BUGONIA

เรื่องราวของทฤษฎีสมคบคิด ชนชั้น และปัญญาในความบ้าบอจาก Yorgos Lanthimos

TEXT: MANOTHAM TIAMTIABRAT
PHOTO COURTESY OF FOCUS FEATURES

(For English, press  here)

ขอต้อนรับสู่อาณาจักรอันกว้างขวาง ทว่าไร้ความปลอดภัย มีเสรีภาพ (โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกจำกัด) ไปกับพื้นที่รั้วรอบขอบชิด… มิหนำซ้ำยังสูงปรี๊ดภายใต้เขตกักกันของท่าน Yorgos Lanthimos ดูบ้างปะไรครับ

นั่นคือไม่ว่าเรื่องไหนเรื่องนั้น คนดูเองก็เหมือนจะเต็มใจยอมเดินเข้าทัณฑสถานทางสุนทรียภาพแห่งโลกภาพยนตร์ (Dogtooth ก็ได้, The Killing of a Sacred Deer ที่ตัวเอกนอนนิ่ง ๆ ในโรงพยาบาลด้วยเพดานที่สูงผิดโครงสร้างอาคาร หรือไม่ก็ตัวละครใน Poor Things ที่โดนกักให้อยู่แต่ในพื้นที่ควบคุม)

ผลงานเรื่องถัดไปที่เหมาะกับมือของท่าน Yorgos และมั่นใจว่าเสร็จเมื่อไหร่จะต้องออกมาดี เหมือนกับที่รักษา QC ในผลงานมาตลอด ในใจนึกถึง Johnny Got His Gun ครับ (แต่งโดย Dalton Trumbo) ที่ตัวเอกขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ทั้งเรื่อง

ชะรอยว่าหนังเกาหลีต้นแบบ Save the Green Planet! (2003, Jang Joon-hwan) ถูกสร้างมาเพื่อให้ Lanthimos นำมารีเมกแท้ ๆ และการที่ Lanthimos ทำฉบับรีเมกโดยไม่หวั่นว่าจะเป็นการสปอยล์คนที่เคยดูเวอร์ชันเก่า เที่ยวนี้เขาสลับเพศเหยื่อของการถูกลักพาจากชายเป็นหญิง (ซึ่งทำให้หนังน่าดูขึ้น) ส่วนข้างฝ่ายผู้ก่อการก็สลับจาก ชาย-หญิง เป็น ชาย-ชาย ผลที่ได้จะเกิดการไฮบริดไปยังตัวต้นแบบทันทีครับ คือเกิดเป็นลูกผสมระหว่างภาพยนตร์ทางเอเชีย กับทรัพยากรทางภูมิปัญญาของอเมริกันอย่าง Of Mice and Men มิใช่น้อย อย่างตัวผู้ช่วยที่ชื่อดอน (Aidan Delbis) ที่ดูแล้วก็นึกถึงเจ้า ‘เลนนี สมอลล์’ พอมาเข้าคู่กับเจ้าเท็ดดี้ (Jesse Plemons) ก็เริ่มเห็นค่าความต่างล่ะ

ของเดิมนั้น Steinbeck วางตัวละครบทนำ ‘จอร์จ มิลตัน’ ในนิยายของเขาออกมาเป็นคนสติปัญญาสมบูรณ์ พอ Lanthimos จับมาไฮบริดเป็นคนที่จะต้องมาอนุบาล ‘เพื่อนยาก’ ไปทั้งชีวิต ในชื่อเท็ดดี้ เก็ทตซ์ (Jesse Plemons) ก็เริ่มไม่ใช่แล้ว ในหนังเท็ดดี้อาจดูเป็นคนต้นคิดการใหญ่ (ถึงขนาดลักพาตัวซีอีโอที่เป็นนายจ้างอย่าง มิเชลล์ ฟูลเลอร์ = Emma Stone) แต่พอดูไปนาน ๆ เข้า ญาติสองคนนี้แทบจะไม่มีอะไรต่างกันเลย

นั่นคือ (สมมติว่า) คนหนึ่งอยู่ในเกณฑ์ Half-wit ส่วนอีกคนก็แทบไม่ต่างจากกลุ่ม Dim-wit ในทางกลับกัน เขาก็ปล่อยให้คนดูตั้งข้อสงสัยว่า แล้วซีอีโอสาวมิเชลล์จะใช่เอเลียนจริงตามข้อกล่าวหาของเจ้าเท็ดดี้หรือเปล่า โดยทางฝั่งของคนดูก็จะมีแนวโน้มที่จะคอยให้การคุ้มกันทางใจแก่คนที่ถูกจำกัดเสรีภาพ และจะค้านฝ่ายผู้ก่อการเสมอ

เท่ากับว่างานนี้ มิเชลล์คือคนที่แชร์จักรวาล Lanthimos ร่วมไปกับบทลูก ๆ ในหนังครอบครัวตัวอย่าง Dogtooth หรือลูกชายที่นอนติดเตียงใน The Killing of a Sacred Deer ไปโดยปริยาย ครั้นจะตีขลุมรวมผู้ก่อการว่าเป็นภาคแยกของตัวละครพ่อในเรื่องนั้นไหม (ซึ่งก็บังเอิญเป็นซีอีโอในโรงงานเหมือนกันด้วยแฮะ) ชักจะเริ่มไม่มั่นใจซะแล้ว

ขณะดู เราจะรู้สึกแย้งกับการกระทำของนายเท็ดดี้ แต่สุดท้ายก็จำต้องยอมจำนนต่อชุดข้อมูลและเหตุผลที่มิเชลล์มีโอกาสจะเป็นเอเลียนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทันทีที่นายเท็ดดี้ใช้ความรุนแรง ความน่าเชื่อถือก็จะลดลงหนึ่งแต้ม ซึ่งต่างกับมิเชลล์ที่เธอมักจะงัดง้างด้วยไหวพริบเชาวน์ปัญญา (แบบเดียวกับที่คุมคนได้ทั้งบริษัท) ทว่าผลลัพธ์ออกมาเท่ากัน (เผลอ ๆ จะหนักหน่วงกว่าด้วยซ้ำ) โดยที่เธอไม่ต้องลงมือลงแรงอะไร

แล้วหนังก็จัดวางสองส่วนนี้เข้าไว้ด้วยกันด้วยเทคนิค Montage ขั้นสุดยอด เมื่อคนหนึ่งใช้พละกำลังทำร้ายร่างกายคนอื่น ส่วนอีกคนแค่ใช้เหตุผลหว่านล้อมอีกฝ่ายธรรมดา ทว่ากลับไปกระตุ้นจุดอ่อนที่คนภายนอกมองไม่เห็น คนที่สติปัญญาเปราะบางอยู่แล้วจึงเลือกที่จะ… สุดท้าย ผลอันเนื่องมาจากการกระทำ (โดยไม่จำเป็นต้องลงมือเอง) ทั้งสองฝ่ายก็พบข้อสรุปที่ไม่ต่างกัน ตามปกติ Alien มักมีคำเรียกอีกอย่างว่า ‘ผู้ทรงภูมิปัญญา’ (Intelligence) ในอีกแง่หนึ่งคำเดียวกันนี้อาจมีความหมายว่า ‘สายลับ’ หรือ ‘จารชน’ ก็ยังได้ ซึ่งน่าจะเป็นใครในเรื่องคงเดาได้ไม่ยากแล้วทีนี้ ทั้งเรื่องเราเห็นการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างคนสองประเภทที่อยู่ด้านตรงข้ามกัน คือข้างหนึ่งเป็น Intelligence ส่วนอีกข้างหนึ่งมีกันสองคน คือ Half-wit กับ Dim-wit ซึ่งต่อให้เอาสองคนมาปั่นรวมเข้าด้วยกัน ยิ่งไม่มีทางที่จะเป็น Intelligence ได้แน่ และผลลัพธ์เดียวที่จะได้ก็คงมีแค่ ‘knitt-wit’