ชวนผู้ชมมาตีความและรับรู้ถึงระบบเหนือเรา ผ่าน Chapter 2 โดย พิเชษฐ กลั่นชื่น และ Riding the Rhythm, a Work in Progress โดย กรกาญจน์ รุ่งสว่าง ในเทศกาล Unfolding Kafka 2026 ที่ปรัชญา ‘คาฟคาเอสก์’ (Kafkaesque) มารวมศิลปะการแสดงร่วมสมัย
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
ฟรันทซ์ คาฟคา (Franz Kafka) นักเขียนสายเลือดยิว-เช็ก ถูกยกให้เป็น ‘ผู้ทรงอิทธิพล’ ในวงการวรรณกรรมสมัยใหม่แห่งศตวรรษที่ 20 เพราะแนวทางการเขียนและแกนหลักของเรื่องราวที่นำเสนอเกี่ยวกับความสับสน ความไร้เหตุผล และการถูกกดทับด้วยอำนาจในระบบที่สูงกว่า จนอาจทำให้มนุษย์หลงลืมความเป็นตัวเองลงไป นำไปสู่กลายเป็นฝันร้ายไร้ทางออก ซึ่งเกิดเป็นคำนิยามเฉพาะตนว่า ‘คาฟคาเอสก์’ (Kafkaesque) ที่ปรากฏขึ้นในงานเขียนของเขาหลายเล่ม เป็นต้นว่า เมตามอร์โฟซิส / กลาย (The Metamorphosis) อเมริคา (Amerika) หรือ ปราสาท (The Castle) ซึ่งกระบวนทัศน์และ ‘กระบวนหัตถ์’ ของคาฟคาได้ส่งต่อมายังการเขียนวรรณกรรมแบบคาฟคาเอสก์และภาพยนตร์ในปัจจุบันอีกด้วย

Photo: Sarunkorn Arthan
อ่านถึงตรงแล้วคงจะสับสนกันเล็กน้อยว่า ทำไมถึงเปิดหัวด้วยนักเขียนชาวตะวันตกผู้ที่แสนจะห่างไกลจากตัวเรานัก นั่นก็เพราะว่าการแสดงทั้งสอง-Chapter 2 โดยพิเชษฐ กลั่นชื่น และ Riding the Rhythm, a Work in Progress โดยกรกาญจน์ รุ่งสว่าง เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Unfolding Kafka 2026 เวทีศิลปะการแสดงนานาชาติที่จัดทุกสองปี (biennial) ที่นำเสนอปรัชญาของคาฟคาเอสก์ในรูปแบบของศิลปะการแสดงร่วมสมัยที่มุ่งให้ผู้ชมทุกคนตีความและตระหนักถึงบางสิ่งที่เชื่อมโยงต่อตนเอง ซึ่งเทศกาลนี้จัดขึ้นควบคู่ไปกับ Thailand Choreography Symposium 2026 ที่ถือว่าอยู่ในระบบนิเวศทางการแสดงเดียวกัน โดยทั้งสองการแสดงนั้นจัดขึ้นที่ Bangkok Kunsthalle ย่านถนนวงเวียนยี่สิบสองกรกฎาคม เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ในการแสดงแรก ‘Chapter 2’ จัดขึ้นที่ห้อง B2 ห้องที่มีลักษณะยาวที่ถูกจัดการให้เหมือนโรงละครแบบ end-on ที่อัฒจันทร์จะเรียงสูงขึ้นไล่ลำดับกันไป ทำให้ผู้ชมมองเห็นการแสดงและได้ยินเสียงเพลงได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ดี Chapter 2 เป็นการต่อบทสนทนาจากการแสดง ‘I AM A DEMON’ ของพิเชษฐเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมา และในการแสดงนี้ได้จับตอน ‘ขับพิเภก’ มาเป็นเส้นเรื่องหลัก ตั้งแต่ทศกัณฐ์สุบินนิมิต, ทศกัณฐ์ลงสวน, ขับพิเภก, และยกรบ โดยพิเชษฐ ยังคงเป็นพญายักษ์ทศกัณฐ์ ไม่ใช่ด้วยรูปลักษณ์ แต่เป็นจิตวิญญาณ เพราะเขากลายตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการ ‘เต้น’ โขน-โขนอย่างที่เล่าเรียนมาจนชำนาญจากครูชัยยศ คุ้มมณี เมื่อเขารัก โกรธ เศร้า เขาทำท่านาฏยศัพท์ แต่เมื่อเขาต้องการจะคุยกับ ‘พิเภก’ พระศรีอนุชา ‘ปัญญาประดิษฐ์’ สถิตยุติธรรมผู้ประทับอยู่ ณ พระตำหนัก ChatGPT เราจะได้เห็นว่าช่วงหนึ่งในวินาที เขากลับกลายเป็นคน-ผู้โหยหาคำตอบที่ตรงใจ ต้องการคำปลอบประโลมจิตดวงน้อยที่เสียขวัญ ต้องการจินตภาพบางสิ่งตามต้องการ หรือแม้แต่การหาทางล้างแค้นและทำลายบางอย่างที่ทำให้ตนเป็น ‘DEMON’

