KANTAPHONG THONGRONG

สนทนากับ นพ.กันตพงศ์ ทองรงค์ หรือ หมอเปียง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้หลอมรวมศาสตร์ทางการแพทย์กับศิลปะแห่งการออกแบบ สู่คลินิกอันสงบในใจกลางเมืองอย่าง ‘PYONG Rehabilitation Penthouse’

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF PYONG REHABILITATION GROUP

(For English, press  here)

PYONG Rehabilitation Penthouse เป็นคลินิกเวชกรรมฟื้นฟูระบบประสาทและสมองในผู้ป่วยรุ่นใหญ่ด้วยระบบบริการแบบครบวงจร คลินิกแห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้น 11 ของตึกเกษร ทาวเวอร์ อาคารที่รายล้อมไปด้วยความคึกคักของย่านราชประสงค์ แต่ภายใน ‘penthouse’ แห่งนี้กลับสงบและได้ยินเสียงแผ่วๆ จากแผ่นเสียง และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้อวลอยู่ในมวลอากาศ

วันนี้ art4d นัดพบกับ นพ.กันตพงศ์ ทองรงค์ หรือหมอเปียง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูผู้เป็นเจ้าของและ CEO ของ PYONG Rehabilitation Group เพื่อพูดคุยกันถึงการออกแบบคลินิก penthouse ด้วยตัวเอง โดยพูดคุยถึงที่มาและเจาะลงถึงรายละเอียด

art4d: ก่อนเข้าเรื่องการออกแบบคลินิก อยากถามว่าสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูคือการแพทย์ทางเลือกไหม

Kantaphong Thongrong: อย่างนี้ครับในปัจจุบันคนส่วนมากมักจะโฟกัสในเรื่องของการรักษาเป็นหลัก หลังๆ มาก็จะพูดถึงการป้องกันมากขึ้น เช่น longevity, lifestyle medicine แต่จริงๆ แล้วแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูก็เป็นแพทย์กระแสหลักร่วมกับการรักษาและการป้องกัน และยังเป็นสาขาแพทย์เฉพาะทางที่ใหญ่มากด้วย ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารกับคนทั่วไปมาตลอด ตั้งแต่ช่วงที่ผมเป็นแพทย์เฉพาะทาง

ทั้งนี้การแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะถูกพูดถึงส่วนหลังสุด คือทำอย่างไรให้คนที่ป่วยกลับมาอยู่ในช่วงชีวิตที่ดีที่สุดที่เขาจะเป็นได้ตามศักยภาพของเขา และทำยังไงให้ผู้ป่วยคนเดิมไม่กลับมาเป็นโรคเดิมซ้ำ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้ที่ยังไม่เป็นได้ด้วยเช่นกัน

art4d: อยากให้นิยามสั้นๆ เกี่ยวกับเวชศาสตร์ฟื้นฟู และมีแนวโน้มเติบโตในไทยอย่างไรบ้าง

KT: เวชศาสตร์ฟื้นฟู คือ ศาสตร์ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้นตามอัตภาพ ผ่านการรักษาของแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด พยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายอุปกรณ์ รวมไปถึงนักดนตรีบำบัด นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้ และเวชศาสตร์ฟื้นฟูยังเป็นสาขาที่ขาดแคลนอีกด้วย ปีปี หนึ่งจบไม่ถึง 50 คน และมักประจำอยู่ที่โรงพยาบาลใหญ่ๆ ทั่วประเทศ

