BIOPHILIA UNLOCK

เจาะลึกความรักในธรรมชาติ (Biophilia) ในงานออกแบบ ที่จำเป็นต้องไปมากกว่าแค่เทรนด์ของความสวยงามหรือการผ่อนคลาย หากแต่คือจุดเริ่มต้นของคำถามว่า ‘เราจะอยู่กับธรรมชาติอย่างไร’

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO COURTESY OF CHULALONGKORN SCHOOL OF INTEGRATED INNOVATION

(For English, press  here)

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากหากจะบอกว่าใครๆ นั้นก็ล้วนแต่มีความรักในธรรมชาติอยู่ในจิตใจ แม้แต่ในสังคมเมืองที่ความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิตนั้นบีบคั้นให้ใครก็ตามต้องแยกห่างจากธรรมชาติอันเป็นต้นกำเนิด กระนั้นผู้คนก็ยังคงหาทางเชื่อมโยงกลับไปหาธรรมชาติเท่าที่ทำได้ พวกเขามองหาพืชพรรณมาช่วยปลอบประโลมจิตใจ มองหาสายน้ำที่สร้างความสงบ ภูเขาที่ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า ในความรู้สึกที่ว่ามนุษย์จำเป็นต้องกลับไปพึ่งพิงธรรมชาติอีกครั้ง หนทางอันดูจะเป็นทางรอดของเราเลยมาบรรจบกับคำที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ในช่วงพักหลังมานี้กับ Biophilic Design ที่ดูคล้ายกับจะเป็นการเอาธรรมชาติมาใกล้เราให้มากที่สุด เพื่อให้เราได้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอีกครั้งหลังจากลืมเลือนกันไปอย่างยาวนาน

ท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตสมัยใหม่ Biophilic Design จึงกลายเป็นเสมือนพื้นที่พักใจที่ช่วยให้ผู้คนหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน การนำองค์ประกอบต่างๆ ของธรรมชาติ ทั้งพืชสีเขียวในอาคาร แหล่งน้ำที่ให้ความรู้สึกสงบ หรือวัสดุที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เข้ามาอยู่ใกล้กับการดำเนินชีวิต ล้วนมีส่วนช่วยเปลี่ยนพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นให้กลายเป็นแหล่งพักใจที่เอื้อต่อการผ่อนคลาย บำบัดสุขภาพจิต ช่วยบรรเทาความวิตกกังวล และฟื้นฟูพลังชีวิตได้อย่างชัดเจน งานออกแบบหรือสถาปัตยกรรมที่มีจุดตั้งต้นจากความเป็นธรรมชาตินี้เลยดูจะกลายเป็นแนวทางของงานออกแบบกระแสหลักไปโดยปริยาย อาทิ ตึกสูงที่มีพื้นที่สีเขียว บ้านไม้ เป็นต้น

แต่ประเด็นสำคัญของ Biophilic Design ที่นักออกแบบมักหลงลืมกันไปคือ Biophilia นั้นไม่ใช่ ‘โหมดทางสุนทรียศาสตร์’ หากแต่เป็น ‘กระบวนการความคิดที่เรามีต่อธรรมชาติ’ Biophilia เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ 2 คำ คือ ‘Bios’ ที่แปลว่าชีวิต และ Philia แปลว่าความรัก โดยเมื่อนำทั้งสองคำนี้มาสมาสกัน เราอาจอนุมานได้อย่างคร่าวๆ ว่า Biophilia นั้นหมายถึง ‘ความรักในชีวิต’ ที่สื่อความหมายในมิติของตัวมนุษย์ที่ซึ่งมีแรงขับต่อความต้องการในธรรมชาติโดยพื้นฐาน นำไปสู่คำถามสำคัญคือ ‘แล้วความรักต่อธรรมชาตินั้นจะนำมาซึ่งความเข้าใจธรรมชาติในแบบใด’

ในวันที่ 13-14 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา หน่วยปฏิบัติการวิจัยการวางแผนภูมิทัศน์เชิงสุขภาวะและชีวสัมพันธ์ Healthy Landscape and Biophilic Planning (HeaL BiP) จากภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกับ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Chulalongkorn School of Integrated Innovation (CSII) ในการจัดโครงการ ‘Biophilia Unlocked’ ที่เชิญชวนผู้ที่สนใจในประเด็นด้านภูมิสถาปัตยกรรม งานออกแบบ สิ่งแวดล้อม รวมถึงบุคคลทั่วไปมาร่วมกันสำรวจประเด็นด้านการออกแบบและสิ่งแวดล้อมผ่านการลง field trip ร่วมกันที่จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมตั้งคำถามต่อมุมมองที่มนุษย์อย่างเรามีต่อธรรมชาติผ่านสิ่งก่อสร้าง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ บน 4 พื้นที่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งในโปรเจกต์นี้เรามีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง Andrew Grant ผู้ก่อตั้งสตูดิโอภูมิสถาปัตยกรรม Grant Associates ผู้ออกแบบ Gardens by the Bay มาเป็นแขกรับเชิญในการแลกเปลี่ยนมุมมองกันใน field trip ครั้งนี้อีกด้วย

