye Jianyuan

Photo: Ye Jianyuan 