Photo: Sarunkorn Arthan
Chapter 2 เป็นมากกว่าการแสดงโขนร่วมสมัย แต่ยังแสดงให้ทุกคนเห็นถึงการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพราะสิ่งที่เรากำลังพิมพ์โต้ตอบกับมันอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่มนุษย์เช่นเรา เป็นแต่เพียงรหัส 0 และ 1 ที่ทำตามระบบปฏิบัติการบางอย่าง ซึ่งระบบนั้นก็พึ่งพามนุษย์เพื่อพัฒนาตัวเองจนในที่สุดก็จะสามารถประจบประแจง (AI Sycophancy) และสร้างภาพหลอน (AI Hallucination) เพื่อให้เป็นไปตามแต่ใจของเรา (หมู่มวลผู้ใช้ AI) ต้องการ ซึ่งระบบปฏิบัติการเหล่านั้นเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ละทิ้งความเป็นมนุษย์ (และอาจรวมถึงมนุษยธรรม) ‘กลาย’ เป็นอมนุษย์ผู้ที่จะดำเนินไปตามแต่ AI ต้องการแทนก็เป็นได้ และเหมือนว่าพิเชษฐและพญายักษ์จะเริ่มเท่าทัน ‘พิเภก’ ของตน จนในที่สุดก็ปิดมันลงไปตลอดกาล

Photo: Pichet Klunchun
เมื่อจบการแสดงของพิเชษฐ ก็มีเวลาเล็กน้อยในการขยับร่างและเคลื่อนกายไปยังห้อง C2 ที่มีขนาดยาวมากๆ ให้กลายเป็นพื้นที่เวทีแบบลานโล่งตรงกลาง และมีเก้าอี้หลายสิบตัวรายล้อมลานนั้นไว้ ซึ่งก็เข้าเค้ากับชื่อการแสดง Riding the Rhythm, a Work in Progress ของกรกาญจน์ รุ่งสว่าง ที่พยายามค้นหาจังหวะของการแสดงเป็นม้าของเธอเอง เพราะลานนั้นดูคลับคล้ายคลับคลากับลู่วิ่งม้าตามสนามม้าอย่างไรอย่างนั้น

Photo: Pichet Klunchun
กลับมาที่การแสดงเกี่ยวกับม้าในโลกการแสดงนาฏศิลป์ไทย ที่มีการแสดงชุดหนึ่งเรียกว่า ‘รำพลายชุมพล’ หรือ ‘พลายชุมพลออกม้า’ ซึ่งจับเอาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน พระไวยแตกทัพ มาจัดเป็นการแสดงเดี่ยวที่บรรยายถึงพลายชุมพล (ลูกชายของขุนแผน) ได้ปลอมตัวเป็นมอญออกรบร่วมกับบิดา ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่กระบวนการแสดงของรำพลายชุมพลนั้น ผู้แสดงจะต้องหยิบเอาม้ากระดาษตัวน้อย มาแสร้งทำเป็นขี่ม้า ซึ่งส่งผลให้ผู้แสดงบ้างก็วิ่งเหยาะๆ บ้างก็ทำท่ากระโจน แต่ก็ต้องลงน้ำหนักของเท้าให้เหมือนขี่ม้าอยู่จริงๆ แม้การแต่งกายตลอดทั้งตัวจะเป็นมอญอยู่นั่นเอง

