MARK CHEARAVANONT

art4d พาไปหาคำตอบกับคำถามที่ว่า Bangkok Kunsthalle นั้นกำลังทำอะไร ทำไปทำไม และใครทำ ผ่านบทสัมภาษณ์ของ มาร์ค เจียรวนนท์

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO: KETSIREE WONGWAN EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

ไม่นานมานี้ Bangkok Kunsthalle อาร์ตสเปซแห่งใหม่ในประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นในเรือนร่างของอาคารเก่าทั้ง 3 หลังของโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช อาคารที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ก่อนจะถูกปิดตัวลงจากความเสียหาย เหลือไว้เพียงแต่ร่องรอยและเรื่องราวที่ฝังแน่นเสียยิ่งกว่าคราบเขม่าของควันไฟตามพื้นผนัง โครงสร้างเสาคานขนาดมหึมาที่เคยทำหน้าที่แบกรับเครื่องจักรหนัก ผันตัวมาเป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตบนพื้นที่ทางศิลปะ หรือแม้แต่สีที่หลุดล่อนอันเปิดเปลือยก้อนอิฐที่อยู่ภายใน แต่งแต้มพื้นที่ราวกับรอยสักที่ถูกแทงขึ้นอย่างหยาบๆ

สำหรับ Bangkok Kunsthalle ร่องรอยเหล่านี้ไม่ใช่ความไม่สมบูรณ์ หากแต่เป็นตัวตนสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และจำเป็นที่ต้องรักษาไว้ดังเดิม พร้อมเพิ่มเติมและซ่อมแซมให้กลายเป็นพื้นหลังว่างให้แก่ความคิดในนิทรรศการต่างๆ ตั้งแต่ Nine Plus Five Works โดย มิเชล โอแดร์ ‘nostalgia for unity’ โดย กรกฤต อรุณานนท์ชัย นิทรรศการ ‘Mend Piece’ โดยโยโกะ โอโนะ หรือ ‘Calligraphic Abstraction’ โดย จ่าง แซ่ตั้ง และอื่นๆ ผลงานในช่วงที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า Bangkok Kunsthalle นั้นได้กำลังค่อยๆ สร้างมณฑลของ conceptual art ให้ปรากฏขึ้นในประเทศไทยทีละน้อย นำไปสู่คำถามสำคัญว่า Bangkok Kunsthalle นั้นกำลังทำอะไร ทำไปทำไม และใครทำ

art4d จึงได้นัดคุย มาร์ค เจียรวนนท์ หนึ่งในภัณฑารักษ์จาก Bangkok Kunsthalle ถึงพื้นเพ วิธีการทำงาน ความชอบส่วนตัว กระทั่งหัวใจของความกบฏ อันขยายไปเป็นแก่นหลักสำคัญในการทำงานของ Bangkok Kunsthalle ที่นำไปสู่การตั้งคำถามถึงปัจจุบันและอนาคตของแวดวงศิลปะในประเทศไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

art4d: คุณเริ่มเข้าสู่วงการศิลปะได้อย่างไร อยากให้คุณเล่าเกี่ยวกับพื้นหลังของคุณสักนิด

Mark Chearavanont: จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่อยู่กับศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งก็เพราะคุณแม่ เพราะในตอนผมยังเล็กมาก คุณแม่ของผมเคยเปิดแกลเลอรีอยู่ที่ฮ่องกง สิ่งนี้เลยทำให้ผมคุ้นเคยกับศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะเข้ามาคลุกคลีแบบจริงจังเมื่อโตขึ้น

ในตอนเด็กๆ ผมเป็นคนที่สนใจในดนตรีมาก ดนตรีเป็นเหมือนกับประตูบานแรกที่พาผมเข้าสู่โลกของศิลปะ ไม่ใช่แค่ในฐานะของการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ดนตรียังเป็นเหมือนพาหนะในการสื่อสารความคิดออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะสิ่งที่ผมหลงใหลที่สุดคือเรื่องของ ‘ความคิด’ และการแปรเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นเป็นรูปแบบต่างๆ ผ่านสื่อที่แตกต่างกัน