แต่ว่าเทรนด์ของเวชศาสตร์ฟื้นฟูในประเทศไทยกำลังเติบโตเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าคนสนใจชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น เช่นเดียวกับไลฟ์สไตล์ เพราะการทำงานของเรามีความซ้อนทับกับศาสตร์ที่เป็น mega trend เช่น wellness หรือ longevity แต่เมื่อพูดถึงเวชศาสตร์ฟื้นฟูปุ๊บ การรักษาก็มักจะมีความเกี่ยวข้องกับการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based) มากขึ้น เพราะว่าสิ่งที่เราให้ผู้ป่วยต้องเป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าดี นี่คือฝั่งของเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ล้อไปกับ mega trend ในปัจจุบัน และยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ เข้ามามีส่วนในการรักษาเยอะมากขึ้นด้วย

art4d: แล้วทำไมถึงต้องเป็น penthouse ไม่ใช่คลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟูปกติ

KT: ความคิดของการเป็น penthouse อย่างแรกเลยคือ เราอยากให้คนที่เข้ามามีความรู้สึกว่าที่นี่เหมือนที่อยู่อาศัย ไม่ใช่สถานพยาบาล เมื่อเขาเดินเข้ามาแล้วเหมือนกับเดินเข้ามาในบ้านของตัวเอง เป็นบรรยากาศที่ดูไม่ตึงเครียดมากเกินไป เพราะว่าโทนที่ใช้ก็จะเป็นไม้ เฟอร์นิเจอร์เป็นแนววินเทจ หรือว่ามู้ดก็จะเป็นแสงธรรมชาติอย่างนี้ครับ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เราอยากให้คนที่เข้ามาเห็นถึงความแตกต่างเลยว่า ที่นี่ไม่ใช่สถานพยาบาลที่น่ากลัวแบบนั้น

สองก็คือว่า ผู้ป่วยที่รับบริการกับเราใน penthouse จะต้องมาเจอกับเราบ่อย เช่น ผู้ป่วยที่เป็นภาวะเส้นเลือดในสมอง, โรคพาร์กินสัน หรือโรคความจำเสื่อม ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกแบบเข้มข้น เขาอาจจะต้องมาอยู่กับเราสี่ชั่วโมงต่อวัน ห้าวันต่อสัปดาห์ เราก็อยากให้เขาได้รู้สึกว่าที่นี่ก็ให้ความรู้สึกสบายตัว ไม่ได้จะต้องผ่านหลายเลเยอร์ เจอคนหลายคน แค่มาถึงหน้าคลินิกของเรา นั่งลง ขั้นตอนต่อไปก็ฝึกเลย ด้วยความที่การเข้าออกง่ายแบบนี้ เราก็เลยคิดว่าอยากให้ดูเหมือนบ้านหลังที่สองของเขาที่มาได้บ่อย

art4d: ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านในบรรยากาศที่เป็นกันเองแบบนั้นหรือเปล่า

KT: ใช่ครับ และเหตุผลสำคัญอีกอย่างก็คือธีมในการออกแบบของเรา ภาพในการออกแบบผมเหมือนเห็นตัวเองอยู่ที่นิวยอร์กครับ และอยู่ใน penthouse บนตึกสูง เพราะว่ามุมของคลินิกที่เราได้มาเป็นมุมตึกพอดี เห็นภาพแบบพาโนรามา 180 ํ วิวนี้ทำให้เราเห็นตั้งแต่สนามม้า ตึกบนนถนนวิทยุ ตึกในย่านราชประสงค์ ยังสามารถมองเห็นเทพของตึกเกษรวิลเลจ (พระแม่ลักษมี) ได้ด้วย ซึ่งก็เป็นวิวที่สวยมาก และเป็นวิวที่ไม่ได้หาได้บ่อยในโซนตรงนี้ จุดนี้ก็เป็นจุดที่เราเห็นได้ไกลถึงฝั่งสีลมด้วย เลยดูเหมือนวิวที่เราเคยเห็นตึกสูงในนิวยอร์ก ก็เลยคิดว่าใช้ penthouse น่าจะเหมาะ

art4d: แล้วการมองวิวเหมือนได้ทอดสายตาเพื่อสร้างความสบายใจหรือเปล่า

KT: ไม่รู้สบายใจไหมเพราะเป็นวิวตึกสูง แต่นี่คือความรู้สึกในตอนที่เราเห็นสถานที่นี้ครั้งแรก (ชั้น 11 ตึกเกษร ทาวเวอร์) เราเห็นตึกนี้ตั้งแต่เป็นห้องเปล่า ตอนที่ห้องนี้ยังไม่มีอะไรเลย และเราเห็นว่ามุมนี้เหมือน penthouse ที่เราเห็นในนิตยสาร ในโทรทัศน์ เราเลยตั้งชื่อแบบนี้ เช่นเดียวกับการตกแต่งที่มีความ classy masculine การใช้หนัง ไม้ กระจก ซึ่งเป็นภาพจำของ penthouse ในนิวยอร์กเลย

art4d: มีหลักในการออกแบบและแบ่งส่วนแต่ละห้องภายในคลินิกอย่างไรบ้าง

KT: เนื่องจากพื้นที่ของ PYONG Rehabilitation Penthouse ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก ประมาณ 160 ตารางเมตร  จึงมีการแบ่งส่วนที่เน้นว่าทุกห้องต้องได้รับแสงธรรมชาติและสามารถเชื่อมกันเองได้ด้วย เพราะเราอยากให้ทุกอย่างเชื่อมเป็นจุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกที่สุดให้กับคนไข้ของเราระหว่างรับการรักษา และเพื่อสร้างความรู้สึก ‘โปร่ง’ เราเลยเลือกใช้กระจก LED ที่สามารถปรับขุ่น/ใสได้ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือเราคิดใน journey ของคนไข้หมดเลย อย่างน้อยในตอนที่เราเริ่มทำ เราก็ให้ลองเอารถเข็นเข้ามาลอง run ดูเลยว่า ในตำแหน่งไหนที่เข้าไม่ถึงบ้าง ตรงไหนที่ติดบ้าง เรามีห้องน้ำสำหรับผู้ป่วยที่เป็นผู้พิการที่อยู่ติดกันเลย แม้แต่การเข้าถึงห้องต่างๆ เราก็คิดไว้หมดแล้ว เช่นในผู้ป่วยที่เดินได้ไม่ดี เขาจะต้องมีไม้เท้า ก็จะเกาะราวจับไปด้วยเพื่อช่วยพยุงตัว แม้คลินิกของเราก็ไม่ได้มีราวจับไปทั่ว แต่ก็จะมีอะไรที่เขาสามารถแตะไปได้ตลอดเลย เช่นพวกเก้าอี้, โต๊ะ หรือว่าราวจับที่มีโผล่มาเรื่อยๆ

art4d: นอกจากการออกแบบด้วยแนวคิดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (patient-centric) ยังมีการออกแบบอื่นๆ อีกไหม

KT: มีครับ เนื่องจากว่าคนไข้ของเราเป็นบุคคลที่มีโรคเกี่ยวกับสมอง หรือเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นเขาไม่ได้มาคนเดียวอยู่แล้ว เพราะเขาจะมาพร้อมกับญาติหลายคน เท่ากับว่าเราต้องออกแบบพื้นที่บางส่วนเพื่อให้ ‘ผู้ดูแล’ ผู้ป่วยอยู่ด้วยเช่นกัน เราจึงออกแบบให้มีสถานที่รองรับและออกแบบมู้ดให้นั่งพักอย่างสบาย ไม่ได้มีเสียงรบกวนของเครื่องวัดสัญญาณชีพ แต่มีเพลงสบายๆ ให้ฟัง ทำให้รู้สึกไม่น่าเบื่อจนเกินไประหว่างรอคนไข้เข้าฝึกราวหนึ่งถึงสองชั่วโมงต่อวันในทุกๆ session

นอกจากนี้ยังมีความคิดในการออกแบบส่วนหนึ่งของห้องที่เรียกว่า sensory stimulation ก็จะเป็นการนำของเก่าๆ เช่น ของเล่น ตุ๊กตา ซึ่งสร้าง nostalgic moment ที่เอาของที่เขาอาจจะเคยเห็นมาตั้งไว้แถวนั้น ทำให้กระตุ้นความทรงจำเก่าๆ กลับมาในขณะที่เรากำลังรักษาไป ซึ่งน่าจะเป็นอะไรที่ช่วยเขาได้

art4d: แล้วมีแนวคิดในการใช้วัสดุอย่างไร และทำไมถึงเลือกใช้วัสดุเหล่านั้น

KT: ส่วนถ้าพูดถึงแนวคิดในการใช้วัสดุเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น พื้นก็เป็นพื้น anti-absorbtive floor แล้วก็ในส่วนที่ต้องใช้ความสะอาดหน่อย ก็จะใช้หินแกรนิตที่เป็น anti-bacterial ด้วย หรือว่าตำแหน่งประตูหรือทางเดินต่างๆ ก็ต้องรองรับการเข้าถึงของรถเข็น เพราะฉะนั้นจึงมีการใช้หลัก universal design เอามาใช้ในการออกแบบด้วย อาจจะไม่ใช่ทุกจุดเพราะสถานที่ค่อนข้างคับแคบ แต่ก็คับแคบด้วยเรื่องของอุปกรณ์ที่ใช้ฝึกผู้ป่วยเยอะ ถ้าได้มาใช้ facilities ของที่นี่จะเห็นได้ว่าไม่แคบขนาดนั้น เพราะว่าคนของเราไม่ได้เยอะ พนักงานที่อยู่ตรงนั้นร่วมกับผู้ป่วยจริงๆ มีเพียงคนสองคนเท่านั้น

art4d: แล้วทำไมถึงมีการใช้ไม้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นที่พื้นหรือแม้แต่ที่ราวจับฝึกเดิน

KT: ถ้าพูดถึงเรื่องไม้แล้ว สิ่งที่เราอยากให้ผู้ป่วยได้รับ คือ ความรู้สึก homey ความเป็นบ้านตัวเองเลยครับ เพราะว่าพอเป็นโรงพยาบาลก็จะไม่ค่อยมีโรงพยาบาลไหนใช้ไม้ด้วย แต่ว่าที่นี่เราเลือกใช้ไม้หมดเลย โดยเฉพาะในโซนตรงกลางก็มีบานไม้หลากหลายชนิด ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบริเวณ

แล้วก็มีโต๊ะ ทางฝึกเดิน รวมถึงทางบันไดก็ออกแบบโดยเฉพาะให้เราและใช้ไม้สักในการทำ และพื้นในห้องฝึกก็เป็นลามิเนตลายไม้แต่เป็นพื้น anti-absorbtive floor ก็เป็นความตั้งใจของเราที่อยากให้ดูเป็นไม้จริง แต่ว่าใช้วัสดุหลากหลาย ความเป็นผสมผสานกันแต่ให้โทนเป็นสีน้ำตาลแบบอบอุ่น homey ในท้ายที่สุดคือเราต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมือนบ้านที่สุดนั่นแหละ จึงมีเครื่องหนัง พวกโซฟาหนัง ต้นไม้จริง (ต้นไทรใบสัก) มีเตาผิงปลอมด้วยนะครับ (ฮา)

art4d: แล้วจากโพสต์ในเฟซบุ๊กบอกว่า ‘ที่นี่เป็นลูกชาย’ แสดงว่าผูกพันมากๆ?

