เมื่อสามสตูดิโอออกแบบไทยร่วมกันออกแบบ VMS Library ห้องสมุดที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย กลายเป็นพื้นที่แห่งสมาธิและการมีปฏิสัมพันธ์ในเวลาเดียวกัน
TEXT: XAROJ PHRAWONG
PHOTO: WEERAPON SINGNOI
(For English, press here)
‘ห้องสมุดคือคลังปัญญา บูชาด้วยแสงแห่งสมาธิ และบัดพลีด้วยความเงียบ’ คำกล่าวนี้ดูจะไม่เกินจริงสำหรับการนิยามห้องสมุดในศตวรรษที่ 20 ในขณะที่โลกยังไม่ซับซ้อนนัก ดังเช่นในกรณีศึกษาของสถาปัตยกรรมห้องสมุดในหลายๆ ที่ ซึ่งมักมีการแบ่งพื้นที่สืบค้นหนังสือออกจากกันด้วยแสงที่ไม่จัดนัก พอให้ผู้ใช้งานสามารถกวาดตาดูชื่อหนังสือที่ต้องการจากสันหนังสือ หลังจากได้หนังสือที่ต้องการแล้ว ผู้ใช้งานจึงค่อยเคลื่อนตัวไปยังพื้นที่นั่งอ่านหนังสือที่ออกแบบให้มีแสงสว่างมากขึ้น
ในขณะที่ศตวรรษที่ 21 โลกมีความซับซ้อนมากขึ้นจากพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไป การออกแบบห้องสมุดจึงจำเป็นต้องครอบคลุมเนื้อหาที่ร่วมสมัยมากกว่าเพียงแค่เรื่องของการอ่าน พร้อมคำถามที่สำคัญคือ building type แบบห้องสมุดกำลังจะตายหายไป หรือมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร

ตัวอย่างที่น่าสนใจในการตอบคำถามนี้อยู่ในห้องสมุดศาสตราจารย์ ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การออกแบบร่วมกันของ 3 สำนักงานออกแบบ Wire Knot Studios, Architect Nonsense และ JUNNARCHITECT โดยนักออกแบบได้นำเสนอการออกแบบด้วยการเข้าไปสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้ ทั้งนักศึกษา เจ้าหน้าที่ บรรณารักษ์ เพื่อนำมาสร้างแนวความคิดที่ใช้เป็นการแก้ปัญหาจากการออกแบบ โดยมีโจทย์หลักคือต้องตอบรับกับพฤติกรรมของผู้ใช้หลักที่เป็นนักศึกษา รวมถึงยังต้องส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับสถาปัตยกรรม

แนวคิดการจัดเรียงส่วนใช้สอยเป็นไปตามระดับเสียง เมื่อพิจารณาจากแปลน มีการแบ่งส่วนใช้สอยออกเป็น 3 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือทางเข้าที่มีการควบคุมการเข้า-ออก ผู้ออกแบบสร้างจุดเด่นกับทางเข้าด้วยผนังโค้งมน ไม่มีประตู เป็นช่องลึกชวนดึงดูดผู้ใช้งานให้เข้าไปภายในจากความต่างของห้องโดยรอบ จากนั้นจึงเข้าสู่ห้องสมุดที่ต้องผ่านส่วนบรรณารักษ์ ไปยังพื้นที่ห้องประชุมย่อย นั่งสนทนา ชั้นเอกสาร พื้นที่นี้ผู้ออกแบบเตรียมให้เป็นพื้นที่สามารถส่งเสียงจอแจได้เต็มที่ เป็นความก้ำกึ่งพื้นที่นัดพบ และ co-working space


ผ่านพื้นที่แรกมาเลี้ยวซ้ายจะพบกับส่วนที่ 2 ซึ่งภายในสเปซมีลักษณะโถงสูงแบบ double volume สามารถมองเชื่อมโยงได้ทั้งชั้น 1 และชั้นลอย ส่วนนี้รองรับกิจกรรมการอ่านพร้อมมีกิจกรรมที่ส่งเสียงเบาลง สามารถพูดคุยกันได้โดยไม่รบกวนผู้ใช้งานคนอื่นจนเกินไป มีหนังสือหลากหลายสาขาที่รองรับการเรียนทั้ง 8 สาขาวิชา พื้นที่ถูกออกแบบให้เป็นการอ่านแบบหลวมๆ สามารถเลือกอ่านหนังสือได้หลากหลาย เอื้อให้นักศึกษาทุกสาขาสามารถหยิบหนังสือต่างสาขามาอ่านได้ตามแนวคิดที่ต้องการบูรณาการการเรียนรู้ ให้นักศึกษาสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ (cognitive learning) พื้นที่การอ่านหลักคือการผสานพื้นที่นั่งอ่านเข้ากับบันไดโถงกลางเชื่อมชั้น 1 และชั้นลอย ด้วยการแทรกที่นั่งอ่านเข้ากับบันไดหน้ากว้าง ทำให้ผู้ใช้ตีความการนั่งของตัวเองเข้ากับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเลือกเป็นการอ่านที่นั่งบนขั้นบันไดขนาด 20×40 เซนติเมตร หรือนั่ง (นอน) กับเบาะที่เตรียมไว้

เมื่อเดินผ่านบันไดขึ้นมายังชั้นลอยมายังส่วนที่ 3 พื้นที่การอ่านเป็นห้องที่มีการปิดล้อมมิดชิดด้วยผนังกระจก ลดเสียงภายนอกมารบกวน อนุญาตเพียงแต่แสงเข้ามาได้ ส่วนนี้ถูกออกแบบให้เป็นห้องแห่งการอ่าน นักออกแบบแบ่งออกเป็น 3 ห้อง ห้องแรกเป็นการอ่านแบบปกติ ผู้ใช้นั่งบนเก้าอี้พร้อมโต๊ะ ในขณะที่ห้องที่ 2 เป็นการอ่านแบบตามสบาย เฟอร์นิเจอร์ที่เตรียมไว้เป็นเบาะเตี้ย มีพนักพิงแบบไม่ทางการ ผู้ใช้สามารถเลือกการอ่านได้ไม่ว่าเป็นการนั่งหรือนอน เพียงแต่มีความสงบกว่านั่งบันไดเอนกประสงค์ที่ชั้น 1

สิ่งที่นักออกแบบเสนอให้เกิดการเรียนรู้ข้ามสาขาคือการสร้างปฏิสัมพันธ์ เส้นทางสัญจรภายในห้องสมุดคือ สร้างเส้นทางสัญจรให้เป็นวงรอบ (loop) ผู้ใช้สามารถเดินผ่านทุกกิจกรรมโดยวนเวียนใช้ทุกส่วนการอ่านแล้วมาบรรจบที่จุดเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องย้อนเส้นทางเดิม

นอกจากประเด็นการสร้างพื้นที่สำหรับการตีความกิจกรรมใหม่ ผู้ออกแบบก็ได้ส่งเสริมการใช้สอยด้วยการใช้วัสดุ 3 ชนิดหลักที่สัมพันธ์กับกิจกรรมอีกด้วย

วัสดุแบบแรกคือแผ่นโลหะเหล็กรีดลอนที่กลายมาเป็นผนังภายใน โลหะกรุผิวแบบต่างๆ มาพร้อมกับคุณสมบัติความทึบ และถูกประยุกต์ใช้กับส่วนที่ต้องการแบ่งแยกชัดเจนหรือต้องการสมาธิสูง

วัสดุแบบที่ 2 คือ วัสดุโปร่งแสงและโปร่งใส ซึ่งถูกนำไปใช้กับพื้นที่ต้องการความเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อม เช่น กระจกใสถูกใช้ในพื้นที่ซึ่งต้องการเชื่อมโยงสายตา ในขณะที่วัสดุขุ่นโปร่งแสงถูกนำไปใช้ในพื้นที่ต้องการสมาธิแต่ยังต้องการดึงแสงให้เข้ามาภายใน

และวัสดุสุดท้ายที่ต้องการสื่อสารถึงความหนาหนักเป็นทางการนั้นคือคอนกรีต เมื่อมองในภาพรวม ห้องสมุดนี้มีความหลากหลายทางวัสดุมาก แต่ก็เพื่อการสื่อสารถึงนักศึกษาด้านการออกแบบให้คุ้นเคยกับวัสดุที่จะต้องเลือกใช้เมื่อเวลาที่กลายเป็นนักออกแบบในภายภาคหน้า สิ่งที่ผู้ออกแบบเสนอคือพื้นที่ให้เข้ามาเล่น ปรับเปลี่ยนรูปแบบการอ่าน ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของ GEN Z ให้ชวนเข้ามาใช้พื้นที่ พร้อมขบคิดถึงสิ่งที่อยู่รอบตัว

facebook.com/wireknotstudios
facebook.com/arch.nonsense
facebook.com/Junnarchitect







