PING HUNG CHUNG

Photo: Kita Thapanaphannitikul

สำรวจอนาคตของวงการดีไซน์ ผ่าน ‘Design Next’ อันเป็นแนวคิดหลักของงาน Taiwan Design Week 2025 กับ curator หลัก Ping Hung Chung จาก archicake

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO CREDIT AS NOTED

(For English, press  here)

ปี 2025 ถือเป็นปีที่หมุดหมายด้านการออกแบบของโลกพุ่งเป้ามาที่ไต้หวัน เพราะนอกจากงาน Taiwan Design Week (TDW) ที่ได้จัดขึ้นติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 แล้ว ไต้หวันยังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน IASDR 2025 (International Association of Societies of Design Research) หนึ่งในการประชุมวิชาการด้านการวิจัยการออกแบบที่ทรงอิทธิพลที่สุดในระดับสากล การโคจรมาพบกันของทั้งสองงานใหญ่ได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญ โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงทิศทางใหม่ของโลกผ่านธีมหลักอย่าง ‘Design Next’

Photo: Kita Thapanaphannitikul

Photo courtesy of Taiwan Design Week 2025

ในโลกของการออกแบบที่หมุนไปอย่างรวดเร็วบนความไม่แน่นอนที่ก่อหวอดขึ้นทุกวัน คำถามว่า ‘อนาคตของดีไซน์จะเป็นอย่างไร?’ นั้นเกิดขึ้นอยู่เสมอบนกรอบเวลาที่แคบลงเรื่อยๆ ความเร่งทางสังคมที่เกิดขึ้นไม่ได้ขี้ชวนให้เราคิดถึงอนาคตของงานออกแบบในหลักทศวรรษ หรือหลักปี อีกต่อไป แต่อาจหมายถึงวันพรุ่งนี้ที่เราตื่นมาแล้วค้นพบว่าโลกที่เราอยู่นั้นกลับเปลี่ยนแปลงไปจนเราแทบไม่รู้จัก

  • Photo courtesy of Taiwan Design Week 2025

สำหรับ Ping Hung Chung ผู้เป็น curator หลักของ Taiwan Design Week ในปี 2025 ที่ผ่านมานั้น  คำตอบของการดำรงอยู่บนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่เกิดขึ้นนั้นอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนความพยายามในการพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป อาจไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัย หรือเทรนด์ที่กำลังมาแรงในขณะนั้น หากแต่ตั้งอยู่บน ‘การเลือก’ คุณค่าที่เราอยากจะส่งต่อให้สังคม

แล้วคุณค่าแบบไหนที่เราควรมอบให้กับสังคม art4d พาไปสำรวจคำตอบนี้ด้วยกันผ่านบทสนทนากับ Ping Hung Chung ผู้ก่อตั้ง archicake สตูดิโอออกแบบสหสาขาวิชาชีพจากไต้หวันซึ่งมารับบทเป็น curator หลัก ใน Taiwan Design Week 2025 ภายใต้แนวคิด ‘Design Next’ ที่ซึ่งตัวนิทรรศการได้นำเสนอมุมมองการเปลี่ยนผ่านของกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่ฉายให้เห็นภาพของวิวัฒนาการของงานออกแบบตั้งแต่ยุคที่เอาวัตถุเป็นศูนย์กลาง (Artifact-centric) สู่ยุคที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centric) จนถึงปัจจุบันที่ความซับซ้อนและความไร้ระเบียบนั้นไม่อาจหาคำตอบได้ด้วยโครงสร้างที่ตายตัว หากแต่ดำรงอยู่บน ‘สภาวะรวมตัว (Assemblage)’ ที่เกี่ยวเนื่องมายังงานออกแบบโดยตรง บทสนทนานี้ยังพาเราสำรวจบทบาทของงานออกแบบที่มีต่อสังคม นำไปสู่ประเด็นเรื่องการเมืองของงานออกแบบ ความเป็นสาธารณะ ความรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อม บทข้อเท็จจริงที่ว่า งานออกแบบนั้นมีส่วนร่วมในการรับใช้ ‘ใครบางคน’ อยู่เสมอ

‘โลกของการออกแบบถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามง่ายๆ เพียงคำถามเดียวมาตลอด นั่นคือ ‘เราต้องการอนาคตแบบไหน?’ และแม้ว่าเราอาจทำนายสิ่งที่กำลังจะมาถึงไม่ได้ทั้งหมด แต่เราเลือกที่จะคิดถึงมันได้ไปพร้อมๆ กับคนอื่นรอบตัวเรา ตั้งแต่วันนี้’

หากฌ็อง-โปล ซาร์ตบอกว่า ‘มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ’ (Man is condemned to be free) ประโยคข้างต้นจาก Ping Hung Chung เองก็ราวกับเป็นการเชื้อเชิญให้นักออกแบบในฐานะผู้มีส่วนหยิบยื่นคุณค่าทางสังคมได้ทบทวนอนาคตอันเป็นผลลัพท์ของ ‘การเลือก’ นั้นอย่างถี่ถ้วน บนกรอบคิดที่ว่าความคิดสร้างสรรค์และเสรีภาพเองนั้นก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบอยู่เสมอ และความรับผิดชอบนั้นเองก็ย่อมมีปลายทางที่หนีไม่พ้นเจตจำนงร่วมของทุกคนในสังคม

art4d: ช่วยแนะนำตัวเองให้ผู้อ่านของ art4d รู้จักหน่อยได้ไหมว่า archicake คืออะไร และเป้าหมายสูงสุดของสตูดิโอคืออะไร?

Ping Hung Chung: เราเป็นทีมออกแบบสหสาขาวิชาชีพที่ตั้งอยู่ในไทเป ไต้หวัน งานหลักของเรามุ่งเน้นไปที่การออกแบบนิทรรศการพิพิธภัณฑ์และการทำงานภัณฑารักษ์เชิงวัฒนธรรม รวมถึงรับทำงานด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบพื้นที่บางโครงการที่เราอยากทำ

Photo courtesy of Taiwan Design Week 2025

ชื่อ ‘archicake’ ของเรามาจากการผสมกันระหว่างคำว่า ‘architecture’ และ ‘cake’ ซึ่งรวมเอาคุณลักษณะของทั้งสองสิ่งไว้ด้วยกัน และนั่นก็คือสมดุลแบบเดียวกับที่เราพยายามมองหาในการทำงาน นั่นคือความมั่นคงแต่ก็อ่อนโยน ความเป็นเหตุเป็นผลแต่ก็เปี่ยมด้วยอารมณ์

สำหรับเรา การทำงานภัณฑารักษ์เป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสารกับสังคม เป็นการแบ่งปันแนวคิดและสื่อสารคุณค่า เริ่มต้นจากเกาะไต้หวันบ้านเกิดของเราเอง เราหวังว่าจะสามารถเชื่อมโยงกับโลกกว้าง และแบ่งปันคุณค่าที่เราเชื่อให้แพร่หลายออกไป

art4d: ช่วยอธิบายแนวคิด ‘Design Next’ ตามที่ IASDR ให้นิยามไว้ได้ไหม คุณตีความแนวคิดนี้อย่างไร และทำไมมันจึงสำคัญ?

PHC: ‘Design Next’ ว่าด้วยเรื่องของอนาคต ‘อนาคต’ ที่พูดถึงในที่นี้คืออนาคตที่เราสามารถเข้าถึงได้ เมื่อเราต้องเผชิญกับอนาคตนั้น เราต้องมีพลังในการเลือก หากเราไม่มีอำนาจเช่นนั้น ประเด็นนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องของประชาธิปไตยทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลักของการสนทนาในที่นี้ สิ่งที่เรากำลังพูดถึงคือ อนาคตที่ภายใต้เงื่อนไขของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ที่เรายังมีศักยภาพในการเลือกอยู่

ในโลกที่ทรัพยากร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบุคลากรเป็นสิ่งที่เราสามารถแบ่งปันข้ามพรมแดนได้ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ทุกสิ่งสามารถแลกเปลี่ยนและร่วมสร้างสรรค์กันเช่นนี้ นักออกแบบจึงกลายเป็นทั้งผู้บูรณาการและตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดอนาคตและขับเคลื่อนคุณค่า ผ่านการใช้การออกแบบเพื่อสร้างวิถีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่า ‘Design Next’ โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้เกี่ยวกับการคาดการณ์อนาคต หากแต่เป็นการเลือกคุณค่าที่เราอยากทำให้เกิดขึ้นจริง

Photo: Kita Thapanaphannitikul

art4d:  สำหรับ Taiwan Design Week 2025 คุณได้เชิญชวนให้ผู้เข้าชมสำรวจแนวคิดเรื่อง การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ผ่านพัฒนาการของการออกแบบสามช่วง ได้แก่ ยุคที่เอาวัตถุเป็นศูนย์กลาง (artifact-centric) ยุคที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (human-centric) และยุคที่ให้ความสำคัญกับมนุษยชาติ (humanity-centric) คุณมองวิวัฒนาการของงานออกแบบจากอดีตมาถึงปัจจุบันอย่างไร และคิดว่าโลกของการออกแบบกำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อจากนี้?

PHC: การออกแบบนั้นเกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของผู้คนมาโดยตลอด ในช่วงแรกที่การออกแบบมีวัตถุเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของเรายังมีข้อจำกัด สิ่งที่เราให้ความสำคัญส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องอย่างการรักษามาตรฐานคุณภาพให้คงที่ และการทำให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงถัดมา เราก็เริ่มให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสิ่งของอย่างจริงจัง

Photo: Kita Thapanaphannitikul

เมื่อเวลาผ่านไป และเราคุ้นเคยกับระบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น รวมถึงมีมุมมองที่กว้างขึ้น เราก็เริ่มตระหนักถึงสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือ หากต้องการรับมือกับความท้าทายของโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโลกาภิวัตน์ ชีวิตสมัยใหม่ หรือปัญหาซับซ้อนต่างๆ ที่มาพร้อมกัน เราจำเป็นต้องคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น ต้องมองภาพรวมที่กว้างขึ้น และทำงานข้ามศาสตร์หรือข้ามสาขาวิชา

แม้ว่าสิ่งนี้อาจฟังดูเหมือนเป็น ‘วิวัฒนาการ’ ตามธรรมชาติของการออกแบบ แต่สำหรับผม การออกแบบนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามง่ายๆ เพียงข้อเดียวมาโดยตลอด นั่นคือ เราต้องการอนาคตแบบไหน? แม้ว่าเราจะไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ แต่เราสามารถเลือกที่จะเริ่มคิดถึงมันตั้งแต่ตอนนี้ ร่วมกับผู้คนในสังคม และพูดคุยกันว่า โลกแบบใดคือโลกที่เราอยากสร้างขึ้น เมื่อภาพนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นในความคิดของเรา การออกแบบก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตามมาโดยธรรมชาติ

  • Photo: Kita Thapanaphannitikul

art4d: ช่วยเล่าถึงกระบวนการทำงานภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้เพิ่มเติมได้ไหม คุณใช้วิธีคัดเลือกโครงการต่างๆ อย่างไรเพื่อสะท้อนแนวคิดของนิทรรศการ?

PHC: สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากกว่าคือคำถามว่างานออกแบบนั้นมีความเป็นสาธารณะ (publicness) อยู่มากน้อยเพียงใด ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่อง ‘การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการออกแบบ’ ที่นิทรรศการนี้นำเสนอ ผมหวังว่างานที่ได้รับการคัดเลือกจะสะท้อนวิธีคิดที่ครอบคลุมทั้งแนวทางที่เน้นวัตถุเป็นศูนย์กลาง แนวทางที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และแนวทางที่เน้นสภาวะรวมตัว (assemblage-centered) โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับมุมมองแบบ assemblage-centered เป็นหลัก

Photo: Kita Thapanaphannitikul

  • Photo: Kita Thapanaphannitikul

art4d: เราสังเกตว่ามีการใช้วัสดุอุตสาหกรรมอย่างโครงอะลูมิเนียม รวมถึงการวางผังพื้นที่แบบห้องที่เรียงต่อเนื่องกัน อะไรคือแนวคิดหลักเบื้องหลังการออกแบบพื้นที่นิทรรศการนี้?

PHC: โครงอะลูมิเนียมเหล่านี้เป็นองค์ประกอบโครงสร้างที่ใช้กันทั่วไปสำหรับทำผนังกั้นภายในอาคาร เรียกได้ว่าแทบทุกอาคารก็มีใช้กันทั้งนั้น ปกติแล้วเรามักไม่เห็นมัน เพราะมักถูกปิดทับด้วยแผ่นวัสดุกรุผิวภายนอก ในงานนิทรรศการนี้ เราเพียงยึดโครงเหล่านี้ไว้แบบหลวมๆ เพื่อไม่ให้ความแข็งแรงของโครงสร้างถูกลดทอนลง หลังจบงาน โครงเหล่านี้ก็ยังสามารถนำกลับไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องทิ้ง

วัสดุที่ใช้ในงานนิทรรศการมักถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ เพราะส่วนใหญ่มักถูกใช้เพียงครั้งเดียวแล้วก็ถูกทิ้ง ทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้นมาก แต่อย่างไรก็ตาม การเข้าชมนิทรรศการก็ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่เราจะสื่อสารแนวคิดต่างๆ ในสังคมปัจจุบัน เราคงไม่ปฏิเสธการจัดนิทรรศการเพียงเพราะมันอาจก่อให้เกิดของเสีย ด้วยเหตุนี้ ผมจึงพยายามเลือกใช้วัสดุและวิธีการที่สามารถใช้งานได้ยาวนานและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เพื่อยืดอายุการใช้งานของมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

  • Photo courtesy of Taiwan Design Week 2025

art4d: ในช่วงท้ายของนิทรรศการมีโซนหนึ่งชื่อว่า ‘Value Spectrum’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ชมร่วมลงคะแนนแสดงจุดยืนและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงสาธารณะ ทำไมคุณจึงตัดสินใจนำมิติทางการเมืองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ และเพราะเหตุใดเราจึงควรพิจารณาประเด็นนี้ในภูมิทัศน์ของการออกแบบ?

PHC: การออกแบบนั้นมักมีใครบางคนที่มันถูกกำหนดให้รับใช้เสมอ บางครั้งอาจเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ในสังคม บางครั้งก็อาจเป็นคนส่วนใหญ่ และผลลัพธ์ก็ไม่ได้เป็นไปในทางบวกเสมอไป การออกแบบอาจสร้างการกีดกัน หรือผลักบางคนออกไปจากพื้นที่ก็ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อการออกแบบเกี่ยวข้องกับผู้คน มันก็ย่อมเชื่อมโยงกับการเมือง

Photo courtesy of Taiwan Design Week 2025

การเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับการเอาชีวิตรอดของเราเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่เราใช้ชีวิตด้วย และคำว่า ‘การอยู่รอดและการใช้ชีวิต’ นี้ไม่ใช่หรือที่เป็นสิ่งที่นักออกแบบขบคิดกันในระดับลึกที่สุด

จุดตั้งต้นสำคัญอย่างหนึ่งของการออกแบบที่ดี คือการทำความเข้าใจสังคม เข้าใจว่าผู้คนให้ความสำคัญกับอะไร และอะไรที่ยังขาดหายไป ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นักออกแบบจะให้ความสนใจกับการเมืองด้วยเช่นกัน

ไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตย และในการเลือกตั้งเราจะใช้ตราประทับลักษณะคล้ายปากกาเพื่อทำเครื่องหมายลงบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อระบุตัวเลือกของผู้ลงคะแนน ในนิทรรศการนี้ เราเชิญชวนให้ผู้เข้าชมใช้ตราประทับแบบเดียวกันเพื่อแสดงความคิดเห็นของตนเอง โดยเลือกว่าตนเอนเอียงไปทางคุณค่าแบบใดจากคำถามที่เราเตรียมไว้ล่วงหน้า บัตรลงคะแนนนี้ทำงานเสมือนเป็นสเปกตรัมของคุณค่า ซึ่งมีทั้งแนวคิดที่เอนซ้ายมากกว่า และแนวทางที่เอนขวา สิ่งที่น่าสนุกคือผมอยากใช้ตราประทับเลือกตั้งแบบไต้หวันเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ ‘ประชาธิปไตยแบบไต้หวัน’ อย่างแท้จริง

Photo: Kita Thapanaphannitikul

art4d: จาก 27 โครงการของ 31 ทีมออกแบบ มีโครงการไหนที่เป็นโครงการโปรดของคุณบ้างไหม และเพราะอะไร?

PHC: โครงการที่ผมชอบที่สุดคือ ‘Design Movement for Public’ ของ TDRI ผมคิดว่โครงการนี้สามารถยกระดับคุณภาพโดยรวมของสังคมได้ในหลายมิติ และสิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตประจำวันของผู้คน สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อผู้คนอย่างมาก และเราไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้

วิธีที่พื้นที่หนึ่งถูกออกแบบขึ้น รวมถึงพฤติกรรมที่มันกระตุ้นให้เกิดขึ้น สามารถหล่อหลอมวิธีคิดของเราได้ ผ่าน “อุปมา” บางอย่างที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่การรับรู้ของเราโดยไม่รู้ตัว พื้นที่สาธารณะที่ดีจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่ดูสวยงามเท่านั้น แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างเป็นธรรมชาติ แบ่งปัน และเชื่อมโยงถึงกัน และยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์เชิงบวกที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมสาธารณะที่ได้รับการออกแบบอย่างดี ยังช่วยเสริมสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชนและจิตสำนึกร่วมของผู้คนได้อีกด้วย

Photo: Kita Thapanaphannitikul

art4d: ในโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของ AI ความไม่มั่นคงทางการเมือง หรือความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในหลายภูมิภาค คุณมองว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของนักออกแบบในปัจจุบันคืออะไร และคุณค่าอะไรคือสิ่งที่เราควรยึดถือไว้มากที่สุด?

PHC: งานออกแบบมีอยู่หลากหลายประเภท และนักออกแบบในแต่ละสาขาก็ต้องเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น งานออกแบบที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันมากๆ มักจะต้องเผชิญกับแรงต้านทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนกว่า และก็มักมีการแข่งขันสูงกว่าเช่นกัน ในขณะที่งานออกแบบที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ ซึ่งการตัดสินคุณค่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มักต้องการจุดยืนที่ชัดเจนกว่า รวมถึงความกล้าที่จะเปิดบทสนทนาอย่างจริงจัง

สำหรับ AI ผมคิดค่อนข้างชัดว่าเราควรมองมันในฐานะเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการออกแบบ หากเรามองมันเหมือนผู้ช่วย มันก็จะช่วยเราได้ แต่ถ้าเรามองมันเหมือนคู่ต่อสู้ มันก็อาจเอาชนะเราได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เพราะเราพ่ายแพ้ให้ตัวเองเสียก่อน ไม่ว่าจะอย่างไร วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงก็คือ การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง สร้างความสามารถในการปรับตัวของเราเอง มีความคิดที่เปิดกว้างและยอมรับความหลากหลาย โลกจะยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มาตลอดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นความยืดหยุ่นจึงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดที่เราควรมี

Photo: Kita Thapanaphannitikul

แต่เมื่อพูดถึงสาธารณะและสังคม ผมเชื่อว่า คุณค่าของเสรีภาพและประชาธิปไตยคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างความเป็นธรรมในแบบที่เปิดกว้างและครอบคลุมมากที่สุด ทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถได้รับประโยชน์ร่วมกัน และยังช่วยให้ชีวิตส่วนรวมของสังคมเปิดพื้นที่สำหรับการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนอยู่เสมอ นั่นคือสิ่งที่ทำให้สังคมมีความสามารถในการฟื้นตัวและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น

Photo: Kita Thapanaphannitikul

tdri.org.tw/en
facebook.com/TaiwanDesignWeek