ตอนเรียนมัธยมปลาย ผมเริ่มเรียนถ่ายภาพที่โรงเรียนประจำในอเมริกา ทุกช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ผมเลยจะได้ใช้เวลาอยู่ที่นิวยอร์กเพื่อเรียนถ่ายภาพ เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ และเดินสำรวจเมือง ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้ผมได้เห็นงานศิลปะจากศิลปินที่น่าสนใจมากมาย จากพิพิธภัณฑ์ระดับโลกหลายแห่ง โชคดีของผมด้วยที่ตอนนั้นบัตรนักเรียนยังสามารถใช้เพื่อเข้า MoMA ได้ฟรี ผมเลยมีโอกาสได้ไปที่ MoMa เกือบทุกสัปดาห์เพื่อใช้เวลาอยู่กับงานศิลปะ ผมคิดว่าประสบการณ์นั้นมีส่วนสำคัญมากในการจุดประกายความสนใจของผมที่มีต่อศิลปะตั้งแต่แรกเริ่ม

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผมก็เริ่มเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ที่โรงเรียนมัธยม และก่อตั้งชมรมศิลปะนอกหลักสูตร ที่มีชื่อที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนามแฝงของฌอง-มิเชล บาสเกียต (Jean Michel Basquiat) ที่ใช้ในฐานะกวีข้างถนนคือ ‘SAMO’

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเลือกเรียนเอกประวัติศาสตร์ศิลป์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผมได้เจาะลึกทั้งประวัติศาสตร์และทฤษฎีศิลปะ พร้อมกับสำรวจศาสตร์แขนงอื่นๆ ไปด้วย เช่น มานุษยวิทยา เทววิทยา ภาพยนตร์ศึกษา และดนตรีวิทยา

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมสนใจในประเด็นทั้งความเป็นนามธรรมและความคลุมเครือ ความรู้สึกที่ตกค้างในใจ และบทกวีที่ซ่อนอยู่ในอารมณ์ สิ่งเหล่านี้มักจะเขยิบขอบเขตของการรับรู้ความจริงของผมออกไป เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะพบเจอในชีวิตประจำวัน

art4d: จากดนตรีและภาพถ่าย อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณก้าวเข้าสู่ศิลปะแขนงอื่นๆ?

MC: การถ่ายภาพเป็นจุดเริ่มต้นของผม คอร์สถ่ายภาพที่ผมเรียนตอนมัธยมมักจะมีการพูดถึงประวัติศาสตร์ของสื่อนี้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งช่วยให้ผมเข้าใจถึงบริบทว่าเหตุใดการถ่ายภาพจึงคงอยู่ในแบบที่มันเป็นในปัจจุบัน และได้รับอิทธิพลจากอะไรมาบ้างในอดีต ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผมในการทำความเข้าใจศิลปะภายในกรอบของประวัติศาสตร์ ซึ่งการถ่ายภาพทำให้ผมได้รู้จักศิลปินอย่าง Man Ray, Robert Frank และ Henri Cartier-Bresson ที่เป็นช่างภาพที่ทำงานในช่วงทศวรรษ 1950 และ 60 และสร้างผลงานที่มีอิทธิพลอย่างมาก งานของพวกเขาช่วยจุดประกายความหลงใหลในศิลปะทัศนศิลป์โดยรวมให้กับผม

art4d: จากเรื่องราวของคุณ อะไรคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวของคุณกับ Bangkok Kunsthalle แล้วทำไมต้องเป็นกรุงเทพฯ?

MC: อาจจะต้องย้อนกลับไปที่ว่า ผมเติบโตมาบนพื้นหลังที่ค่อนข้างโชคดี ผมใช้ชีวิตที่ฮ่องกงจนถึงอายุ 14 ก่อนจะไปเรียนต่อมัธยมและมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา พ่อของผมเป็นคนไทย แม่เป็นคนเกาหลี ทำให้ผมได้สัมผัสมุมมองที่หลากหลายตั้งแต่เด็ก

ตอนที่ผมได้มีโอกาสย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นคือ วงการศิลปะที่นี่ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก สำหรับผมและทีมภัณฑารักษ์ เป้าหมายสำคัญของการเริ่มโปรเจกต์นี้คือการมีส่วนช่วยพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งให้กับวงการศิลปะทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ทุกอย่างกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่คนทำงานในแวดวงศิลปะ ภัณฑารักษ์ และวงการศิลปะโดยรวมยังต้องการการสนับสนุนอีกมาก เราอยากใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อเป็นแรงสนับสนุนนั้น

สิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือการส่งเสริมศิลปินในประเทศ การเปิดโอกาสให้ศิลปินและคนที่ทำงานในแวดวงนี้ พร้อมไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับระบบนิเวศของวงการศิลปะในบ้านเราให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

art4d: แวดวงศิลปะของทั้งสามที่ที่คุณเห็นมาอย่างฮ่องกง นิวยอร์ก และกรุงเทพฯ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

MC: วงการศิลปะในฮ่องกงผมอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก (หัวเราะ) งั้นเริ่มจากนิวยอร์กก่อนดีกว่า ในนิวยอร์กนั้นมีประวัติศาสตร์ความเป็นศูนย์กลางของกลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์มาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้ชมงานศิลปะที่นั่นมีความเข้าใจในงานศิลปะที่ลึกและซับซ้อน เวลาพวกเขาดูงานศิลปะ เขาจะสามารถเชื่อมโยงกับบริบทที่มาก่อนหน้านั้นได้ ว่าศิลปินกำลังอ้างอิงถึงใคร หรือว่างานที่เขาทำมีจุดเชื่อมต่อกับประวัติศาสตร์ศิลปะแบบไหน

ในประเทศไทย ผมคิดว่าศิลปะยังไม่ได้ถูกบรรจุให้เป็นเรื่องสำคัญในระบบการศึกษาเท่าที่ควร และด้วยข้อจำกัดในแง่ทรัพยากรหรือบริบทแวดล้อม คนส่วนใหญ่จึงยังไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสกับโลกศิลปะในวงกว้างมากนัก ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อวิธีที่ผู้ชมปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะ และสำหรับผม นั่นแหละคือความต่างที่ชัดเจนที่สุด ระหว่างวิธีที่คนในนิวยอร์กเสพงานศิลปะ กับวิธีที่คนในในกรุงเทพฯ เสพงานศิลปะ

ในประเทศไทย ศิลปะมักถูกมองว่าเป็นวัตถุที่มีความงามทางสายตา มากกว่าจะเป็นการแสดงออกเชิงแนวคิด และผมคิดว่าวิธีคิดแบบนั้นก็ยังคงส่งอิทธิพลต่อวิธีที่ผู้ชมชาวไทยปฏิสัมพันธ์กับศิลปะมาจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น ถ้าไปที่ BACC (หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร) จะเห็นว่าภายในงาน Bangkok Art Biennale มีงานที่เน้นความคิดและความเป็นนามธรรมอยู่มาก แต่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยกลับให้ความสนใจกับผลงานที่เน้นด้านความงามมากกว่าด้านแนวคิด อย่างเช่น Breathing โดย Choi Jeong Hwa ที่มีผักผลไม้ขนาดใหญ่สีสันสดใสที่ได้รับความนิยมมากในช่วงนั้น แน่นอนว่านี่เป็นการเหมารวมอยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมสังเกตเห็นได้จริง

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมคิดว่า หนึ่งในแกนหลักที่สำคัญที่สุดของ Bangkok Kunsthalle คือการผลักดันวิธีคิดของผู้ชมต่อศิลปะ การตั้งคำถามและขยายกรอบการรับรู้ ผมจำได้ว่าระหว่างนิทรรศการของกรกฤต มีคนเดินมาถามผมว่า “งานศิลปะอยู่ตรงไหน?” ซึ่งผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะนั่นหมายความว่าเขากำลังตั้งคำถาม กำลังคิด และกำลังพยายามทำความเข้าใจกับบางสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน และในแง่หนึ่ง นั่นก็คือภารกิจของพวกเราด้วยเช่นกัน

art4d: คุณเลือกนิทรรศการและโปรแกรมต่างๆ อย่างไร? มีหลักเกณฑ์อะไรที่เฉพาะเจาะจงหรือเปล่า?

MC: ทุกอย่างย้อนกลับไปที่แนวคิดเรื่อง ‘การท้าทาย’ ตั้งแต่ตอนที่ผมกับสเตฟาโน (ผู้อำนวยการ) เริ่มวางโปรแกรมครั้งแรก เรามีวลีหนึ่งที่ใช้เป็นแนวทางร่วมกันคือ ‘Bangkok Kunsthalle คือพื้นที่ของผู้ขบถ’ และผมคิดว่านี่คือทัศนคติสำคัญที่เรายังคงยึดถือมาจนถึงปีที่สองของการดำเนินงาน เรามีหลักเกณฑ์หลักๆ อยู่สามข้อ ข้อแรกคือ แนวคิด เรามองหาศิลปะที่ชวนให้คิด ศิลปะที่ใช้เป็นเครื่องมือในการคิด มากกว่าจะเป็นแค่งานที่ดูแล้วสวยงาม ข้อที่สองคือ การตอบสนองต่อพื้นที่ เรามองหางานที่สัมพันธ์กับพื้นที่ที่จัดแสดง และข้อที่สาม ซึ่งเป็นหัวใจของโปรแกรมการทำงานภัณฑารักษ์ของ Bangkok Kunsthalle ก็คือ ความท้าทาย—ศิลปะที่กล้าท้าทายความคิด

ทุกการตัดสินใจเกี่ยวกับนิทรรศการและโปรแกรมต่างๆ เกิดขึ้นจากการสนทนาเสมอ เช่น สเตฟาโนอาจเสนอชื่อศิลปินขึ้นมา แล้วผมก็อาจตั้งคำถามว่างานนั้นเหมาะสมกับที่นี่หรือไม่ เราจะพูดคุยกันเพื่อหาทางเลือกที่ลงตัวที่สุด นอกจากนี้ เรายังมองในมุมที่กว้างกว่านั้น เช่น ถ้าเรากำลังจัดแสดงงานของ Richard Nonas เราก็จะคิดต่อไปด้วยว่า ควรมีงานหรือการจัดแสดงอะไรเพิ่มเติมไหม เพื่อให้เกิดบทสนทนาที่มีความหมาย เพราะศิลปะไม่เคยอยู่โดดเดี่ยว มันเป็นเหมือนการพูดคุยและมันเป็นอย่างนี้เสมอมา และนั่นคือสิ่งเราต้องการให้ความสำคัญ

อีกภารกิจสำคัญของเราคือการสร้างสมดุลระหว่างศิลปินไทยกับศิลปินนานาชาติ เราอยากเปิดโลกให้ผู้ชมชาวไทยได้รู้จักศิลปินหลากหลายมากขึ้น พร้อมกับยกระดับศิลปินไทยโดยการจัดแสดงเคียงข้างศิลปินระดับโลกอย่าง Yoko Ono หรือ Richard Nonas ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือบทสนทนาที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งระหว่างศิลปินไทยและต่างประเทศ

Photo courtesy of Bangkok Kunsthalle

Photo courtesy of Bangkok Kunsthalle

art4d: ตั้งแต่เปิด Bangkok Kunsthalle มา มีนิทรรศการไหนที่คุณประทับใจมากที่สุดไหม?

MC: ถ้าจะให้พูดถึงนิทรรศการที่ติดอยู่ในความทรงจำจริงๆ คงมีอยู่สองงาน หนึ่งในนั้นคือนิทรรศการ ‘nostalgia for unity‘ โดยกรกฤต อรุณานนท์ชัย สำหรับผมที่ยังใหม่กับประเทศไทยอยู่พอสมควร งานศิลปะจัดวางของกรกฤตช่วยให้ผมเข้าใจผู้ชมศิลปะในไทยมากขึ้น นิทรรศการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้เข้าชมเฉลี่ยวันละราว 900 คน และถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ Bangkok Kunsthalle เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตอนนั้นผมยังทำหน้าที่เป็นผู้บรรยายนิทรรศการอยู่ด้วย เลยมีโอกาสได้สังเกตว่าผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับงานอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก ไม่ใช่แค่เพราะมีคนมาเยอะ แต่เพราะมันแสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่สนใจศิลปะอย่างจริงจัง

นิทรรศการที่สองคือ Calligraphic Abstraction โดยจ่าง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นนิทรรศการแรกที่ผมได้เป็นภัณฑารักษ์ด้วยตัวเอง ผมคิดว่าผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากกระบวนการครั้งนั้น ผมมีโอกาสได้นำความคิดด้านภัณฑารักษ์ที่สั่งสมมาจากการดูงานนิทรรศการต่างๆ จากที่เรียน และจากประสบการณ์ส่วนตัว มาลองใช้จริง มันเป็นงานที่ทั้งท้าทายมาก และในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความหมายแล้วก็น่าพึงพอใจมาก ผมยังรู้สึกผูกพันกับนิทรรศการนี้เป็นพิเศษในแง่มุมที่เป็นส่วนตัวมากๆ จ่าง แซ่ตั้ง เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว และงานของเขาได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากปรัชญาจีน ลัทธิเต๋า และพุทธศาสนา ซึ่งผมเองก็มีเชื้อสายแต้จิ๋ว และเรียนภาษาจีนมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมสนใจปรัชญาตะวันออกโดยเฉพาะ ทั้งลัทธิเต๋า พุทธมหายานนิกายฌาน รวมถึงพุทธเถรวาท ด้วยพื้นฐานเหล่านี้ ผมจึงรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในจุดที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจงานของจ่าง แซ่ตั้งได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์และพลังเฉพาะตัวของผลงานของเขาออกสู่สาธารณชนได้อย่างเหมาะสม

art4d: ช่วงหลังมานี้ ประเทศไทยมีเทศกาลศิลปะขนาดใหญ่อย่าง Thailand Biennale และ Bangkok Art Biennale เกิดขึ้น คุณมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการศิลปะร่วมสมัยไทยอย่างไรบ้าง?

MC: ผมคิดว่ามีช่องว่างระหว่างรุ่นอยู่มากในเรื่องวิธีการรับรู้ศิลปะ คนรุ่นก่อนมักมีมุมมองที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมมากกว่า โดยมักให้ความสำคัญกับจิตรกรไทยชื่อดัง และรูปแบบความงามที่คุ้นเคยในเชิงประเพณี ในทางกลับกัน การที่ศิลปินอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และกรกฤต อรุณานนท์ชัย ได้รับเชิญเข้าร่วม Thailand Biennale นั้น ถือว่าเป็นก้าวที่กล้าหาญ เพราะเป็นการท้าทายกรอบเดิมๆ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับมาตรฐานของศิลปะร่วมสมัยในระดับโลก

ศิลปินที่มีวิสัยทัศน์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญมากในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะระดับนานาชาติ ทุกวันนี้เราจะเห็นว่ามีผู้ชมและนักสะสมศิลปะจากต่างประเทศเดินทางมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนถึงสิ่งที่เราพบในประสบการณ์ตรงของเราเอง เพราะผู้เข้าชมราว 30% ของ Bangkok Kunsthalle เป็นชาวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือ มีศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่น่าสนใจเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น ศิลปินที่อยู่ในสังกัดของแกลเลอรีอย่าง BANGKOK CITYCITY GALLERY หรือ Nova Contemporary แต่ศิลปินจำนวนไม่น้อยในกลุ่มนี้กลับไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก หรือใช้ชีวิตสลับกันระหว่างเมืองไทยกับต่างประเทศ สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้สะท้อนถึงการขาดแคลนระบบสนับสนุนหรือชุมชนศิลปะในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Bangkok Kunsthalle อยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น

art4d: คุณมีโอกาสไปชมนิทรรศการศิลปะตามสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทยบ้างไหม? แล้วมีนิทรรศการล่าสุดงานไหนที่คุณชอบเป็นพิเศษ และเพราะอะไร?

MC: ผมคิดว่ามีอยู่สองนิทรรศการที่โดดเด่นมากในความทรงจำของผม งานแรกคือ A Conversation with the Sun โดยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งจัดแสดงในเทศกาลภาพยนตร์ทดลองกรุงเทพฯ (BEFF7) งานนี้ทำให้ผมทึ่งจริงๆ อภิชาติพงศ์เป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่ลุ่มลึกและเปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดในยุคนี้ โดยปกติผมจะค่อนข้างระวังกับงานศิลปะที่พึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป แต่เขานำเสนอประสบการณ์ครั้งนี้ได้อย่างงดงาม ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยบทกวี ผมรู้ว่างานไหนมีอิทธิพลกับตัวเองจริงๆ ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปสัปดาห์หรือสองสัปดาห์แล้วยังไม่เลือนออกจากความคิด ซึ่งงานนี้ก็เป็นแบบนั้น

งานที่สองที่ผมประทับใจคือห้องจัดแสดงห้องหนึ่งที่ BACC ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ BAB2024 ภายในห้องมีผลงานของ Louise Bourgeois ชิ้น Janus in Leather Jacket (1968) จัดแสดงคู่กับประติมากรรมโยนีจากลพบุรี ซึ่งเป็นวัตถุทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ ผมได้เรียนรู้แนวทางการภัณฑารักษ์แบบนี้จาก Anthony Huberman ภัณฑารักษ์ประจำ Bangkok Kunsthalle ที่เคยมาเป็นภัณฑารักษ์ในพำนัก (Curator-in-Residence) ให้เรา เขามีแนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับการจัดแสดงนิทรรศการกลุ่มว่า ‘one plus one equals three’ หมายถึงเมื่อเรานำผลงานศิลปะสองชิ้นมาจัดวางร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ผลรวมของสองชิ้นนั้น แต่จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างพวกมัน

นิทรรศการที่ผมชอบที่สุดมักจะเป็นนิทรรศการที่มีวิสัยทัศน์ด้านภัณฑารักษ์ที่สร้างสรรค์เป็นแกนกลาง การนำผลงานของ Louise Bourgeois มาจัดวางคู่กับวัตถุโบราณจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินั้นเป็นสิ่งที่งดงาม เพราะแม้ว่างานศิลปะจะเป็นการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์อย่างหนึ่งอยู่แล้ว แต่งานภัณฑารักษ์ก็สามารถเป็นการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน

art4d: แล้วส่วนตัวคุณชอบศิลปะแบบไหนมากที่สุด เพราะอะไร?

MC: ถ้าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจศิลปะจริงๆ ตอนนั้นผมยังเป็นวัยรุ่นและใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก ศิลปะที่จุดประกายให้ผมมากที่สุดคือ โมเดิร์นนิสม์ (modernism) โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ (impressionist) อย่าง Henri Matisse และ Édouard Manet มองในตอนนี้อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ล้ำหน้าหรือท้าทายมากนัก แต่ในยุคนั้น พวกเขากำลังผลักขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่างานศิลปะ ว่ามันสามารถเป็นอะไรได้บ้าง ผมเองก็หลงใหลศิลปินยุคโมเดิร์นที่ทำงานกับแนวคิดทางความคิด เช่น Yves Klein และ Marcel Duchamp พวกเขามีอิทธิพลกับการทำงานศิลปะของผมเอง รวมถึงแนวทางการทำงานภัณฑารักษ์ที่ผมนำมาใช้ด้วย ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมเลือกมุ่งเน้นไปที่ศิลปะพุทธศาสนา เพราะผมสนใจจุดตัดระหว่างศาสนา เทววิทยา และศิลปะ หนึ่งในโปรเจกต์ที่ผมชอบที่สุดคือตอนเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับวัดพระแก้ว วิเคราะห์บริบททางการเมืองของจิตรกรรมฝาผนัง และวิธีที่งานศิลปะผสานภาพลักษณ์ของราชสำนักเข้ากับชาดก เรื่องราวพุทธประวัติ

แต่ถ้าพูดกันตรงๆ ผมยังคงรักดนตรีและภาพยนตร์มากที่สุด นั่นเป็นเหตุผลที่เราผลักดันให้เกิดโปรแกรมภาพยนตร์ขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มต้นแล้ว ส่วนโปรแกรมดนตรีคือสิ่งถัดไปที่เราอยากจะดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อขับเคลื่อนให้มันเกิดขึ้นต่อไป

art4d: ทำไมคุณถึงเลือกให้ความสำคัญกับดนตรีและภาพยนตร์?

MC: ดนตรีและภาพยนตร์เป็นรูปแบบศิลปะที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายมาก คุณไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านประวัติศาสตร์หรือบริบททางวัฒนธรรมมากมาย ก็สามารถเข้าใจหรือรู้สึกไปกับเพลงหรือหนังเรื่องหนึ่งได้ทันที และนั่นคือสิ่งที่เราคำนึงถึงมากที่ Bangkok Kunsthalle เราอยากให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่เปิดมากกว่าปิด เราอยากให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ใครๆ ก็รู้สึกเข้ามาได้โดยไม่ต้องรู้สึกเกร็งหรือแปลกแยก ผมกับสเตฟาโนมีภาพในหัวร่วมกันว่า Bangkok Kunsthalle ควรเป็นเหมือน ‘ลานสาธารณะ’ เป็นพื้นที่ที่เปิดให้คนทำงานสร้างสรรค์ในแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ นักดนตรี หรือศิลปิน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดกัน สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เราไม่ได้อยากเป็นแค่สถานที่จัดแสดงงานศิลปะเท่านั้น แต่เราอยากสร้างบทสนทนา สร้างพื้นที่ทางสังคมให้กับศิลปิน คนทำงานสร้างสรรค์ ภัณฑารักษ์ และชุมชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

art4d: แล้วในอนาคตมีแผนจะพัฒนาพื้นที่นี้ให้กว้างออกไปจากการเป็นแกลเลอรีไหม?

MC: แนวทางของเราที่ Bangkok Kunsthalle คือการเปิดรับความยืดหยุ่นและปรับตัวตามความต้องการของศิลปินและนิทรรศการ ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมภาพยนตร์ที่ชั้นบน ซึ่งเดิมภัณฑารักษ์รับเชิญอย่าง คมน์ธัช ณ พัทลุง เป็นคนคัดสรรงานเข้ามาฉาย แต่หลังจากนั้นเราก็อยากให้พื้นที่ยังคงมีชีวิตอยู่ เราจึงมีแผนจะใช้พื้นที่นี้ต่อในฐานะพื้นที่ฉายภาพยนตร์ และพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับการพบปะหรือกิจกรรมต่างๆ ไปในตัว ในอนาคต เรากำลังพิจารณาแนวคิดอื่นๆ เช่น การสร้างโรงหนังกลางแจ้ง พื้นที่สำหรับโปรแกรมศิลปินในพำนัก (artist-in-residence) และสตูดิโอสำหรับทำงาน รวมถึงการเชิญแกลเลอรีเชิงพาณิชย์เข้ามามีบทบาทหรือจัดแสดงในพื้นที่แห่งนี้ด้วย

art4d: ในฐานะภัณฑารักษ์ คุณสัมผัสอะไรได้บ้างจากการทำงานร่วมกับศิลปิน?

MC: ศิลปินบางคนมาพร้อมกับไอเดียที่ชัดเจนและแผนผังนิทรรศการที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเขารู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร ส่วนศิลปินที่มาร่วมโปรแกรม ศิลปินในพำนัก (artist-in-residence) ของเรา มักจะใช้เวลาในการสำรวจเมือง ทำความเข้าใจบริบท และดึงแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอระหว่างที่อยู่ในประเทศไทย แนวคิดและผลงานสุดท้ายจึงค่อยๆ งอกงามขึ้นในช่วงเวลาที่เขาใช้ร่วมกับเรา

ในบางกรณี เราทำงานกับผู้ดูแลสิทธิในผลงานของศิลปิน (artist’s estate) ซึ่งหมายความว่ากระบวนการภัณฑารักษ์จะต้องพึ่งพาทีมภัณฑารักษ์มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ผมจัดนิทรรศการของจ่าง แซ่ตั้ง ผมต้องศึกษาคลังข้อมูลดิจิทัลของเขา ซึ่งมีผลงานอยู่เกือบ 3,000 ชิ้น ผมใช้เวลาราวสองสัปดาห์เต็มๆ ในการคัดเลือก ทบทวน และจัดเรียงว่าจะหยิบงานชิ้นไหนมาแสดงดี กระบวนการนี้ทั้งสนุกและท้าทาย เพราะผมอยากหาวิธีใหม่ๆ ในการนำเสนอและจัดโปรแกรมผลงานอันหลากหลายและมีจำนวนมหาศาลของศิลปิน

สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับงานนี้คือการได้ทำงานร่วมกับศิลปินโดยตรง ยกตัวอย่างเช่นนิทรรศการแรกของเรา Nine Plus Five Works กับศิลปินวิดีโอ Michel Auder ผมใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มในการเดินสำรวจกรุงเทพฯ ผ่านสายตาของเขา มันเปลี่ยนวิธีที่ผมมองเมืองนี้ไปเลย และทำให้ผมเห็นคุณค่าของมันมากขึ้น บทสนทนากับศิลปินมักจะจุดประกายไอเดียใหม่ๆ ให้กับงานภัณฑารักษ์ และถ้าจะเป็นภัณฑารักษ์ให้กับงานของใครได้อย่างแท้จริง คุณต้องเข้าไปอยู่ในโลกความคิดของเขา เข้าใจวิธีการทำงานของเขาให้ได้ก่อน

  • Photo courtesy of Bangkok Kunsthalle

art4d: ในมุมมองของคุณ คิดว่าเราจะสามารถยกระดับวงการศิลปะร่วมสมัยของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติได้อย่างไร?

MC: ผมรู้สึกว่า หนึ่งในปัจจัยหลักที่ยังขัดขวางการพัฒนาของวงการศิลปะในบ้านเราคือ การศึกษาและโอกาสในการเข้าถึงศิลปะ โครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจศิลปะยังขาดอยู่มาก ไม่ใช่แค่ในมุมของนักประวัติศาสตร์ศิลป์หรือภัณฑารักษ์เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ชมทั่วไปในประเทศไทยด้วย สุดท้ายมันกลับไปที่คำว่า การเปิดรับ ผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องสร้างโอกาสให้ผู้คนได้เปิดรับศิลปะมากขึ้น ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่แนวทางใดแนวทางหนึ่ง แต่ให้ได้สัมผัสกับความหลากหลายของแนวปฏิบัติทางศิลปะ เพื่อส่งเสริมทั้งการสร้างสรรค์และการรับชมในระดับท้องถิ่นไปพร้อมกัน