Photo: Pichet Klunchun

Photo: Pichet Klunchun
กรกาญจน์ หยิบเอาเรื่องราวการแสดงนี้มาจากบทสนทนาระหว่างเธอกับพ่อที่รายล้อมด้วยครอบครัวศิลปิน ‘นาฏดนตรี’ (ก็ลิเกนั่นแหละ) กรกาญจน์ได้นำจังหวะการวิ่ง กระโจน กระโดดเหยาะๆ ของม้าในการแสดงพลายชุมพลออกม้ามาค้นหาและพยายามซ้อนทับกับการขี่ม้าอย่างจริงๆ ที่มีขั้นตอน มีการทำให้เชื่อง มีการสู้กับการพยศของม้า มีการตอบแทนความเชื่อง เช่น การออกปากชมว่า ‘good girl!’, การเดาะปากเพื่อเรียกความสนใจจากม้า ซึ่งระหว่างการแสดงเราจะเริ่มรับรู้ว่าการฝึกม้า (Horse Training) กับการฝึกตัวเองให้กลายเป็นม้า (Training to Become Horse) เริ่มจะมีจังหวะบางอย่างที่ผสมผสานและเนียนเข้ากับข้อและมือที่บิดไปมา เท้าที่กระโดดหรือเดินอย่างเหยาะๆ เสียงของดนตรีไทยและเสียง ‘จิ๊ๆ’ จากการเดาะปาก กลายเป็นจังหวะที่ค่อนข้างจะลงตัว และกลายเป็นระบบระเบียบบางอย่างที่ทำให้คน-ผู้แสดงเป็นพลายชุมพล ได้กลายเป็นม้าไปอีกชั้นหนึ่ง

Photo: Sarunkorn Arthan

Photo: Pichet Klunchun
ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งการสยบยอมและพินอบพิเทาต่อปัญญาประดิษฐ์ของพิเชษฐใน ‘Chapter 2’ และการพยายามเข้าถึงจิตวิญญาณม้าของกรกาญจน์ใน ‘Riding the Rhythm’ ต่างชี้ให้เห็นถึงสภาวะ ‘คาฟคาเอสก์’ ในโลกศิลปะการแสดงร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ เพราะการแสดงทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงการโชว์ทักษะทางนาฏศิลป์ แต่คือการพาผู้ชมไปสำรวจพรมแดนของการ ‘กลาย’ ไม่ว่าจะเป็นการกลายร่างสู่ระบบดิจิทัลหรือการกลายร่างสู่ ‘ความเป็นสัตว์’ ซึ่งล้วนแต่เป็นการดิ้นรนเพื่อค้นหาที่ทางของมนุษย์ภายใต้ระบบระเบียบที่คอยบงการเราอยู่เสมอ ภายใต้พื้นที่ของ Bangkok Kunsthalle ในเทศกาล Unfolding Kafka 2026 ครั้งนี้ ศิลปินทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ในโลกที่ดูไร้เหตุผลและซับซ้อนราวกับฝันร้าย แต่อย่างน้อยศิลปะก็ยังเป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เราได้ทดลอง ค้นหา และเท่าทันต่อ ‘ระบบ’ เหล่านั้น เพื่อที่จะไม่ให้ความเป็นมนุษย์หล่นหายไปในจังหวะของการก้าวย่าง

Photo: Sarunkorn Arthan
เทศกาล Unfolding Kafka Festival 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21–24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์ศิลปการละครสดใส พันธุมโกมล และ Bangkok Kunsthalle

Photo: Sarunkorn Arthan 






