AIRFRAME พาวิลเลียนในรูปแบบ Inflatable design โดยนิสิต INDA ร่วมกับ Paul Cetnarski จาก LANDWORKS ที่สร้างสภาพแวดล้อมอากาศสะอาดชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตมลภาวะของกรุงเทพฯ
TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO: PUNPANIT KONKEE
(For English, press here)
AIRFRAME คือโปรเจกต์จากนิสิต INDA ในวิชา ‘Design & Build’ ที่นำโดยอาจารย์ที่ปรึกษาคือ Paul Cetnarski จากสตูดิโอ LANDWORKS โดย AIRFRAME นำเสนอพาวิลเลียนในรูปแบบ Inflatable design ซึ่งตั้งใจตอบสนองต่อวิกฤตฝุ่นควันและมลภาวะทางอากาศของกรุงเทพฯ โดยออกแบบให้เป็นพาวิลเลียนโครงสร้างสูบลมที่มอบอากาศสะอาดเพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าไปใช้งานภายในได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และรองรับกิจกรรมสาธารณะในช่วงที่คุณภาพอากาศย่ำแย่

AIRFRAME นั้นมาพร้อมกับโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาพิเศษที่มีน้ำหนักรวมไม่ถึง 40 กิโลกรัมแต่ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานได้ถึง 60 ตารางเมตรเมื่อกางออก โดยเกิดจากการขึ้นรูปของวัสดุผ้าไนลอนชนิดเบาพิเศษด้วยการเย็บ พร้อมทั้งติดตั้งระบบอัดอากาศที่สามารถผลิตอากาศสะอาดที่ผ่านการกรองแล้วเกือบ 200 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งอากาศสะอาดนี้จะทำหน้าที่สร้างแรงดันเพื่อพยุงโครงสร้างให้พองตัวขึ้นไปพร้อมๆ กัน ผ้าไนลอนสีเงินนี้ยังช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์และลดความร้อนภายในพื้นที่เมื่อใช้งาน



โครงสร้างของ AIRFRAME เกิดจากการประกอบด้วยโมดูล 5 ส่วนที่เชื่อมต่อกัน ก่อให้เกิดพื้นที่ภายในที่มีลักษณะคล้ายห้องเรียงต่อกันเป็นลำดับ โดยมีทางเข้าเพียงทางเดียวและทางออกเดียวที่ปลายทาง ด้วยรูปทรงทางเรขาคณิตนี้ทำให้ AIRFRAME มีความยืดหยุ่นต่อพื้นที่รอบข้าง โดยสามารถจัดวางอย่างโดดเด่นในพื้นที่โล่งกว้าง หรือแม้แต่โอบล้อมต้นไม้เดิมที่มีอยู่ได้ เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อม

พาวิลเลียนนี้ยังมีระบบถ่วงน้ำหนักด้วยน้ำ ซึ่งช่วยให้สามารถขึ้นรูปทรงได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งพื้นภายในโครงสร้าง ทั้งยังทำให้การติดตั้งและขนย้ายสามารถทำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง โดย AIRFRAME ได้ผ่านขั้นตอนการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทีมออกแบบยังตั้งใจทดลองนำ AIRFRAME แห่งนี้ตระเวนจัดวางบนสถานที่ต่างๆ ในรูปแบบ pop-up pavilion ทั่วกรุงเทพฯ ในเร็วๆ นี้
แม้สิ่งที่ AIRFRAME นำเสนอนั้นจะเป็นแนวคิดในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของเมืองผ่านการนำเสนอพื้นที่ชั่วคราวซึ่งแยกสภาพแวดล้อมภายในที่ควบคุมได้และสภาพแวดล้อมภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ออกจากกัน แต่ความชั่วคราวนั้นก็เป็นเหมือนการย้ำเตือนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นข้างนอกนั้นยังไม่ได้หายไปไหน และเปิดบทสนทนาที่จริงจังกว่าว่า หากมลภาวะเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปโดยไร้การแก้ไข อาจมีวันหนึ่งที่เราคงต้องใช้ชีวิตภายในสภาพแวดล้อมจำลองชั่วคราวนี้อย่างถาวร