อีกปัจจัยสำคัญคือ การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินทุนจากภาคเอกชนหรือรัฐ การสร้างโอกาสในการทำงานในสายศิลปะ หรือแม้แต่พื้นที่แสดงงานที่เข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้สำหรับศิลปินรุ่นใหม่ นั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำอยู่เช่นกัน—การเปิดรับข้อเสนอผ่าน open call และจัดเวิร์กช็อปต่างๆ ยกตัวอย่างเช่นโปรเจกต์ที่เราทำร่วมกับยุงลายคอลเลคทีฟ (YOONGLAI COLLECTIVE) กลุ่มภัณฑารักษ์ไทยรุ่นใหม่ และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เราเชิญให้เข้ามาจัดนิทรรศการของตัวเองในพื้นที่ของ Bangkok Kunsthalle

art4d: ประเทศไทยมีพื้นที่จัดแสดงศิลปะหลักๆที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เช่น BACC หรือ Jim Thompson แล้ว Bangkok Kunsthalle เข้ามามีบทบาทหรือเติมเต็มวงการศิลปะไทยอย่างไร?

MC: พื้นที่ศิลปะส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักดำเนินตามโมเดลแบบ ‘ก้อนสี่เหลี่ยมสีขาว’ หรือ white cube ซึ่งเป็นการลบบริบททุกอย่างออกไป เพื่อให้ผู้ชมโฟกัสอยู่แค่ตัวงานศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่แนวทางของเราต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เราแทบไม่อยากจะทำความสะอาดหรือขัดผนังด้วยซ้ำ เพราะเราอยากให้พื้นที่ยังคงความดิบเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เหตุผลก็คือ งานศิลปะทุกชิ้นล้วนมีบทสนทนากับบริบทแวดล้อม ทั้งในเชิงกายภาพและในเชิงประวัติศาสตร์ แทนที่จะทำให้พื้นที่กลายเป็นกลางหรือไร้ตัวตน เราเลือกศิลปินที่พร้อมจะมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ พร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งที่มีอยู่ และสร้างบทสนทนากับตัวอาคารอย่างแท้จริง

อย่างตอนที่กรกฤตมาดูพื้นที่ครั้งแรก เราให้เขาเลือกได้อย่างอิสระว่าจะจัดวางผลงานตรงไหนในอาคาร เขาเลือกห้องหนึ่งเพราะเขารู้สึกว่ามันเหมือนโบสถ์ในโลกดิสโทเปีย (dystopia) ถ้าไม่มีพื้นที่นั้น นิทรรศการก็อาจจะไม่เกิดขึ้นในแบบที่มันเป็น และคงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่เป็นด้วย บริบทของสถานที่คืออีกชั้นหนึ่งของการทำความเข้าใจงานศิลปะ

art4d: ในเชิงของพื้นที่กายภาพ Bangkok Kunsthalle ส่งผลต่อการจัดนิทรรศการและตัวศิลปินอย่างไรบ้าง?

MC: ผมคิดว่ามีอยู่สองปัจจัยหลัก ข้อแรกคือโครงสร้างและการจัดวางของตัวอาคาร เรามีพื้นที่ที่เรียกว่า อาคาร B และอาคาร C ซึ่งเดิมเป็นโกดังเก็บของ ทั้งสองอาคารนี้มีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ติดตั้งถาวร ทำให้ยืดหยุ่นมาก เหมาะกับการจัดนิทรรศการศิลปะ เพราะศิลปินสามารถปรับใช้พื้นที่ได้ตามต้องการ ส่วนอาคาร A เดิมเคยเป็นสำนักงานด้านหน้าโรงพิมพ์ พื้นที่ภายในมีเสาคอนกรีตขนาดใหญ่พาดผ่านทุกชั้น ราวกับต้นไม้ในป่าคอนกรีตกลางเมือง

ข้อที่สองคือประวัติศาสตร์และบุคลิกของอาคารเอง อาคารแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2495 หรือเมื่อ 75 ปีก่อน และลักษณะดั้งเดิมและธรรมชาติของอาคารก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน มันมีประวัติศาสตร์และเรื่องราวในตัวเอง ซึ่งศิลปินหลายคนอยากจะอ้างอิงหรือหยิบมาเล่นกับบริบทนั้น

อย่างเช่นตอนที่เราจัดแสดงงานของ จ่าง แซ่ตั้ง ผมเลือกเน้นไปที่ผลงานด้านอักษรวิจิตร (calligraphy) เพราะมันเชื่อมโยงกับอดีตของอาคารหลังนี้ที่เคยเป็นสถานที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ การเขียน และภาษา แม้แต่ในฐานะภัณฑารักษ์ ผมเองก็พยายามคำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์ของตัวอาคารเสมอในกระบวนการคัดเลือกและจัดวางงาน

khaoyaiart.com
facebook.com/BangkokKunsthalle

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *