The Lake Club คอมมูนิตี้สเปซที่ไม่ได้ลบเลือนอดีต แต่เลือกผสานสิ่งเก่าเข้ากับสิ่งใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้อาคารเดิมกลับมามีชีวิตและสร้างเรื่องราวบทใหม่ได้อีกครั้ง โดย Hypothesis
TEXT: PHARIN OPASSEREPADUNG
PHOTO COURTESY OF THE LAKE CLUB
(For English, press here)
ลมเย็นๆ พัดผ่าน พร้อมภาพทะเลสาบเมืองทองขนาดกว้างที่ชวนให้อยากนั่งเอนกายพักผ่อน บริเวณเดียวกันนั้น เราจะพบอาคารสีขาวตั้งตระหง่านริมทะเลสาบเมืองทอง มองเข้าไปด้านในอาคารจะพบกับ ‘The Lake Club’ พื้นที่สาธารณะใหม่ภายในชั้นหนึ่งของอาคารหลังนี้ มีทั้งพื้นที่กินดื่ม พื้นที่พูดคุย ตลอดจนพื้นที่สำหรับคนรักสัตว์
‘The Lake Club’ คือโปรเจกต์การปรับปรุงอาคารชั้น 1 ของโรงแรมอีสติน เลคไซด์ ริมทะเลสาบเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้สเปซแห่งใหม่ใจกลางเมืองทอง ออกแบบโดยสตูดิโอ Hypothesis โดยมีแนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนโรงแรมเก่าที่เคยเงียบเหงา ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง กลายเป็นพื้นที่สำหรับพบปะ พูดคุย พักผ่อน รวมถึงรองรับกิจกรรมและร้านค้าหลากหลายรูปแบบของคนในย่าน

ก่อนจะมาเป็น The Lake Club ที่เราเห็นในวันนี้ อาคารหลังนี้เคยเป็น ‘โรงแรมอีสติน เลคไซด์’ โรงแรมสีขาว ฟาซาดโค้งเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่เปิดให้บริการมานานกว่า 30 ปี และมีห้องพักทั้งหมด 112 ห้อง เมื่อเวลาผ่านไป เจ้าของโครงการจึงต้องการฟื้นชีวิตให้อาคารเก่าแห่งนี้กลับมาต้อนรับผู้คนในย่านเมืองทองอีกครั้ง แต่งานออกแบบครั้งนี้ไม่ได้เป็นการพลิกโฉมอาคารจนแทบจำไม่ได้ หากเป็นการค่อยๆ ปลุกพื้นที่ที่เคยเงียบเหงาให้กลับมามีชีวิตและสดใสอีกครั้ง โดยยังคงเก็บร่องรอยของการใช้งานในอดีตเอาไว้ เพื่อรักษาเสน่ห์และคุณค่าของสถาปัตยกรรมเดิม

เมื่อก้าวเข้ามา เราจะพบกับโถงแรกที่เปิดโล่งและเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ด้านหลังซึ่งมองเห็นทะเลสาบเมืองทองได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา อีกทั้งตัวอาคารยังเปิดโล่งทั้งฝั่งถนนและฝั่งทะเลสาบ ทำให้ลมสามารถไหลผ่านพื้นที่ได้ตลอดวัน ช่วยให้บรรยากาศภายในไม่ร้อน และเปิดรับทั้งลมและแสงธรรมชาติจากด้านหลังอาคาร

ในพื้นที่โถงหลักของชั้นหนึ่ง ปัญหาหนึ่งที่สถาปนิกพบคือแนวเสาเดิมของอาคารไม่ได้สมมาตรกัน เสาแต่ละต้นมีขนาดและตำแหน่งที่แตกต่างกันเล็กน้อย สถาปนิกจึงเลือกเก็บโครงสร้างเสาเดิมเอาไว้ ก่อนเติมโครงสร้าง Scaffolding หรือโครงเหล็กนั่งร้านเข้าไป การนำโครงเหล็กเข้ามาครอบล้อมเสาทั้ง 6 ต้นด้วยแนวคิด ‘Space in a Space’ เพื่อสร้างกรอบใหม่ภายในโครงสร้างเดิม และทำให้แนวเสาที่ไม่สมมาตรดูเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น

นอกจากเพื่อแก้ไขความอสมมาตร สถาปนิกได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมโบสถ์ในคริสต์ศาสนา เสาคอนกรีตแต่ละต้นจึงมีโครงเหล็กสีเทาล้อมขึ้นไปเป็นชั้นๆ ก่อนเชื่อมต่อเข้าหากันด้วยท่อเหล็กอาบสังกะสีที่ดัดให้โค้ง เกิดเป็นมิติที่ชวนให้นึกถึง Rib Vault หรือ โครงสร้างเพดานโค้งที่มีสันหรือซี่โครงนูนรองรับ ที่มักอยู่ภายในวิหาร ความโค้งของโครงสร้างหยอกล้อไปกับลักษณะของเสาเดิมที่มีความคล้ายคลึงกับเสาโรมัน แต่แทนที่จะให้ความรู้สึกขรึมขลังแบบวิหารดั้งเดิม พื้นที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเท่และความดิบจากวัสดุเหล็กที่นำมาใช้

วัสดุเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างภาพลักษณ์ที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์เรื่องการใช้งานในอนาคตอีกด้วย หากพื้นที่ต้องการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันหรือออกแบบใหม่ โครงเหล็กทั้งหมดสามารถถอดออกและโยกย้ายได้อย่างสะดวก เพราะหนึ่งในแนวคิดหลักของการออกแบบคือการสร้างพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมได้อย่างยืดหยุ่น และพร้อมรองรับการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคต

อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญของการรีโนเวทอาคารหลังนี้คือขนาดพื้นที่ที่ค่อนข้างใหญ่ ประกอบกับงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด สถาปนิกจึงเลือกออกแบบเฉพาะจุดที่มีความสำคัญก่อน โดยให้ความสำคัญกับงานโครงสร้าง งานระบบ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการรั่วซึมและน้ำท่วม ขณะเดียวกันก็มีการปรับปรุงห้องน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งาน และเลือกใช้วัสดุอย่างอิฐ หิน และกรวด เข้ามาเติมความเป็นธรรมชาติให้กับพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องปิดทับพื้นผิวคอนกรีตเดิมทั้งหมด

ดังนั้นแล้ว แนวคิดสำคัญของการรีโนเวทครั้งนี้จึงไม่ใช่การทำให้อาคารเก่ากลายเป็นอาคารใหม่จนไม่เหลือเค้าเดิม แต่คือการมองเห็นคุณค่าของร่องรอยที่มีอยู่แล้ว หากองค์ประกอบใดยังคงใช้งานได้และไม่ก่อให้เกิดอันตราย สถาปนิกจะเลือกเก็บเอาไว้ และปรับแก้เฉพาะจุดที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ดังนั้น เมื่อเราเดินเข้าไปในพื้นที่แห่งนี้ จึงยังพบเห็นรอยแตกบนเสา ร่องรอยการขีดเขียนบนผนัง ตลอดจนกระจกบางผืนที่อาจขุ่นมัวตามกาลเวลา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกลบออกทั้งหมด แต่ยังคงแทรกตัวอยู่ท่ามกลางองค์ประกอบใหม่ของอาคาร

ถัดมาจากโถงหลัก พื้นที่ที่เหลือของอาคารถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่นั่งพักผ่อน และ Kiosk หรือพื้นที่สำหรับร้านค้าขนาดเล็ก เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหลากหลายประเภทเข้ามาจับจองพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า เครื่องดื่ม หรือเครื่องประดับ ทำให้ The Lake Club ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนหรือพบปะพูดคุยเท่านั้น แต่ยังมีฟังก์ชันของพื้นที่ค้าขายเข้ามาเติมเต็มบรรยากาศของคอมมูนิตี้ให้มีชีวิตชีวามากขึ้น
การมีร้านค้าหลากหลายประเภทเข้ามาอยู่ร่วมกัน ยังช่วยสร้างเหตุผลให้ผู้คนแวะเวียนเข้ามาใช้พื้นที่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนอาจเข้ามากินอาหาร บางคนแวะซื้อของ ขณะที่บางคนเพียงมานั่งเล่นหรือพบปะเพื่อนฝูง พื้นที่จึงไม่ได้ถูกกำหนดให้มีเพียงกิจกรรมเดียว แต่สามารถรองรับการใช้ชีวิตที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา


ขยับตัวออกมายืดเส้นยืดสายกันบริเวณริมน้ำ ให้ลมเย็นๆ และไอแดดอุ่นปะทะกับหน้า พร้อมเดินเล่นในสวนสีเขียวขนาดย่อมๆ และนี่ไม่ใช่เพียงสวนธรรมดา เพราะสวนของที่นี่เคยเป็นสระว่ายน้ำเก่าของโรงแรม สถาปนิกมองเห็นโอกาสใหม่จากสระว่ายน้ำที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว โดยเติมทางลาดและปรับภูมิทัศน์ให้เชื้อเชิญให้เราเดินลงไปใช้งานพื้นที่ด้านล่าง เปลี่ยนสระว่ายน้ำเดิมให้กลายเป็นสวนสีเขียวขนาดย่อม พร้อมทาสีบริเวณขอบสระเป็นสีส้มตามสีหลักของโลโก้พื้นที่ สีสันสดใสตัดกับสีเขียวชอุ่มของพรรณไม้ ทำให้พื้นที่ส่วนนี้มองเห็นได้อย่างโดดเด่นจากระยะไกล และกลายเป็นอีกหนึ่งไอคอนิกของ The Lake Club

งานออกแบบ The Lake Club จึงไม่ใช่แค่การรีโนเวทอาคารโรงแรมเก่าให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้งเท่านั้น เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคารยังคงสภาพเดิมเอาไว้ แต่เป็นการเติมเรื่องราวและกิจกรรมใหม่ๆ ลงไปบนโครงสร้างที่มีอยู่ โดยยังเคารพความเป็นออริจินอลของพื้นที่ให้มากที่สุด สถาปัตยกรรมชิ้นนี้จึงเสมือนเป็นจุดบันทึกความทรงจำ ให้พื้นที่ในอดีตและปัจจุบันได้มาพบกัน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาสร้างเรื่องราวใหม่ๆ และมองเห็นความเป็นไปได้ของอาคารแห่งนี้ต่อไปในอนาคต