ในการลง field trip ครั้งนี้ ทีมผู้จัดได้ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้สำรวจมุมมองของ biophilic design ผ่านกรอบของการพิจารณา ‘biophilic development archetype’ ทั้ง 4 แบบ คือ 1. พื้นที่อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ (Industrial and economic area) 2. พื้นที่การท่องเที่ยว การเรียนรู้ และนันทนาการ (Tourism, learning, and recreational area) 3. สถาบัน องค์กร ที่พักอาศัย และ ชุมชน (Institute, corporate, residential and community area) 4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure and megastructure development) โดยที่แต่ละ archetype นั้นเองก็จะมาพร้อมกับเป้าหมายในการใช้งานที่แตกต่างกัน ทำให้ยุทธศาสตร์ในการออกแบบและบทบาทของสิ่งแวดล้อมที่จะเอื้อต่อวัตถุประสงค์ของโครงการนั้นๆ แตกต่างกันไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น archetype ประเภทพื้นที่อุตสาหกรรมอาจตั้งคำถามถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สามารถนำสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นปัจจัยพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานอันนำไปสู่สภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นมิตรอันนำไปสู่ประสิทธิภาพในการผลิตที่มากขึ้น เป็นต้น

จุดที่สำคัญคือ ในขณะที่ Biophilic Design นั้นอาจจะยึดโยงไปยังผู้ออกแบบอย่างสถาปนิก แต่ Biophilic Development นั้นกลับเป็นกรอบความคิดที่กินความหมายที่กว้างกว่าและครอบคลุมไปยังสหวิชาชีพอื่นๆ อาทิ นักวิชาการ สถาปนิก วิศวกร ไปจนถึงคนทั่วไป ฯลฯ ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญคือแต่ละ archetype นั้นไม่ใช่รูปแบบที่ตายตัวในการกำหนดทิศทางการออกแบบและการศึกษาแต่ละพื้นที่ หากแต่เป็นเหมือนกรอบของการพิจารณาเงื่อนไขที่แวดล้อมเฉพาะในพื้นที่ซึ่งอาจมีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากกว่าในการพัฒนาโดยทั่วไป พูดอย่างง่ายๆ คือ archetype เป็นวิธีในการมองบริบทด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่จำเป็นต้องอาศัยแง่มุมมองในแต่ละบริบทนั้นมาเพื่อประกอบแนวทางการพัฒนาต่อไป เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ของการพัฒนา มนุษย์และธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น

Field trip ครั้งนี้เริ่มต้นด้วยสถานที่แห่งแรกอย่าง ชีวพนาเวศ (Toyota Biodiversity and Sustainability Learning Center) ที่ โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่คล้ายกับเป็นตัวแทนของ archetype ประเภท Industrial & Commercial ที่ธรรมชาตินั้นมีบทบาทในสเกลใหญ่ที่สนับสนุนทั้งศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิต ซึ่งนอกเหนือจากการสร้างสวนเพื่อการพักผ่อนหรือความสวยงาม โครงการชีวพนาเวศนั้นให้ความสำคัญกับการปลูกป่านิเวศ (Eco-Forest) ที่ตั้งต้นตามหลักทฤษฎีของศาสตราจารย์ ดร.อาคิระ มิยาวากิซึ่งนำเสนอวิธีปลูกป่าที่เน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนสู่สภาพ ‘ป่าธรรมชาติ’ อย่างรวดเร็วอาทิ การคัดเลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่น การเพาะพันธุ์ต้นกล้าจากเมล็ด ทำให้ในชีวพนาเวศนั้นไม่ได้มีแต่ต้นไม้ แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่สปีชีส์อื่นๆ ทั้งนก ผึ้ง ปลา (รวมแล้วกว่า 780 สปีชีส์) เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดึงให้มนุษย์ได้อยู่กับธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงที่น่าสนใจที่สุดคือการพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องมาเป็น biotope หรือการจำลองถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้ง 3 แบบขึ้นมาในพื้นที่ ประกอบด้วย พืชป่าดิบ พืชป่าเบญจพรรณ และ พื้นที่ชุ่มน้ำ

สำหรับในสถานที่ที่สองอย่างบ้านบางปะกงเราจะได้ไปสำรวจกับ archetype ประเภท Tourism, learning, and recreational area ผ่านตัวโครงการที่เป็นวิลล่าซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนที่ดินของครอบครัวที่เดิมเป็นบ้านพักอาศัยให้กลายเป็นวิลล่าเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ที่ตั้งของอาคารซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ป่าชายเลน ริมแม่น้ำบางปะกงซึ่งเปิดให้เห็นถึงพลวัตของน้ำที่มีการขึ้นลงอยู่เสมอ ตัวอาคารแต่ละยูนิตยังเปิดให้ผู้ใช้งานได้มีประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติรอบข้างอย่างทางสัญจรในรูปแบบสะพาน หรือตัวระเบียงที่ผู้ใช้งานสามารถยื่นเท้าลงไปสัมผัสน้ำได้ อันเป็นตัวอย่างสำคัญของการตั้งคำถามต่อว่า “สิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้วหรือเปล่าในฐานะของแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หากไม่ เรามีวิธีใดที่มนุษย์จะสามารถรื่นรมย์กับธรรมชาติพร้อมๆ กับสร้างการตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ในธรรมชาติที่มากกว่าความพึงพอใจของมนุษย์” ไปจนถึงการตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนทุนทางธรรมชาติรอบตัวให้กลายเป็นเพียงสินค้า (commodification) อันมีเป้าหมายเพื่อการบริการมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว

ใกล้ๆ กันนั้น เราจะได้ไปเยี่ยมเยือนกับ archetype ที่ 3 ในรูปแบบของ residential and community area ที่ชุมชนชาวสวนท้องร่องบ้านคลองจุกกระเฌอ โดยที่นี่เราจะได้พบกับรูปแบบสวนท้องร่องซึ่งเกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ‘นิเวศ 3 น้ำ’ โดยชาวบ้านจะขุดท้องร่องขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้เพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี แม้ในฤดูกาลที่น้ำในแม่น้ำบางปะกงกลายเป็นน้ำเค็มหรือน้ำกร่อย รวมถึงท้องร่องนี้เองยังมาพร้อมกับระบบนิเวศเฉพาะตัวภายในที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำการเกษตร เช่น การปลูกพืชตระกูลปาล์มอย่างมะพร้าวตามขอบตลิ่งทั้งเพื่อการเก็บเกี่ยวผลที่ตกมาในน้ำ การใช้ประโยชน์จากรากในการยึดเกาะตลิ่ง รวมถึงตัวมะพร้าวเองที่ต้องการน้ำมาก ไปจนถึงกาบมะพร้าวที่ตกลงมาในน้ำที่จะกลายมาเป็นที่ยึดเกาะของหอยขม การจัดการพื้นที่ซึ่งเกิดขึ้นจากวิถีชีวิตที่อ้างอิงถึงสิ่งแวดล้อมนี้ยังชวนให้นึกถึงแนวคิด Lo–TEK ของ Julia Watson ที่ชวนให้เราพิจารณาถึงภูมิปัญญาในอดีตที่อาจกลายเป็น ‘เทคโนโลยี’ อนาคตในงานออกแบบของเราในยุคที่สิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัญหาที่เราไม่สามารถหลีกหนีได้อีกต่อไป

จากประเด็นเดียวกันนี้ เราจะได้ไปสำรวจยัง archetype สุดท้ายกับ ‘Infrastructure and megastructure development’ ที่ทางทีมผู้จัดกลับเลือกพาเราไปเยี่ยมชมกับสิ่งที่ดูจะตั้งอยู่สวนทางกับ ‘ความรักในธรรมชาติ’ ที่สุดอย่างเขื่อนทดน้ำบางปะกง ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 ภายใต้การดูแลของกรมชลประทานบนแนวคิดจากภาครัฐที่มองเห็นว่า ในช่วงฤดูแล้งของแต่ละปีนั้น น้ำทะเลจะหนุนสูงและไหลย้อนเข้าไปในแม่น้ำบางปะกงทำให้ปริมาณน้ำจืดลดลงและส่งผลเสียต่อภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ หากแต่ในความเป็นจริง เขื่อนบางปะกงนี้กลับมอบปัญหาทั้งทางระบบนิเวศและทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวงให้แก่แม่น้ำบางปะกง ทั้งเส้นทางน้ำที่เปลี่ยนไป การกัดเซาะของตลิ่งฉับพลัน รวมถึงพืชเศรษฐกิจบางชนิดอย่างมะม่วงที่ต้องการน้ำกร่อยพอประมาณเพื่อให้รสชาติดี (สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดเชิงลึก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เขื่อนทดน้ำบางปะกง: ความล้มเหลวในการจัดการน้ำ) ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นบ่งชี้ถึงตัวโครงการที่ถูกออกแบบขึ้นโดยปราศจากความเข้าใจต่อสภาพแวดล้อมองค์รวมของพื้นที่ ไม่ว่าจะในด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ (ข้อมูลบางแห่งยังกล่าวว่าโครงการนี้เองเกิดขึ้นโดยปราศจากการฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่อีกด้วย)

ในวันที่ทางโครงการได้พาผู้เข้าร่วม field trip นั้น เขื่อนทดน้ำบางปะกงเองก็อยู่ในสภาพที่กึ่งๆ ถูกยอมรับว่าไม่สามารถบรรลุหน้าที่ของตัวมันเองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 5,000 ล้านบาทได้ โดยตัวเขื่อนเองนั้นก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมกับทำหน้าที่เปิดประตูน้ำเอื่อยๆ เพื่อดักผักตบชวาบนผิวน้ำ ไม่สามารถถูกทุบทำลายได้ และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน ได้แต่ตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์พยานของความพยายามจัดการกับธรรมชาติโดยไม่ศึกษาถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอย่างรอบคอบอันก่อให้เกิดผลเสียที่ยากจะแก้ไขหรือย้อนกลับไปดังเดิม

“ในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทาย คำถามสำคัญสำหรับเราทุกคนคือ “เราจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไร?” และ “เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน?” การเลือกทิศทางในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ เพราะที่ผ่านมาเรามักถูกกำหนดวิถีชีวิตโดยปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การเมือง หรืออิทธิพลอื่นๆ จนกลายเป็นโลกที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้น คำถามที่ว่า “เราจะอยู่กันอย่างไร” จึงเป็นคำถามพื้นฐานที่สำคัญที่สุด”

ข้อความข้างต้นคือสิ่งที่ Andrew Grant ได้ฝากไว้ถึงผู้ร่วมทริปทุกคนก่อนแยกย้ายจากกัน ในท้ายที่สุด โครงการ ‘Biophilia Unlocked’ เองนั้นไม่ได้เพียงแต่ชวนให้เราคิดถึงแง่มุมของธรรมชาติแต่เพียง ‘ด้านบวก’ เท่านั้น กล่าวคือ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าธรรมชาตินั้นให้ประโยชน์แก่มนุษย์อย่างไร (เพียงแค่กระตุ้นให้เราอยากออกไปสัมผัสธรรมชาติ) เท่านั้น แต่ยังย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า ‘เราจะอยู่กับธรรมชาติอย่างไร’ ซึ่งเป็นคำถามที่เรียกร้องความเข้าใจและการตระหนักรู้อย่างมากที่สุดในยุคที่สิ่งแวดล้อมไม่เคยเลวร้ายไปมากกว่านี้ในประวัติศาสตร์ แม้จะดูว่าสิ่งเหล่านี้ช่างเป็นเรื่องใหญ่และห่างไกลจากการกระทำของเรา ประโยคสุดท้ายของ Andrew Grant ก็ชวนให้เราขบคิดกันอย่างยิ่งกว่า อนาคตของเรา คือผลลัพธ์ที่เราเลือกได้… ตั้งแต่วันนี้

“เราทุกคนมีความรับผิดชอบที่จะต้องผลักดันเรื่องนี้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะมีใครยกมาประเคนให้บนจาน แต่มันต้องการแรงกระเพื่อมของความสนใจและความหลงใหลอย่างมหาศาล เพื่อสร้างโลกที่สอดประสานกับธรรมชาติมากขึ้น… และเพื่อให้เรากลับมาเป็น ‘สัตว์โลก’ (ที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ) อีกครั้ง”

_

1 โครงการ Biophilia Unlocked เป็นโครงการต่อยอดงานวิจัยหัวข้อ ‘ต้นแบบการพัฒนาแบบชีวสัมพันธ์: การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อสร้างความกลมกลืนของภูมิทัศน์เชิงภาวะวิสัยและสังคมปรองดอง’ ภายใต้ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ปีที่ 1 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