A ROCKING ROAD TO THE MOON – ยืนบนถนนคนสู้เพื่อฝัน… นิทรรศการล่าสุดโดย ธาดา เฮงทรัพย์กูล ที่พาไปสำรวจความฝัน ความเหลื่อมล้ำ และถนนแห่งอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
TEXT: PRAPAN JANGKITCHAI
PHOTO: PREECHA PATTARAUMPORNCHAI
(For English, press here)
“ยืนบนถนนคนสู้เพื่อฝันลำพัง คว้างดังเศษฟางที่ถูกลมพัดมาไกล” – ถนนค้นฝัน
ท่อนฮุคจากเพลง ถนนค้นฝัน ที่มาของชื่อนิทรรศการศิลปะภาพถ่ายจัดวางของ ธาดา เฮงทรัพย์กูล คิวเรทโดยสุระวิทย์ บุญจู ‘A ROCKING ROAD TO THE MOON – ยืนบนถนนคนสู้เพื่อฝัน…’ จัดแสดงระหว่างวันที่ 17 พฤษภาคม – 13 กรกฎาคม 2568 ณ HOP PHOTO GALLERY บทเพลงข้างต้น ขับร้องโดยตั๊กแตน ชลดา มีเนื้อหาบอกเล่าถึงความยากลำบากของชีวิตแรงงานพลัดถิ่นจากดินแดนอีสาน ซึ่งดั้นด้นมาเสี่ยงโชค พนันอนาคตของตนเอง ยอมทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัว

แรงงานจำนวนมหาศาลจากอีสาน ไหลบ่าเข้ามายัง ‘เมืองไม่ยอมหลับ…’ ผ่านเส้นทางถนนมิตรภาพ ถนนซึ่งสร้างขึ้นจากความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในด้านงบประมาณการก่อสร้าง เทคนิควิชาการในการก่อสร้าง และนับเป็นทางหลวงสายแรกที่ก่อสร้างถูกต้องตามแบบมาตรฐานการก่อสร้างทางหลวงทุกขั้นตอน อีกทั้งยังเป็นทางหลวงสายแรกของประเทศไทยที่มีผิวจราจรลาดยางแบบแอสฟัลติกคอนกรีต (asphaltic concrete) หรือถนนยางมะตอย เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2500 พร้อมกับความคาดหมาย และความหวังว่ามันจะช่วยพลิกโฉมดินแดนแร้นแค้นของอีสานเข้าสู่โลกสมัยใหม่1 และทำหน้าที่รองรับยุทธศาสตร์ทางการทหาร เชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับฐานทัพอเมริกันและเขตชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน2 ถนนสายเดียวกันนี้นี่เอง คือสารตั้งต้นของนิทรรศการศิลปะครั้งล่าสุดของธาดา


ตรงกันข้ามกับนิทรรศการ YOU LEAD ME DOWN, TO THE OCEAN ที่ศิลปิน และคิวเรเตอร์ เปลี่ยนห้องนิทรรศการศิลปะ ให้กลายเป็นเสมือนก้นบึ้งมหาสมุทร พาผู้ชมจมดิ่งลงใต้บาดาลที่ซึ่งมีวัตถุสิ่งของตกค้างล่องลอยอยู่ รอให้ผู้ชมเข้ามารับรู้ สัมผัสและรู้สึก ในครั้งนี้ธาดา กับ สุระวิทย์ ปรับห้องจัดแสดงให้กลายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ที่ซึ่งมีถนนสายสั้นๆ ตัดผ่าน ยกเอาถนนมิตรภาพบางส่วนมาวางไว้ แต่ถนนมิตรภาพของธาดาสายนี้ ไม่ได้เป็นถนนที่สมบูรณ์แบบ แข็งแรง ทนทาน พื้นผิวเรียบเนียนเกลี้ยงเกลาตลอดเส้นทาง สมดั่งที่มันควรจะเป็นในฐานะคำมั่นสัญญาต่อการนำพาความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง มั่นคงมาสู่ดินแดนอีสาน และในฐานะที่มันเป็นของขวัญแห่งมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็น แต่ถนนที่ผู้ชมเหยียบยืนอยู่ และเดินข้ามผ่านไปมา กลับเป็นถนนที่ผุพัง ขรุขระ ประกอบขึ้นมาจากเศษชิ้นส่วนถนนยางมะตอย ประติมากรรมเหล่านี้เกิดจากการหล่อหลุมบนถนนในละแวกบ้านของศิลปินที่จังหวัดนครราชสีมา บางแห่งมีแอ่งน้ำขัง กระเพื่อมนิ่งสะท้อนภาพอาคารราชการ เช่น อาคารรัฐสภา โดยมีฐานรองรับด้วยเส้นอลูมิเนียม ซึ่งถักทอต่อกันเพื่อปรับระดับความสูง และพยุงให้ผิวน้ำลอยตัวตามความหนาของผิวถนน องค์ประกอบทั้งสองจัดเรียงอย่างกระจัดกระจายอยู่บนพื้นเพื่อจำลองถนนที่ตัดเฉียงผ่าน เป็นหมุดหมายก้าวแรกชวนผู้ชมเดินทางข้ามไปสู่พื้นที่ภายใน


