SPEXTRUM

Photo: Ketsiree Wongwan

เปิดบทสนทนาของ ‘Sookyoung Kim’ ที่เล่าเส้นทางการเติบโตของ SPEXTRUM ผ่านประสบการณ์และคุณค่าทางอารมณ์ จากสตูดิโอผลิตภัณฑ์ในโซล สู่แบรนด์สหสาขาระดับโลก

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO COURTESY OF SPEXTRUM EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

วันที่เราได้เจอกับ ซุกยอง คิม (Sookyoung Kim) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) แห่ง SPEXTRUM ที่สำนักงาน art4d เธอได้เอาผลงานบางส่วนมาแสดงให้พวกเราดู มันมีทั้งกล่องทิชชูที่ถูกออกแบบให้งานในแนวตั้ง พร้อมลวดลายที่โดดเด่นและเปลี่ยนให้ปลายกระดาษทิชชูที่โผล่ออกมาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของงานออกแบบอย่างชาญฉลาด อีกชิ้นคือแจกันดอกไม้ที่มีรูปทรงคล้ายปฏิทินตั้งโต๊ะ ผู้ใช้สามารถพลิกหน้ากระดาษเพื่อเปลี่ยนฉากหลังของช่อดอกไม้ได้ตามต้องการ แม้แนวคิดของทั้งสองชิ้นจะแตกต่างกัน หากแต่ต่างก็ยึดโยงอยู่กับแก่นเดียวกัน พวกเขาเปลี่ยนสิ่งที่ดูธรรมดาที่สุดในบ้านให้กลายเป็นสิ่งที่ชวนดึงดูดใจ โดยดำรงอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างศิลปะและงานออกแบบที่ใช้งานได้ ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่าอยากมีผลงานเหล่านี้ติดไว้ที่บ้านสักชิ้นเหมือนกัน

Tissue Up Girl – Stella

SPEXTRUM คือสตูดิโอออกแบบสหสาขา (multi-disciplinary) จากกรุงโซล ซึ่งเริ่มต้นจากงานออกแบบผลิตภัณฑ์ ก่อนจะขยายขอบเขตสู่การออกแบบกราฟิก การออกแบบพื้นที่ Character IP การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และกลยุทธ์แบรนด์ ผลงานของพวกเขาได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล ตั้งแต่ยุโรป อเมริกาเหนือ ไปจนถึงตลาดบ้านเกิดอย่างเกาหลี ปัจจุบันผลงานของ SPEXTRUM ถูกจัดแสดงและวางจำหน่ายในร้านค้าชั้นนำมากมาย อาทิ MoMA, Centre Pompidou, Louis Vuitton Foundation ตลอดจนดีไซน์บูติกชั้นนำทั่วโลก ความสำเร็จระดับโลกนี้มิใช่เรื่องน่าแปลกใจ ด้วยภาษาการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีชั้นเชิงชาญฉลาด และสามารถแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  • Tray Paradise

art4d ได้ร่วมสนทนากับซุกยอง คิม เพื่อติดตามเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ จากสตูดิโอที่มุ่งเน้นงานผลิตภัณฑ์ สู่พลังสร้างสรรค์แบบสหสาขา ภายใต้ความเชื่อหลักที่ว่า ‘SPEXTRUM makes A Special Day.’ อันหมายความถึงพันธกิจที่มุ่งมอบประสบการณ์อันพิเศษและคุณค่าทางอารมณ์แก่ผู้คนทุกคน ไม่ว่าจะผ่านสื่อรูปแบบใดก็ตาม

Flip Vase

art4d: อยากชวนให้พาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ SPEXTRUM ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา มีหมุดหมายสำคัญอะไรบ้าง และหากจะนิยาม SPEXTRUM ว่าเป็นเอเจนซีออกแบบสหสาขา จะตรงกับตัวตนของคุณหรือไม่ หรือคุณมองตัวเองแตกต่างออกไปอย่างไร?

Sookyoung Kim: จริงๆ แล้ว SPEXTRUM เริ่มต้นจากการเป็นเอเจนซีออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นหลัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราค้นพบว่าสิ่งที่เราให้คุณค่ามากที่สุดคือ ‘ประสบการณ์’ และ ‘คุณค่าทางอารมณ์’ ไม่ว่าจะถ่ายทอดผ่านแนวทางแบบศิลปะหรือความคิดสร้างสรรค์ก็ตาม ความตระหนักนี้ทำให้เราขยายขอบเขตจากการออกแบบผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว สู่การพัฒนาเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีมิติหลากหลาย ขณะเดียวกันก็เติบโตเป็นเอเจนซีออกแบบสหสาขาที่ครอบคลุมตั้งแต่งานออกแบบภาพลักษณ์ (Visual Design) ออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ไปจนถึง ทรัพย์สินทางปัญญาประเภทตัวละคร (Character IP) และการออกแบบพื้นที่ (Spatial Design)

Photo: Ketsiree Wongwan

โครงสร้างของ SPEXTRUM แบ่งออกเป็นสองเสาหลัก ส่วนแรกคือแบรนด์ภายในองค์กรที่ทำหน้าที่วางแผน พัฒนา และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตนเอง อีกส่วนคือครีเอทีฟเอเจนซีที่ทำงานร่วมกับบริษัทต่างๆ เพื่อร่วมสร้างสรรค์กลยุทธ์แบรนด์ งานออกแบบ และคอนเทนต์ เรานำประสบการณ์ทางการตลาดและความเข้าใจเชิงอารมณ์ที่ได้จากการบริหารแบรนด์ของตัวเอง มาต่อยอดสู่การทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ในฐานะพาร์ตเนอร์ด้านการออกแบบที่ทั้งปฏิบัติได้จริงและตั้งอยู่บนความเป็นจริงของตลาด

โดยแก่นแท้แล้ว SPEXTRUM คือแบรนด์ที่มุ่งเติมเต็มชีวิตประจำวันของผู้คนด้วยแรงบันดาลใจและคุณค่าทางอารมณ์ในหลากหลายรูปแบบ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำหลายสิ่งหลายอย่างมาก (หัวเราะ)

art4d: ชื่อ ‘SPEXTRUM’ มีที่มาอย่างไร?

SK: ชื่อ ‘SPEXTRUM’ เองมีความหมายที่ลึกซึ้ง เป็นการผสานกันของคำสองคำคือ ‘spectrum’ และ ‘experience’ คำว่า ‘spectrum’ สะท้อนความตั้งใจของเราที่จะนำเสนองานออกแบบผ่านแนวทางอันหลากหลาย เปรียบเสมือนเฉดแสงที่แตกต่างกันมากมาย ขณะเดียวกัน เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ ‘experience’ หรือประสบการณ์ของผู้ใช้งานและลูกค้า

นอกจากนี้ ตัวอักษร ‘X’ ในชื่อยังสื่อถึงความมุ่งมั่นที่จะก้าวออกนอกกรอบ มันแทนความพร้อมของเราในการสำรวจความหลากหลายอันกว้างใหญ่ของโลกการออกแบบ และเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่งในทุกทิศทาง

Photo: Ketsiree Wongwan

art4d: ปรัชญาของคุณระบุว่า ‘SPEXTRUM makes A Special Day.’ อยากให้ช่วยอธิบายความหมายของประโยคนี้ให้ฟังหน่อย

SK: เราเชื่อว่าในทุกวันของชีวิตล้วนมีความหมายบางอย่างเสมอ ความเชื่อนี้นำไปสู่วิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์งานออกแบบที่ก่อให้เกิดความประทับใจและรังสรรค์ประสบการณ์ เพื่อเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นวันที่พิเศษ โดยทั่วไปแล้ว เราชอบที่จะมอบเรื่องราวให้กับสิ่งของที่ผู้คนอาจมองข้ามในกิจวัตรประจำวัน เพื่อเติมเต็มชีวิตประจำวันของลูกค้าด้วยลูกเล่นเชิงสร้างสรรค์ในหลากหลายมิติ และสอดแทรกคุณค่าทางศิลปะเข้าไปในไลฟ์สไตล์ทั้งหมดของพวกเขา แนวคิดนี้เราเรียกว่า ‘ACCENT ON LIFE.’

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโปรเจกต์ ‘Tissue-Up’ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการหยิบของใช้ในบ้านที่คุ้นเคยอย่างกล่องทิชชูมาคิดใหม่ เมื่อมองมันผ่านเลนส์ใหม่ เราได้แปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นรูปทรงที่โดดเด่น เติมชีวิตชีวาและคุณค่าที่เหนือความคาดหมายให้กับของจำเป็นในชีวิตประจำวันชิ้นหนึ่ง

Tissue Up Girl – Coco

art4d: กระบวนการออกแบบโดยทั่วไปของ SPEXTRUM มีลักษณะอย่างไร?

SK: กระบวนการของเราดำเนินไปตามลำดับของ การตั้งคำถาม การค้นพบ การวางกลยุทธ์ การเชื่อมโยง และการออกแบบ ในช่วงการตั้งคำถามและการค้นหา เราพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดพฤติกรรมบางอย่างจึงเกิดขึ้น และคุณค่าใดที่ซ่อนอยู่ภายในพฤติกรรมเหล่านั้นที่เราต้องหาให้เจอ ผ่านการวิจัยผู้ใช้และการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด คุณค่าที่ค้นพบจะถูกนำมาตีความใหม่ในแบบเฉพาะของเรา เพื่อนำไปสู่การกำหนดกลยุทธ์และแนวคิด ก่อนจะเชื่อมต่อไปสู่การพัฒนาภาษาภาพและงานออกแบบในขั้นตอนถัดไป

โดยพื้นฐานแล้ว เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับภาพรวมเชิงกลยุทธ์ หัวใจของทุกสิ่งที่เราทำคือ ‘การเล่าเรื่อง’ ซึ่งถือเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด เราใช้เวลาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของกระบวนการทั้งหมดไปกับช่วงการวางแผน

art4d: SPEXTRUM มีผลงานร่วมงานกับทั้งแบรนด์ท้องถิ่นและระดับโลกอย่างโดดเด่น (เช่น LG, Hansol, IG, FB, Coca-Cola ฯลฯ) คุณมีแนวทางอย่างไรในการทำงานร่วมกัน เพื่อให้อัตลักษณ์ของ SPEXTRUM ยังคงชัดเจน ขณะเดียวกันก็สามารถตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละแบรนด์ได้?

SK: ก่อนจะพูดถึงแนวทางการทำงาน ฉันอยากขอบคุณทุกแบรนด์ที่เลือกทำงานกับเรา เราซาบซึ้งในทุกโอกาสที่ได้รับ พูดตามตรง การรักษาอัตลักษณ์เฉพาะของ SPEXTRUM ไปพร้อมกับการสร้างสรรค์งานที่สอดคล้องกับแบรนด์ขององค์กรอื่น ไม่ใช่เรื่องง่าย เราใคร่ครวญอยู่เสมอว่าจะรักษาปรัชญาและแก่นของแบรนด์ลูกค้าไว้อย่างครบถ้วนได้อย่างไร ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดผลลัพธ์ผ่านการตีความในแบบของ SPEXTRUM ในทุกโครงการ

Coca Cola Smart Spinner

Coca Cola Smart Spinner

เรามักเริ่มต้นด้วยการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของแบรนด์อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าเอกลักษณ์ของ SPEXTRUM จะไม่โดดเด่นจนกลบตัวตนของลูกค้า เมื่อเรามองเห็นแก่นแท้แล้ว จึงค่อยนำแนวทางเฉพาะของเราเข้าไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นธรรมชาติ ท้ายที่สุด บริษัทต่างๆ เลือกทำงานกับเรา เพราะพวกเขาถูกดึงดูดด้วยวิธีการตีความที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา และปรัชญาการออกแบบที่สะท้อนออกมาในผลงานของเรา

  • Hansol Paper x SPEXTRUM

art4d: หากให้คุณอธิบาย SPEXTRUM ด้วยคำเพียงคำเดียว คุณจะเลือกคำว่าอะไร?

SK: ขอเป็นสองคำแทนได้ไหม (หัวเราะ) คงเป็น ‘ความคิดสร้างสรรค์’ และ ‘ชีวิตประจำวัน’

art4d: เราเห็นว่าคุณได้ขยายไปสู่แบรนด์ย่อยต่างๆ เช่น Zoopiter, Pause & Break และ Three Four กลยุทธ์เบื้องหลังการสร้างแบรนด์เหล่านี้คืออะไร และอัตลักษณ์กับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์แตกต่างจาก SPEXTRUM อย่างไร?

SK: ทุกอย่างเริ่มต้นจากการตระหนักว่า ข้อความและเรื่องราวที่เราอยากสื่อสารนั้นมีความหลากหลาย นี่จึงเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์ย่อยต่างๆ ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างมีอัตลักษณ์เฉพาะของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ แม้เราจะเริ่มต้นจากการเป็นสตูดิโอออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่วันนี้เราได้พัฒนาเป็นแบรนด์ที่ออกแบบ ‘อารมณ์’ และ ‘ประสบการณ์’ ครอบคลุมวิถีชีวิตที่หลากหลาย

SPEXTRUM OBJET: เริ่มจากแบรนด์หลักของเรา ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เติมสัมผัสพิเศษให้กับชีวิตประจำวันผ่านวัตถุสิ่งของ อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้

ThreeFour

ThreeFour

Threefour: นี่คือ ตัวละครแบบ character IP ที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่า โดยมุ่งเน้นสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน งานออกแบบของแบรนด์นี้มุ่งสร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงวัตถุ ภายใต้บรรยากาศของความอบอุ่น ความเชื่อมโยง และความสบายใจ แบรนด์ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาก่อรูปของความสัมพันธ์ และสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่แสวงหาความสอดคล้องทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ของตน

pause & break

Pause & Break: แบรนด์นี้หันมาให้ความสำคัญกับนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานที่มักแบกรับแรงกดดันและความรับผิดชอบ แทนที่จะไล่ตามกระแสที่ฉาบฉวยหรือความคาดหวังทางสังคม เราชวนให้ผู้คนหยุดพัก หายใจ และดูแลตัวเองท่ามกลางจังหวะชีวิตประจำวัน

ZOOPITER

Zoopiter: ในอีกด้านหนึ่ง Zoopiter คือแบรนด์ที่สร้างวัตถุศิลปะของเรา ซึ่งมีพลังงานที่เบาสบายและขี้เล่นมากกว่า หน้าที่ของมันคือการทำให้เราสามารถขยับขยายจิตวิญญาณแห่งการทดลองและความยืดหยุ่นทางความคิดสร้างสรรค์ของ SPEXTRUM ออกไปได้ไกลกว่าเดิม

ท้ายที่สุด แม้แต่ละซับแบรนด์จะมีเป้าหมายและภาษาการแสดงออกที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต่างยึดโยงกับปรัชญาหลักของ SPEXTRUM นั่นคือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตประจำวันอบอุ่นและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

art4d: ปัจจุบันทีมของ SPEXTRUM มีกี่คน และมีโครงสร้างองค์กรอย่างไร วัฒนธรรมการทำงานของที่นี่มีลักษณะอย่างไร?

SK: ตอนนี้ SPEXTRUM มีนักออกแบบ 8 คน ทีมธุรกิจ 4 คนที่ดูแลด้านการตลาดและการดำเนินงาน ทีม production 3 คนที่รับผิดชอบการจัดการผลิตภัณฑ์ของ SPEXTRUM และอีก 2 คนในฝ่ายบริหาร เฉพาะในทีมออกแบบเรายังแบ่งย่อยออกเป็นฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฝ่ายออกแบบภาพลักษณ์ และฝ่ายพัฒนา ตัวละคร (character IP) และคอนเทนต์

แม้สมาชิกในทีมจะมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ทุกคนล้วนเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ข้อได้เปรียบของความหลากหลายนี้จะเห็นได้ชัดในช่วงการระดมความคิด เมื่อมุมมองที่แตกต่างกันมาปะทะกัน มักก่อให้เกิดไอเดียที่คาดไม่ถึง และเป็นกระบวนการทำงานที่สนุกสุดๆ

ZOOPITER

art4d: อะไรคือเคล็ดลับเบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมดนี้?

SK: ฉันคงต้องเอ่ยถึง CEO ของเรา Tsunho Wang เป็นพิเศษ เพราะครั้งหนึ่งฉันก็เคยถามเขาด้วยคำถามเดียวกันนี้ (หัวเราะ) เขาเล่าให้ฟังถึงกิจวัตรประจำวันอันน่าทึ่งของตัวเอง ตั้งแต่อายุยังน้อย ทุกวันเขาจะนั่งลงพร้อมสมุดบันทึก และบังคับตัวเองให้จดไอเดียที่เป็นไปได้ 50 ข้อ หากยังทำไม่ครบ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองเข้านอน

หลายคนบอกว่าความคิดสร้างสรรค์คือพรสวรรค์ ฉันคิดว่าอาจจะใช่บางส่วน แต่ไอเดียที่ยอดเยี่ยมจำนวนมากเกิดจากความหมกมุ่นและความสม่ำเสมอเช่นกัน

Neve

art4d: ‘Tissue-Up’ ซึ่งผมมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ เกิดขึ้นจากกองไอเดียเหล่านั้นหรือไม่?

SK: จริงๆ แล้วมันเริ่มต้นจากการเป็นผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลว (หัวเราะ) ตอนเราเปิดตัวครั้งแรกในปี 2014 มันมีเพียงสองเฉดสี และแทบไม่ได้รับความสนใจเลย ในปี 2018 เรานำมันไปร่วมแสดงในงาน NY NOW ที่นิวยอร์ก ตัว ‘Tissue Up Girl’ กลับถูกหัวเราะเยาะ บางคนถึงกับบอกว่าเป็นไอเดียที่ออกจะดูติ๊งต๊อง พอถึงฤดูหนาวปีนั้น เราก็เริ่มวางแผนจะยุติการผลิตแล้ว

แต่เมื่อฉันนำมันกลับไปให้พ่อแม่และเพื่อนๆ ดู ทุกคนกลับยืนยันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีมาก กำลังใจเหล่านั้นทำให้ฉันกล้าเสนอเพิ่มอีกสามสีจากสองสีเดิม ตอนแรก CEO มองว่าเป็นความคิดที่ไร้สาระ แต่เขาก็ยังเชื่อในศักยภาพของมันอยู่ลึกๆ เราจึงตัดสินใจเสี่ยงผลิตเพิ่มเติมในปี 2019 พร้อมดีไซน์ IP ทั้งหมดห้าแบบ

ท้ายที่สุด การตัดสินใจครั้งนั้นพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง นับแต่นั้น SPEXTRUM ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และวันนี้ ‘Tissue-Up’ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหมวดหมู่ใหม่ของกล่องทิชชู

art4d: ในบรรดาโปรเจกต์ทั้งหมดที่คุณเปิดตัวตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชิ้นไหนที่คุณภูมิใจมากที่สุด?

SK: ตอนที่ฉันถามคำถามนี้กับ CEO ของเรา Tsunho Wang เขาชี้ไปที่ ‘Leaf Tie’ ซึ่งเขาออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2009 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นล้วนมาพร้อมสายไฟ แม้ตัวอุปกรณ์จะถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน แต่สายไฟกลับมักถูกมองเป็นส่วนเกินที่ดูระเกะระกะ ทว่าเขามองมันต่างออกไป สำหรับเขา สายไฟที่เสียบอยู่กับผนังเปรียบเหมือนรากที่หล่อเลี้ยงชีวิตของอุปกรณ์ ส่วนสายที่พันกันยุ่งเหยิงก็ดูคล้ายลำต้นของต้นไม้ เขาจึงตั้งคำถามว่า ‘จะดีแค่ไหน หากมีต้นอ่อนแตกยอดออกมาจากลำต้นเหล่านั้น’ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้

Leaf Tie

ด้วยการออกแบบที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม ‘Leaf Tie’ จึงกลายเป็นสินค้าขายดีตลอดกาลของ SPEXTRUM ทั้งในช่องทางหน้าร้านและออนไลน์ยาวนานเกือบ 18 ปี แม้ลูกค้าที่เคยซื้อไปแล้วก็ยังกลับมาซื้อซ้ำอยู่เสมอ จะกล่าวได้ว่า ‘Leaf Tie’ คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ SPEXTRUM ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างแท้จริง

Leaf Tie

art4d: ผลิตภัณฑ์ของคุณถูกจัดแสดงและวางจำหน่ายในพื้นที่ค้าปลีกและผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก ความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละตลาดมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง (เช่น เกาหลี ยุโรป หรืออเมริกาเหนือ) ?

SK: SPEXTRUM ให้ความสำคัญกับความรู้สึกที่ผลิตภัณฑ์มอบให้ มากกว่าหน้าที่การใช้งานเพียงอย่างเดียว แม้ผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาคจะมีรสนิยมแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือคุณค่าทางอารมณ์

ตลาดเกาหลีมีลักษณะเด่นที่ตอบสนองต่อเทรนด์อย่างรวดเร็ว และมีความอยากรู้อยากเห็นต่อภาพลักษณ์ใหม่ๆ ที่สร้างกระแสได้ดี ในทางตรงกันข้าม ตลาดยุโรปให้ความสำคัญกับปรัชญาของแบรนด์และความยั่งยืน เลือกผลิตภัณฑ์ในฐานะส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ระยะยาว มากกว่าการไล่ตามกระแสที่ฉาบฉวย ส่วนตลาดอเมริกาเหนือมีลักษณะผสมผสานระหว่างสองแนวโน้มนี้ คือเปิดรับอารมณ์ขันและความแปลกใหม่อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ให้คุณค่ากับการเล่าเรื่องของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง

แม้บริบททางวัฒนธรรมจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทุกภูมิภาคเข้าด้วยกันคือความปรารถนาต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่วัตถุชิ้นหนึ่งสามารถมอบให้ เราจะยังคงขยายการเติบโตในระดับสากล โดยเคารพบริบทเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการยืนหยัดในพันธกิจหลักของเรา คือการเติมช่วงเวลาเล็กๆ ที่พิเศษให้กับชีวิตประจำวัน

Leaf Tie

art4d: อยากให้คุณช่วยเล่าถึงเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวของ SPEXTRUM สักหน่อยได้ไหม และในอีก 5 ถึง 10 ปีข้างหน้า คุณมองเห็นทิศทางของแบรนด์ไว้อย่างไร?

SK: ในระยะสั้น เป้าหมายของเราคือการเสริมความแข็งแกร่งและพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงแบรนด์ IP ที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เราอยากทำให้ทุกอย่างมีความมั่นคงและผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบก่อน มากกว่าจะเร่งเพิ่มสินค้าใหม่ๆ เพื่อให้สามารถทุ่มเทสมาธิและพลังทั้งหมดไปกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ได้อย่างแท้จริง

มองไปข้างหน้าในระยะยาว เป้าหมายของเราคือการขยายขอบเขตการทำงาน ด้วยการนำเสนองานออกแบบที่เติมเต็มมิติทางอารมณ์และประสบการณ์ของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะผ่านวัตถุสิ่งของ ตัวละคร character IP การออกแบบพื้นที่ หรือคอนเทนต์ดิจิทัล เราต้องการเข้าถึงและสร้างผลกระทบต่อผู้คนให้ได้มากที่สุด เรายังตั้งตารอการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์สร้างสรรค์ระดับโลกที่มีความเชื่อร่วมกันในเรื่องการรังสรรค์ประสบการณ์ของมนุษย์ผ่านการออกแบบ

ที่สำคัญที่สุด SPEXTRUM จะยังคงเดินหน้าค้นหาวิธีทำให้ทุกวันรู้สึกพิเศษ แทนที่จะมุ่งเสนอคำตอบที่ตายตัว เราเลือกที่จะเปิดรับและสำรวจความหลากหลายอันกว้างใหญ่ของโลกการออกแบบต่อไป

Photo: Ketsiree Wongwan

spextrum.net