NPDA studio ตีความความสงบของบ้าน Serene House ผ่านกำแพง ช่องเปิด และหลังคา เพื่อสร้างบ้านที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ โดยไม่ตัดขาดจากบริบทรอบตัว
TEXT: NATHATAI TANGCHADAKORN
PHOTO: KETSIREE WONGWAN
(For English, press here)
Featured Product
Serene House ตั้งอยู่ในอำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี โดยฝีมือออกแบบของ NPDA studio (New Paradigm of Design & Architecture) บ้านหลังนี้มีโจทย์คือการย้ายพื้นที่อยู่อาศัยจากบ้านหลังเดิมซึ่งเป็นตึกแถว มาสู่บ้านหลังใหม่ที่มีพื้นที่ใช้สอยสบายๆ และสามารถเปิดประตูรับสายลมกับแสงธรรมชาติได้เต็มที่

ใจความของการออกแบบบ้านหลังนี้ กับจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าของบ้านเลือก NPDA studio มาทำงานนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือสเก็ตช์รูปตัดง่ายๆ ที่ทำหน้าที่เป็นไดอะแกรมการระบายอากาศและทิศทางของแสงธรรมชาติไปด้วยในตัว สาระนี้ได้ถ่ายทอดมายังแบบไฟนอลของบ้านอย่างครบถ้วนผ่านการจัดการองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับมุมมองและความรู้สึกของผู้อาศัยโดยตรง


เนื่องจากเจ้าของบ้านมีอีกบทบาทเป็นเจ้าของโรงเรียนข้างเคียง บริบทของบ้านหลังนี้จึงเต็มไปด้วยสีสัน ไม่ว่าจะเป็นลานจอดรถสำหรับผู้ปกครอง ที่จอดรถบัสรับส่งนักเรียน หรือบ้านพักครูและเจ้าหน้าที่ที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก วิธีแก้ไขของ NPDA studio เองก็เรียบง่ายชนิดที่เราเห็นได้ทั่วไปในทุกบ้าน โดย Serene House มีกำแพงสีขาวล้อมรอบพื้นที่บ้านเพื่อ ‘ตัด’ ความวุ่นวายจากภายนอก แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากโปรเจกต์ทั่วไปคือความสัมพันธ์ระหว่างความสูงของกำแพง ช่องเปิด และทัศนวิสัยของผู้ใช้งาน


ณัฏฐวุฒิ พิริยประกอบ ผู้ก่อตั้ง NPDA studio มองว่าการอยู่อาศัยเพียงต้องการความสงบ ไม่ใช่ความอึดอัดจากสภาพปิดทึบ การตัดทอนเองก็ไม่ควรตัดทุกอย่างไปจนหมด กำแพงรอบบ้านจึงได้รับการปรับให้สูงพอดีกับระดับชายคาอาคารข้างเคียงเมื่อมองจากภายใน ส่งผลต่อมุมมองที่ไม่ถูกจำกัดไว้เพียงท้องฟ้า ทว่ายังสามารถรับรู้ได้ถึงสภาพแวดล้อมรอบข้างในระดับที่ไม่รกตา
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาตัวบ้าน ผังพื้นที่ตกลงร่วมกับซินแสจนออกมาเป็นรูปตัว L นั้นไล่เรียงฟังก์ชันการใช้งานอย่างตรงไปตรงมา โดยปลายด้านหน้าสุดของบ้านเป็นโรงจอดรถ ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่แบบ open plan ซึ่งประกอบไปด้วยโซนรับแขก โต๊ะทานข้าว และครัว อาคารแนวนี้เองที่เปิดโอกาสให้หลังคาเพิงหมาแหงน (lean to) เข้ามามีบทบาท โดยทีมออกแบบตั้งใจให้ด้านสั้นเปิดรับแสงอาทิตย์จากทิศเหนือ ส่วนด้านยาวติดตั้งบานเลื่อนกระจกสูงจรดฝ้าเพดานตลอดแนวเพื่อรับลม



โซนนี้ยังเชื่อมต่อกับพื้นที่ semi-outdoor ที่ประกบอยู่ซ้าย-ขวา เพิ่มตัวเลือกผ่อนคลายให้ผู้อยู่อาศัยใช้งาน ระหว่างสวนอันร่มรื่นเล็กๆ ข้างบ่อปลากับชานริมสระว่ายน้ำอันกว้างขวาง ทว่าสิ่งที่ตามมาคือชายคาที่ยื่นยาวออกไปกว่า 2 เมตร เพื่อมอบความร่มรื่นควบคู่กัน ณัฏฐวุฒิจึงแบ่งหลังคาออกเป็นหลายจังหวะด้วยสาเหตุง่ายๆ อย่าง ‘ปริมาณน้ำฝน’ เมื่อหลังคาผืนใหญ่ขึ้น ปริมาณน้ำฝนที่ต้องรองรับก็จะมากขึ้นตาม การซอยหลังคาให้มีระดับความสูงที่แตกต่างกันนอกจากทำเพื่อกรอบทิวทัศน์ท้องฟ้าแล้ว ยังทำให้การระบายน้ำฝนสามารถเป็นไปได้ตามปกติอีกด้วย

การระบายน้ำฝนลงสู่พื้นก็เป็นอีกหนึ่งลูกเล่นของบ้านที่ทีมออกแบบใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารถึงธรรมชาติ ผู้อยู่อาศัยจะได้ยินเสียงน้ำไหลลงสู่ด้านล่างแม้หลังฝนซาไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งยังสอดคล้องกับอีกหนึ่งจุดเด่นอย่างบ่อหิน การหยิบหินมาจัดวางเป็นฟังก์ชันนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากบริบทของสระบุรีที่มีเหมืองหินมาก จนนำมาสู่การตกแต่งภายนอกบ้านที่ใช้หินเช่นเดียวกัน

อาคารอีกแนวหนึ่งดูไปแล้วคล้ายประกอบขึ้นจากความธรรมดา ฝั่งนี้เป็นที่ตั้งของห้องทำงาน บันไดขึ้นชั้นบน และห้องนอนแขกพร้อมห้องน้ำในตัว แต่ในความธรรมดาก็มีข้อดี ผังที่แบ่งเป็น 2 แขนของบ้านหลังนี้ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับแต่ละฟังก์ชันด้วยระยะทาง ทั้งยังเชื่อมโยงกับสวนและสระว่ายน้ำได้จากอีกด้าน โดย Serene House มีพื้นที่เซอร์วิสอย่างห้องซักล้าง ห้องน้ำ และครัวร้อนอยู่ตรงมุมบ้าน จึงมอบความสะดวกให้ทั้งการอยู่อาศัยและการปฏิบัติงานของแม่บ้าน

ประเด็นที่ณัฏฐวุฒิและทีมออกแบบสนใจคือเรื่องของ tectonic และมีความเชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่มีโครงสร้างธรรมดา หลังคาธรรมดา หรือรูปแบบพื้นที่ธรรมดา มักจะแสดงความพิเศษในภาพรวมได้ก็ต่อเมื่อถูกคิดอย่างถี่ถ้วน ดังนั้นโปรเจกต์นี้จึงเป็นการค่อยๆ เติมแต่งองค์ประกอบที่ดูสามัญให้เป็นหนึ่งเดียว กระทั่งฟอร์มหลังคาอันโดดเด่นก็มีที่มาจากเรื่องทั่วไปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทุกบ้าน ยกเว้นเพียงระเบียงโค้งกับเสากลมที่ตั้งใจใส่เข้ามาเป็นรสชาติตัดเลี่ยนให้กับบ้านหลังนี้

“มีอยู่ช่วงหนึ่งเรานั่งหาว่าคอร์ของ NPDA คืออะไร ไปย้อนดูงานตัวเองอยู่นานมาก แล้วก็พยายามกำหนดนิยามให้คนนั้นบ้างคนนี้บ้างเพื่อหาของเราเอง ว่า เออ สุดท้ายมันคือฟอร์ม สไตล์ หรือตลาด จนเรามาพบว่างานตัวเองส่วนมากแบ่งได้เป็น 2 อย่าง สมมุติ A คือแบบโคตรปกติ มีไซต์แล้วหย่อนแมสอาคารลงไป พอมี force เข้ามาก็ทำให้เกิดฟอร์ม งานประเภทนี้ของเรา base on force ทั้งหมด กับประเภท B ที่มักจะอยู่ตรงกลางระหว่างความ local กับ international เราหยิบสิ่งที่มีอยู่ในบริบทมาออกแบบเป็นภาษาสากล มันคือช่องว่างหนึ่งในสถาปัตยกรรมยุคนี้ ซึ่ง Serene House ก็เป็นทั้ง 2 อย่างเลย” ณัฏฐวุฒิเล่า