ถนน คือหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ มีบทบาทเป็นตัวเชื่อมต่อ เรียงร้อยพื้นที่ห่างไกลเข้าไว้ด้วยกัน ในแง่หนึ่งมันจึงเป็นสัญญะของการเข้าไปพิชิตดินแดนที่มันตัดผ่านไปถึง พัดพา ถ่ายเท เอาทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างอำนาจ วัฒนธรรม ความหวัง ความฝัน กับรูปธรรม เช่น สินค้า ทรัพยากร และผู้คน จากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง การตัดถนนจึงเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการพัฒนา และความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ถนนยังสัมพันธ์กับเวลา หรือทำงานร่วมกับเวลา เพราะมันไม่เพียงย่อพื้นที่ และระยะทางให้หดสั้นเล็กลง แต่ยังย่นเวลาให้เร็วขึ้น สัมพันธ์กับเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต กล่าวคือ โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาในอดีตส่งผลต่อปัจจุบัน และอนาคต หรือในทางกลับกันการเกิดขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีในอนาคต เปลี่ยนหรือส่งผลต่อปัจจุบัน3 ถนนที่สมบูรณ์แบบในปัจจุบันกาลจึงเป็นพื้นฐานรองรับอนาคต ช่วยเร่งเวลาให้เคลื่อนที่เร็วขึ้น เดินทางไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เป็นสัญญาณของความฝัน กับความหวังถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า

ถนนที่ชำรุด ทรุดโทรม จึงเป็นอนาคตที่ถูกชะลอไว้ เป็นเวลาซึ่งถูกเหนี่ยวรั้งไม่ให้ก้าวเดินไปข้างหน้า ในกระบวนการทำงาน ธาดาเล่นบทเป็นนักโบราณคดี ขุดค้น สำรวจตรวจลึกลงไปในชั้นผิวของถนน ก่อนจะพบข้อเท็จจริงที่ว่า การก่อสร้าง/ซ่อมถนนนั้นไม่ได้มาตรฐาน ขาดคุณภาพ เพราะใช้วัสดุไม่เหมาะสม ประกอบกับการละเลยปล่อยให้รถบรรทุกน้ำหนักเกินกำหนดสัญจรผ่านไปมา ทำให้ถนนเสื่อมสภาพอย่างจงใจ จากนั้นจึงถูกซ่อมเพียงเพื่อจะซ่อมซ้ำแล้วซ้ำอีก ผลาญเผางบประมาณ แทนที่จะใช้ไปกับการพัฒนาต่อยอดในส่วนอื่น เพื่อถางทางไปยังอนาคต ธาดาหล่อหลอมจับเอาเวลาที่สาบสูญกว่าเกือบ 70 ปีปั้นออกมาเป็นก้อนยางมะตอยกับแอ่งน้ำขัง ชวนให้ผู้ชมใคร่ครวญถึงการพัฒนาที่ขยับ เคลื่อนไหว แต่กลับอยู่ที่เดิม ชั้นผิวของถนนซึ่งทับถมกันแต่ละชั้น เป็นดั่งเส้นเวลาที่ถูกแช่แข็งซ้อนกันเป็นชั้นสูงขึ้นไป เปรียบเสมือนการพัฒนาในแนวดิ่ง ไม่ได้ยืดยาวลากเป็นเส้นตรงแนวราบต่อขยายออกไปในอนาคต

ด้านข้างถนน จัดแสดงแบริเออร์ 3 อันที่แกว่งไขวไปมา ด้านบนแบริเออร์มีภาพถ่ายอาคารคอนโดมิเนียม และอาคารสำนักงานติดขึงไว้ ภาพตึกสูงระฟ้าเบียดตัวกันหนาแน่น ถ่ายจากระดับความสูงของสวนดาดฟ้า บนอาคารสามย่านมิตรทาวน์ใจกลางเมือง สัญลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้า และโลกอนาคต กลับกลายเป็นเพียงสิ่งล่องลอย ไร้น้ำหนัก จับต้องไม่ได้ เพราะรากฐานไม่มั่นคง โอนเอน แบริเออร์ที่ควรจะหนักแน่น กลับเบาหวิว เช่นเดียวกับก้อนรอยแตกร้าวบนถนน แบริเออร์ที่โยกเยกไปมา ส่อนัยถึงการเคลื่อนไหว แต่กลับไม่ได้ขยับไปไหนเลย

ข้ามถนนผ่านเข้าไปด้านใน จัดแสดงวิดีโอขาวดำฉายภาพภูมิทัศน์ข้างทางที่ไหลเลื่อนตามการเคลื่อนไหวของรถยนต์บนถนนมิตรภาพ โดยศิลปินใช้เทคนิค slit-scan ในการตัดต่อ พาหนะ และทิวทัศน์ตลอดทางที่เราเห็นจึงบิดเบี้ยว ผิดสัดส่วน บางช่วงตอนยืดขยายจนเกินจริง ภาพเคลื่อนไหวขาวดำผิดรูปแปลกร่าง เป็นเหมือนดังคำมั่นสัญญาของภาครัฐที่คอยตามหลอกหลอน มอมเมา โฆษณาชวนเชื่ออย่างเหนือจริงอยู่เสมอว่าจะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเราทุกคนให้ดีขึ้น บางช่วงบางตอนวิดีโอแสดงภาพรถยนต์เคลื่อนที่อย่างช้าๆ ล้อรับไปกับเศษชิ้นส่วน และหลุมบ่อบริเวณด้านหน้า ราวกับพาหนะเหล่านี้กำลังแล่นอยู่บนถนนในห้องจัดแสดง รถยนต์ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ก่อนจะวนกลับมาเริ่มต้นใหม่ ณ จุดเดิม เวียนวนไปไม่รู้จบ ขยับ เคลื่อนที่ แต่ไม่ไปไหน


ธาดาไม่ได้กลับมาแสดงงานเพื่อจิกกัด ขบข่วน ชนชั้นปกครองให้ระคายผิวเพียงเล็กๆ น้อยๆ แต่ตบหน้า ต่อยท้องอย่างเต็มแรง ประจานความแหลกเหลว และหลอกลวงของพวกเขา ด้วยการนำเอาเศษซากชิ้นส่วนชำรุดของถนนอันเป็นหลักฐานยืนยันในความเหลวแหลก ไร้ยางอายของผู้มีอำนาจ ขณะเดียวกันเขาก็ผลักผู้ชมให้เผชิญหน้ากับความจริงของสภาวะการเมืองในปัจจุบัน ที่เวลาของเราถูกแช่แข็ง เหนี่ยวรั้งไว้ ขยับ เคลื่อนไหว ลงทุน พัฒนา แต่กลับไม่ก้าวไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย ก้อนยางมะตอย และผิวน้ำที่ผู้ชมเดินข้ามผ่านไปมา คือ เวลาเกือบกว่า 70 ปี ของพวกเราทุกคนที่ถูกจองจำ สภาวะเช่นนี้ยังถูกขับเน้นผ่านการนำเอาท่อนฮุคในบทเพลง “ยืนบนถนนคนสู้เพื่อฝัน…” มาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการ เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนวันนี้เป็นเวลากว่า 18 ปีแล้ว คุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย กลับไม่แตกต่างไปจากอดีตมากนัก ยังคงไม่มีหลักประกันความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงสิทธิเสรีภาพยังคงถูกชนชั้นนำปักหมุด ขึงตรึงไว้ ชีวิตของเราทุกคนจึง ‘คว้างดั่งเศษฟาง’ เปราะบาง ล่องลอย ไร้ที่พึ่ง
จากเพลงของตั๊กแตน ชลดาในวันนั้น ถึงนิทรรศการของธาดาในวันนี้ อนาคตของพวกเราทุกคนยังคงถูกกักขังเอาไว้ในนามของการพัฒนาแบบจอมปลอม จนกว่าอำนาจจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง จนกว่าฟ้าจะเป็นสีทองผ่องอำไพ เราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ?
_
1 กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม, “สุดบรรทัด-เจนจบทิศ” สู่ “ถนนมิตรภาพ” ช่วยย่นเวลาเดินทางกทม.-โคราชจาก 10 เหลือ 3 ชม. เข้าถึงเมื่อ 13 มิถุนายน 2568, เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_25179
2 ประชา สุวีรานนท์, โมโนไทป์ : ตัวร้อนกับสงครามเย็น (1), เข้าถึงเมื่อ 13 มิถุนายน 2568, เข้าถึงได้จาก https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_43064
3 จิราพร เหล่าเจริญวงศ์, “Infrastructure,” ใน 100 แนวคิดมานุษยวิทยาร่วมสมัย,นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ และวิสุทธิ์ เวชวราภรณ์, บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 206.






