Picturing Modernity นิทรรศการภาพถ่ายที่เปิดมุมมองใหม่ต่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ โดยสามช่างภาพอย่างวีระพล สิงห์น้อย, Walter Koditek และ ระบิล บุนนาค
TEXT: CHOMCHON FUSINPAIBOON
PHOTO: KETSIREE WONGWAN EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
ในหมู่ผู้สนใจสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (modern architecture) โดยเฉพาะอาคารที่สร้างในช่วงปี 1950s – 1970s ชื่อของวีระพล สิงห์น้อย และ Walter Koditek น่าจะเป็นที่รู้จักดีในฐานะช่างภาพทางสถาปัตยกรรมที่ตระเวนบันทึกภาพถ่ายของอาคารรูปแบบนี้ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดไว้เป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ได้เผยแพร่ในสื่อสังคมส่วนตัวของช่างภาพทั้งสองเสมอมา ส่วนชื่อของระบิล บุนนาค ช่างภาพชั้นครู อาจมีผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์คุ้นเคยกับ collection ภาพถ่ายของเขาที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติอยู่บ้าง แต่น้อยคนนักที่น่าจะทราบว่า นอกจากภาพถ่ายโบราณสถานจำนวนหนึ่ง ที่หอจดหมายเหตุคัดเลือกจากรูปถ่ายทั้งหมดประมาณ 23,000 ภาพ มาให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงได้นั้น ยังมีภาพถ่ายของเขาอีกจำนวนไม่น้อย ที่บันทึกสถาปัตยกรรมและเมืองสมัยใหม่ของกรุงเทพฯ ในช่วงปี 1950s ไว้อย่างน่าสนใจ

นิทรรศการ Picturing Modernity ที่มีรศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ และมีกฤตธี วงศ์มณีโรจน์ เป็นผู้ช่วย เป็นนิทรรศการที่คัดเลือกผลงานภาพถ่ายของช่างภาพทั้ง 3 คนมาจัดแสดงร่วมกัน นิทรรศการทำให้ ‘เห็นภาพ’ ทั้งเชิง ‘ปริมาณ’ และ ‘คุณภาพ’ ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คน ในบริบทสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ของกรุงเทพมหานครในช่วงปี 1950s-1970s ได้เป็นอย่างดี
‘ภาพ’ ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เห็นจากนิทรรศการนี้ มีจำนวนมาก มีความหลากหลาย มีความเป็นลูกผสม มีความสัมพันธ์ระหว่างอดีตและปัจจุบัน เป็นความสัมพันธ์ที่บางทีก็ต่อเนื่องลื่นไหล บางทีขัดแย้งและเปลี่ยนทิศทางไป และบางทีก็ชวนให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคต ภาพเหล่านี้ ยังชี้ให้เห็นว่า คำจำกัดความหรือสภาวะความเป็นสมัยใหม่ หรือคำจำกัดความและรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ ในประเทศไทย หรือที่ใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่โลกตะวันตก ไม่ต้องเหมือนในโลกตะวันตก ซึ่งเดิมทีเข้าใจกันว่าเป็นต้นกำเนิดของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเสมอไป

ในนิทรรศการส่วนของระบิล บุนนาค การนำเสนอภาพถ่ายในช่วงปี 1950s ของวัดเบญจมบพิตรคู่กับเครนเหล็กที่ท่าเรือคลองเตย แสดงให้เห็นบางแง่มุมของความเป็นสมัยใหม่ที่มีประโยชน์ใช้สอยและรูปแบบแตกต่างกัน วัดเบญฯ เป็นความพยายามของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ร่วมกับกลุ่มสถาปนิกและวิศวกรอิตาลีในการสร้างสรรค์ศิลปสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของไทยในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 ส่วนท่าเรือคลองเตยนั้นเป็นอภิมหาโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรฐกิจของชาติ ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จหลังความล่าช้าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพกระถางดินเผาวางซ้อนๆ กันที่ระบิลถ่ายจากตลาดในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ชวนให้นึกถึงผลงานของศิลปินนักถ่ายภาพหัวก้าวหน้าจากฮังการีในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น Ernö Vadas หรือ André Kertesz ที่บางครั้งเป็นภาพวัตถุหรือผู้คนที่เป็นผลผลิตของสังคมดั้งเดิมแต่โบราณมาจัดองค์ประกอบและให้แสงเงาแบบใหม่ อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายอาคารในยุค 1950s มากมาย มีภาพสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช (ปัจจุบันคือ Bangkok Kunsthalle) ที่ façade ด้านถนนใหญ่ในภาพถูกแสงแดดจ้าฉาบจนดูขาวโพลนเรียบเกลี้ยง ซึ่งต่างจากความเป็นจริงของผิวอาคารด้านนั้น ที่เป็นแบบเดียวกับด้านหัวมุมถนน ซึ่งเป็นกรวดล้างสีอมเทา เซาะร่องให้ดูเหมือนกำแพงหินรับน้ำหนักของอาคารรูปแบบคลาสสิคตะวันตก มีภาพธนาคารสหธนาคาร (The Union Bank of Bangkok ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์) ที่หัวถนนเยาวราช เห็นตัวอาคารสูงใหญ่กว่าอาคารรอบๆ มาก ดูมั่นคงน่าเชื่อถือด้วยรูปทรงสมมาตร ส่วนยอดอาคารด้านหน้าคล้ายจั่วแบบคลาสสิคตะวันตก (pediment) แต่เสาโปน (pilaster) ที่ขนาบหน้าต่างกระจกใสบานมหึมานั้นมีบัวหัวเสาแบบไทย รูปทรงองค์ประกอบโดยรวมที่ผสานความทันสมัยแบบสากลและความหมายเชิงวัฒนธรรมเฉพาะเหล่านี้ ออกจะทำให้นึกถึงงาน postmodern บางงานของ Philip Johnson หรือ Michael Graves ด้วยซ้ำ แต่ความจริงแล้วเป็นสถาปัตยกรรม modern ที่ออกแบบโดย ม.จ.สมัยเฉลิม กฤดากร ก่อนตึกในอเมริกาดังกล่าวกว่าสองทศวรรษ

Photo: Chomchon Fusinpaiboon
ภาพความเป็นไทยในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ระบิลถ่ายไว้ ยังเห็นได้จากการผสานรูปทรงองค์ประกอบไทยประยุกต์ลงไปในอาคารกรมตำรวจ และหอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย แต่ภาพที่น่าสนใจกว่า และอาจจะเป็นภาพที่น่าสนใจที่สุดภาพหนึ่งในนิทรรศการ คือภาพที่ระบิลถ่ายการก่อสร้างบ้านจิม ทอมป์สัน ฝาปะกนในภาพ มีอยู่ทั้งที่พื้นดิน ที่ด้านหน้าของภาพ และบนตัวบ้าน ที่เป็นจุดเด่นของภาพ อันที่จริงภาพนี้ไม่ใช่การก่อสร้างเสียทีเดียว หากแต่เป็นการนำชิ้นส่วนจากเรือนไทยเก่าหลายหลังอายุนับร้อยปี จากหลายๆ ที่ มา ‘ปรุงเรือน’ ใหม่ เพื่อรองรับวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ในช่วงปี 1950s ราวกับภาพนี้ท้าทายคำถามในวงการสถาปัตยกรรมและสังคมไทยที่ว่าเราจะผสานความเป็นไทยลงไปในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้อย่างไร โดยการนำเสนอ ความสมัยใหม่ อย่างระบบการก่อสร้างแบบ prefabrication ที่มีอยู่ในสถาปัตยกรรมไทยมาแล้วตั้งแต่โบราณ

คำถามคล้ายๆ กันในแง่อัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และเมืองสมัยใหม่ในไทย ที่ไม่เหมือนสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กระแสหลักและการออกแบบเมืองในโลกตะวันตก สามารถเห็นได้จากหลายภาพของวีระพล สิงห์น้อย เช่น บ้าน ดร.ยง เอื้อวัฒนสกุล และบ้านบุญนำทรัพย์ โดยรังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่สร้างในปี 1979 โดยมีรูปทรงและวัสดุหลักที่หลายคนอาจจะจัดงานทั้งสองนี้อยู่ในรูปแบบ Brutalism แต่บ้านทั้งสองหลังก็กลับมีบันไดโค้งเบาอ่อนช้อยที่ราวเหล็กดัดมีลักษณะออกไปทางคลาสสิคตะวันตก ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในงานออกแบบบ้านโดย Denys Lasdun หรือ Paul Rudolph เป็นแน่


ส่วนการจัดแสดงภาพถ่าย façade อาคารจำนวนมากของ Walter Koditek ที่มีรูปแบบเด่นอย่างหนึ่งคือ องค์ประกอบของเปลือกอาคารภายนอก ที่ตำรากระแสหลักมักเหมาเรียกรวมด้วยชื่อกลางๆ ว่า ‘แผงบังแดด’ กลับแสดงให้เห็นความหลากหลาย ความเฉพาะด้านวัฒนธรรม และความ ‘สนุก’ เพราะสุดท้ายแล้วองค์ประกอบเหล่านั้นอาจไม่ได้มีหน้าที่เพียงบังแดด บางอันอาจจะบังแดดได้ไม่ดี หรือบังมากเกินไปด้วยซ้ำ บางอันอาจทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง และบางอันก็เป็นการประดับตกแต่งเพื่อความสวยงาม ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องผิด หากไม่ยึดติดกับแนวคิดต่อต้านการประดับตกแต่งที่เข้าใจกันว่าเป็นกฎของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มากเกินไปนัก
นิทรรศการส่วนของ Walter ทำให้ผู้ชมได้ประสบการณ์ของการเดินเข้าไปในเมือง modernist ที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารที่ถูกออกแบบให้ตอบรับการใช้สอยที่ทันสมัยอย่างสากล แต่ขณะเดียวกันก็มีความเฉพาะตัวของท้องที่ และมีเสน่ห์ ถ้าอาคารเหล่านี้ซึ่งจริงๆ ยังมีเหลืออยู่ไม่น้อย และประกอบเป็นเนื้อเมืองส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นกลางมาตั้งแต่ช่วงปี 1970s ถูกดูแลรักษา ปรับปรุง ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับปัจจุบัน พวกมันจะช่วยสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของกรุงเทพฯ (ที่มีรากฐานมาจากอดีต) ได้อย่างน่าสนใจ อาจจะดูเกินจริงและเปรียบเทียบได้ไม่ตรงนัก ถ้าจะบอกว่าอาคารพวกนี้สามารถสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าวได้เหมือนกับที่อาคารอพาร์ตเมนต์มาตรฐานทำให้ปารีสหรือบาร์เซโลนา อาจจะคล้ายกันมากกว่ากับลอนดอนที่มีอาคารรูปแบบหลากหลายจากยุควิคตอเรียเป็นส่วนใหญ่สอดประสานไปกับอาคารเก่าใหม่ขนาดเล็ก กลาง สูงใหญ่ ซึ่งก็เป็นอัตลักษณ์เชิงบวกแบบหนึ่ง

นิทรรศการ Picturing Modernity: Photography and the Memory of Modern Bangkok นี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ประสบการณ์และได้พินิจพิจารณารายละเอียดต่างๆ ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่จากภาพถ่ายของช่างภาพชั้นนำ โดยที่การนั่งดูในจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ หรือการเปิดหนังสือดูทีละหน้าไม่สามารถให้ได้ นิทรรศการจัดที่ห้องสมุด (ชั้น 2) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ 13 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน 2568 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8:30 – 22:00 น. และ วันเสาร์ เวลา 10:00 – 16:00 น. ปิดวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์