KT: ที่ใช้คำว่า ‘ลูกชาย’ เพราะว่าที่นี่คือสิ่งที่เรานำมาพัฒนาจริงๆ จากองค์ความรู้ทั้งหมดที่เรามี รวมกับความคิดของเราซึ่งเกิดจากสิ่งที่ง่ายมากๆ คือถ้าเรามีคนที่เรารักและเขามีปัญหาเกี่ยวกับสมอง เราอยากจะให้เขาไปอยู่ในพื้นที่แบบไหน เช่น ความรู้สึกของความเป็นบ้าน ความรู้สึกที่ว่าการมาที่นี่แล้วเขาไม่ต้องไปที่อื่นแล้ว เพราะการมาที่นี่คือการที่ตัวเลือกที่ ‘ดีที่สุด’ จะนำเสนอให้เขา

รวมถึงประสบการณ์ทั้งหมดที่เราสะสมมาตลอดสิบปีก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ใน PYONG Traveller X Doctor ที่เราได้เยือนโรงแรมระดับ 5-6 ดาวหลากหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เรารู้ว่าแบรนด์ต่างๆ ตีความคำว่า luxury ออกมาอย่างไร ในท้ายที่สุดเราก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาผสมผสานและออกแบบบนพื้นที่ของเราในแง่มุมของการเป็นธุรกิจสุขภาพ กลายเป็นผู้ทำงานในด้าน premium luxury lifestyle มากกว่าการเป็น ‘travel inspirer’ เพราะว่าก็ผ่านส่วนนั้นมาสักพักหนึ่งแล้ว จึงถือการท่องเที่ยวเป็นงานอดิเรกมากขึ้น ไม่ได้เป็นอะไรที่จริงจังมากกว่าแต่ก่อน

art4d: เท่ากับว่าคุณหมอมีองค์ความรู้ ประสบการณ์ ที่พบเจออะไรมาเยอะ ทำให้มีความคิดและมุมมองที่กว้างจนถึงมาออกแบบเองได้?

KT:  ใช่ครับ ด้วยประสบการณ์ที่เราได้เจอจริง และเราก็ได้เห็นการเปรียบเทียบกับหลากหลายพื้นที่ด้วย คือเราไม่ได้ไปที่เดิมซ้ำ แต่เราไปมาเยอะมาก ประมาณ 50-100 โรงแรมได้แล้ว ที่เราได้ไปนอนและรับประสบการณ์อย่างเต็มที่ที่นั่น สิ่งนี้เป็นประสบการณ์ที่เราเข้าใจมากกว่าคนอื่นในฝั่งสุขภาพ แล้วพอมาทำในสาขาที่เราเชี่ยวชาญอยู่แล้วคือเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งมีการพูดถึง universal design หรือ home modification ที่ปรับให้เข้ากับผู้ป่วยที่มีความจำเพาะ หรือว่าผู้สูงอายุที่มีเงื่อนไขจำเพาะของเขา เหล่านี้ทำให้พอมาเชื่อมโยงกัน ก็กลายเป็นอะไรที่ลอกเลียนแบบได้ยาก เพราะเป็น sense ที่ผสมกับองค์ความรู้ และผสานกับประสบการณ์ที่ทำให้เราแตกต่าง

art4d: ในขั้นตอนการรักษาคิดว่าสภาพแวดล้อมแบบไหนที่ช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูทั้งกายและใจ

KT: แน่นอนว่าต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่เขาชอบ ไม่มีภาวะความเครียดเข้ามาเพิ่มเติม เรื่องของแสง กลิ่น แสงธรรมชาติ บรรยากาศแวดล้อมทั่วไป เสียงเพลง โดยทั่วไปสิ่งเหล่านั้นจะเข้าไปกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกช่องทาง แต่ไม่แรงเกินไป และเป็นการกระตุ้นที่เน้นไปทางสร้างสมาธิให้ดีมากขึ้น

art4d: แล้วหาความสมดุลระหว่างความสวยงามและการใช้งานจริงอย่างไร

KT: ความสมดุลของทุกอย่าง คิดว่าต้องไปด้วยกันเสมอ ความสมดุลนี้มาจากไอเดียจากการใช้ของผู้ป่วยคือ adherence เขารู้สึกว่าเขาอยากใช้สิ่งนี้จริงๆ ไม่ใช่แค่มาตอนป่วยแล้วกลับไป แต่ต้องรู้สึกว่าเขาอยากมาเรื่อยๆ และความสวยงามเป็นสิ่งที่ควบคู่กับการออกแบบอยู่เสมอ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด adherence คือการที่ทำให้ผู้ใช้งานติดอยู่กับสิ่งนี้ เขารู้สึกว่าสะดวกที่จะใช้สิ่งนั้น

เพราะท่ามกลางนวัตกรรมที่ออกมามากมาย นวัตกรรมที่ถูกใช้คือนวัตกรรมที่สวย เช่นเดียวกันกับคลินิก หากเป็นคลินิกที่สวยด้วย ทำได้ดีด้วย ก็จะมีโอกาสที่จะบอกต่อมากกว่าและมีโอกาสภูมิใจที่มารักษาที่นี่ นั่นคือสิ่งที่สมดุลกัน

art4d: ทำไมถึงเลือกทำเลนี้ ทำไมถึงไม่ไปตั้งที่สาทรหรืออโศก?

KT: ถ้าเกิดว่าถามว่าทำไมต้องเป็นเกษร ทาวเวอร์ ก็คงเพราะว่า ‘เกษร’ เคียงคู่ไปกับ branding ของเราที่มีความเหนือระดับในหลายๆ ประการครับ ตั้งแต่เรื่องของเทคโนโลยีที่เราเลือกใช้สเปคของอุปกรณ์ที่เราเลือกใช้ทั้งหมด ภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมถึงการตกแต่งต่างๆ

เราวางตัวของแบรนด์ไว้ให้เป็นแบรนด์แบบ quiet luxury และมีความเป็น artisans มีความ personalize หรือแม้แต่ความเป็น tailor-made ให้เหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มนี้จริงๆ จึงเป็นการออกแบบที่ละเมียดละไมมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะตั้งที่ไหนก็ได้ เราต้องตั้งกับแบรนด์ที่มีความแข็งแรงด้าน legacy และมีเรื่องอะไรให้เล่าต่อด้วยอย่าง ‘เกษร’ ที่มีกลุ่มคนที่เชื่อในตัวเขา รวมถึงกลุ่มคนไข้ของเราก็ตรงกับกลุ่มคนที่จะเข้ามาใช้บริการห้างแห่งนี้ นั่นคือมุมมองของเราว่าทำไมต้องเป็นเกษร เพราะเราก็ยังไม่เห็นห้างอื่นที่มีระดับใกล้เคียงกันในเวลานี้

art4d: คิดว่าถ้าจะเปิดสาขาใหม่จะออกแบบอย่างไร

KT: หาก PYONG Rehabilitation Group มีสาขาใหม่ ในทางหลักการออกแบบคงเป็น modern ที่มีกลิ่นอายของ old money แฝงอยู่ รวมถึงการใช้ geometric และเรื่องของวัสดุต่างๆ ที่นำมาตัดกันแบบฉึบฉับ แม้แต่ที่ PYONG Rehabilitation Penthouse ที่ดูเหมือนมีความชดช้อยในบางจุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นเรขาคณิตมากๆ ด้วยวัสดุที่เป็นไม้ โลหะ หรือกระจก

ซึ่งเป็นธีมนี้ก็เป็นที่โดดเด่นและเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์อยู่แล้ว ทำให้หากมีสาขาใหม่จริงๆ ก็คงคล้ายแบบนี้ แต่ก็ขึ้นกับธีมของการรักษาด้วยเช่นกัน เพราะหากเน้นการรักษาด้าน neuro เหมือน PYONG Rehabilitation Penthouse ก็คงต้องเน้นการออกแบบที่โปร่ง มีแสงธรรมชาติมากขึ้น ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของเรา แต่หากเป็นการรักษาในแนวอื่นก็ต้องปรับเปลี่ยนกันไป

pyongrehab.com
facebook.com/pyongrehab
facebook.com/pyongdoctor

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *