พบกับบทบาทใหม่ของลามิเนตจาก Formica® ในฐานะสื่อกลางที่ส่งต่อสัมผัสและความรู้สึก
IMAGE COURTESY OF FORMICA
(For English, press here)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของงานออกแบบภายใน จากสีสันฉูดฉาดเพื่อเน้นการถ่ายภาพ ไปสู่โทนวัสดุธรรมชาติ โดยเฉพาะไม้และเฉดสีที่ลดความอิ่มตัวลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความนิ่ง ความเรียบง่าย และการลดทอนองค์ประกอบ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องความสุนทรีย์เท่านั้น แต่สะท้อนความต้องการสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกสมดุลและผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้งานรับรู้พื้นที่จากการใช้สายตา สู่ประสบการณ์และสัมผัสที่ละเอียดลออยิ่งขึ้น

Deep Texture: Duo Wood (DW)
ภายใต้ทิศทางการออกแบบของปีนี้ วัสดุปิดผิวจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงขั้นสุดท้ายของงานตกแต่ง แต่กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดทั้งบรรยากาศและการรับรู้ของพื้นที่ ซึ่ง Formica® แบรนด์วัสดุปิดผิวชั้นนำระดับโลก เสนอแนวคิด ‘Laminates are designed to be felt.’ โดยสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของลามิเนต จากวัสดุที่เน้นภาพลักษณ์ไปสู่การเป็นวัสดุที่สร้างประสบการณ์ผ่านการสัมผัสควบคู่ไปกับความสวยงาม ในขณะเดียวกัน การพัฒนายังครอบคลุมถึงมาตรฐานการผลิตและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้วางอยู่บน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Material Innovation, Sensory Design และ Responsible Thinking
Material Innovation: ความต่อเนื่องที่เริ่มจากแกนกลาง
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือการปฏิวัติแกนกลางของแผ่นลามิเนต ผ่านคอลเล็กชัน Formica CORA™ ซึ่งในปีนี้มีการเปิดตัว Beige Core หรือแกนสีเบจ ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นผิวและขอบวัสดุให้กลมกลืนมากยิ่งขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมของงานออกแบบ โดยเฉพาะในรายละเอียดที่มักถูกมองข้ามอย่างรอยต่อ ซึ่งในลามิเนตแบบดั้งเดิมมักปรากฏเป็นเส้นสีเข้มตัดกับพื้นผิว การใช้แกนสีเบจช่วยลดจุดรบกวนดังกล่าว ทำให้เกิดความต่อเนื่องทางสายตาในทุกองศาของการมองเห็น ซึ่งเหมาะกับงานเฟอร์นิเจอร์ประเภท built-in อย่างตู้ครัวหรือชั้นวางของ เป็นต้น
Sensory Design: พื้นผิวที่มองเห็นและรู้สึกได้
คอลเล็กชัน Deep Texture กระตุ้นประสบการณ์ของผู้ใช้งานโดยตรง ด้วยพื้นผิวที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้รับรู้ผ่านสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ยังตอบสนองต่อการสัมผัส แสง และเงา ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองและบริบทของพื้นที่
คอลเล็กชันนี้ได้เพิ่มอีก 3 พื้นผิวใหม่ ได้แก่
Carved Art (CA): ถ่ายทอดภาษาของงานแกะสลักแบบดั้งเดิมสู่พื้นผิวร่วมสมัย สร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและมีชั้นเชิง
Duo Wood (DW): การผสานพื้นผิว 3 ระดับ ทั้งผิวเงา ผิวกึ่งด้าน และผิวด้าน ภายในลายไม้เดียว เพิ่มไดนามิกให้กับผิววัสดุ
Lumber Wood (LB): การตีความลายไม้ผ่านผิวสัมผัสคล้ายผ้า สร้างสมดุลระหว่างความอบอุ่นและความสุขุม
พื้นผิวเหล่านี้เหมาะกับการใช้งานในแนวตั้ง ซึ่งช่วยให้แสงและเงาเข้ามามีบทบาทในการสร้างประสบการณ์ของพื้นที่ ทั้งในงานประเภทที่พักอาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์
Responsible Thinking: ความยั่งยืนคือพื้นฐานใหม่ของการออกแบบ
นอกเหนือจากประเด็นด้านความสวยงามและประสิทธิภาพแล้ว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Formica® ในปีนี้ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง 10% ตลอดทั้งกระบวนการจากโรงงานฟอร์ไมก้าภูมิภาคเอเชีย
การลดความหนาของวัสดุจาก 0.8 มม. เหลือ 0.7 มม. เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาพื้นผิวใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการออกแบบและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
True Matte (TM): พื้นผิวด้านโทนพาสเทลที่ให้สัมผัสนุ่มนวล เหมาะกับงานที่ต้องการความเรียบหรู
Phoebe Remix (PH): พื้นผิวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผ้ากำมะหยี่ สร้างมิติผ่านการสะท้อนแสงที่เปลี่ยนแปลงตามมุมมอง
*คอลเล็กชัน Deep Texture และ High Gloss ยังคงความหนา 0.8 มม. เพื่อรักษาคุณสมบัติเฉพาะของวัสดุ

Deep Texture: Carved Art (CA)
ในบริบทของการออกแบบร่วมสมัย วัสดุที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องโดดเด่นที่สุด แต่ต้องสามารถทำงานร่วมกับพื้นที่ได้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งในเชิงภาพลักษณ์และประสบการณ์ ผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Formica® จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของลามิเนต จากวัสดุปิดผิว ไปสู่สื่อกลางที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับพื้นที่อย่างแยบยล
และสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสวัสดุเหล่านี้ในบริบทจริง รวมถึงได้สัมผัสคอลเล็กชันใหม่จาก Formica® ก่อนใคร สามารถพบกับตัวอย่างสินค้าใหม่ได้ที่โชว์รูมฟอร์ไมก้า

Deep Texture: Lumber Wood (LB)

Formica CORA™ Beige Core 







