PRESTIGE UNIVERSITY

Prestige University ผลงานการออกแบบของ Sanjay Puri Architects ถ่ายทอดแนวคิดสถาปัตยกรรมมหาวิทยาลัยร่วมสมัยที่หลอมรวมอาคาร ภูมิทัศน์ และพื้นที่การเรียนรู้ ผ่านแรงบันดาลใจจากบ่อน้ำขั้นบันไดโบราณของอินเดีย

TEXT: NATHANICH CHAIDEE
PHOTO: VINAY PANJWANI

(For English, press here)

บริบทของมหาวิทยาลัยยุคก่อนหน้ามักให้ภาพลักษณ์ของความน่าเชื่อถือผ่านอาคารทรงเหลี่ยมเพื่อสร้างบรรยากาศทางวิชาการ เมื่อยุคสมัยผ่านไป มหาวิทยาลัยหลายแห่งปรับตัวสู่การเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นมิตร สร้างแรงบันดาลใจ ที่นำมาสู่การกล้าที่จะตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ จุดเริ่มต้นที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดคือการปรับพื้นที่ทางกายภาพเพื่อสร้างภูมิทัศน์แห่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงผู้คนได้อย่างเท่าเทียม

สถาปัตยกรรมอาคารหลักหลังใหม่ของ Prestige University งานออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังจากอินเดียอย่าง Sanjay Puri Architects บนเนื้อที่ขนาด 32 เอเคอร์ (หรือประมาณ 81 ไร่) สถาปนิกเลือกออกแบบจากอาคารสูงห้าชั้นที่ความสูง 28 เมตร จากมุมทิศเหนือ ค่อยๆ ลาดลงตามแนวขั้นบันไดในแบบทแยงจนหลอมรวมเป็นภูมิทัศน์ในระดับพื้นราบคล้ายกับเนินเขา กลายเป็นดาดฟ้าสีเขียวในรูปแบบอัฒจันทร์กลางแจ้งสำหรับงานอีเวนต์ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 9,000 ตารางเมตร กับแพลตฟอร์มจำนวน 463 ขั้น ที่รองรับคนได้มากถึง 9,000 คน ร่วมกันไปกับฟังก์ชันการใช้งานภายในที่เป็นสำนักงานบริหาร หอประชุม ห้องสัมมนา ห้องสมุด และโรงอาหาร โดยคำนึงถึงงานออกแบบเพื่อทุกคนที่ใช้วีลแชร์สามารถเข้าใช้งานได้อย่างสะดวก

รูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรม ตัวอาคารโดดเด่นด้วยวัสดุอิฐแดงสีดั้งเดิมเรียงไล่ระดับแบบขั้นบันได ที่ชวนให้นึกถึงสถาปัตยกรรมอินเดียโบราณของบ่อน้ำขั้นบันไดโบราณ หรือที่ในอินเดียเรียกว่า เบารี หรือ วาว (Baoli, Baori, Vav) อันเป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาโบราณมากว่าพันปีในระบบการจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง การขุดบ่อน้ำลงไปใต้ดินโดยมีขั้นบันไดล้อมรอบเพื่อให้ผู้คนสามารถใช้งานน้ำได้ในทุกระดับ และใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เพราะอุณหภูมิต่ำกว่าบนพื้นดิน จึงเป็นพื้นที่แห่งการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในอดีตที่นำมาตีความทางด้านดีไซน์ใหม่โดยคงไว้ซึ่งความหมายของพื้นที่แห่งการรวมตัว

สเต็ปของขั้นบันไดมาสู่การสร้างฟอร์มของอาคารในสถาปัตยกรรมแบบแนวตั้ง สถาปนิกออกแบบพื้นที่ภายในเป็นโมดูลที่ประกอบด้วยคอร์ทยาร์ดสวนหย่อมและช่องเปิดสำหรับรับแสงทางทิศเหนือ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมอินเดียดั้งเดิมที่ออกแบบเพื่อการใช้พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งในแง่การไหลเวียนของอากาศและการใช้งานแสงธรรมชาติในสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิแตกต่างกันมากตั้งแต่ 30 ถึง 40 องศาเซลเซียส เป็นเวลาถึง 8 เดือนในรอบปี ซึ่งนับว่าสอดประสานพอดีไปกับแนวความคิดในการออกแบบอาคารเพื่อความยั่งยืนในปัจจุบันที่เน้นการใช้พลังงานให้คุ้มค่าที่สุดทั้งแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศ พร้อมกันกับการใช้พลังงานจากธรรมชาติอย่างการระบายอากาศเข้ามามีส่วนในการสร้างภาวะอยู่สบายให้กับพื้นที่ภายใน

แต่ละชั้นของอาคาร เริ่มต้นที่ชั้นล่าง (ground floor) ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด เป็นสาธารณูปโภคส่วนกลาง ได้แก่ โรงอาหาร ห้องประชุม และสำนักงานบริหาร ชั้นหนึ่งเป็นพื้นที่ของห้องสมุดที่เชื่อมต่อระหว่างกันและกันภายในอาคารด้วยสะพานข้ามทางเดินแนวทแยงที่ตัดผ่านตัวอาคาร ซึ่งมีฟังก์ชันทั้งในแง่ทางสัญจรร่วมกับการหมุนเวียนอากาศด้วย ขึ้นไปสู่ชั้นสองที่เป็นห้องเรียนรวมพร้อมลานคอร์ทยาร์ดราวกับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจส่วนตัว พร้อมกับรับแสงรับลมจากลานโล่งผ่านเข้าสู่ช่องเปิด ชั้นสามเป็นห้องเรียนแบบขั้นบันได ไปถึงชั้นสี่เป็นศูนย์รวมพื้นที่ของฝ่ายบริหารและคณาจารย์ โดยมีระนาบของขั้นบันไดทอดตัวขนานต่อเนื่องไปตามแนวทแยงของอาคาร จากมุมทิศเหนือที่นับเป็นส่วนสูงสุดของอาคารเปิดรับแสงและการระบายลม แผ่ระนาบออกไปรอบด้านทั้งทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศใต้ ซึ่งห่อหุ้มตัวอาคารด้วยแผงคอนกรีตเสริมใยแก้วสำหรับกรองแสง (GFRC) เพื่อช่วยบังแดด ลดความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร พร้อมกันกับระบายอากาศได้อย่างดี

ในส่วนของ Sanjay Puri Architects เอง ผ่านงานออกแบบสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยมามากมาย ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็มีอัตลักษณ์ของอาคารที่เป็นตัวเองอย่างชัดเจนผ่านการตัดทอนรูปทรงสามัญอย่างสี่เหลี่ยมหรือทรงโค้ง หลายโปรเจกต์ที่ผ่านมาอย่าง Nokha Village School ก็เคยมองเห็นความพยายามผสมผสานและเล่นระดับอาคารเข้ากับภูมิทัศน์รายรอบ แต่ก็ยังคงมองเห็นฟอร์มของอาคารแยกออกจากบริบทแวดล้อมอย่างชัดเจน แต่ที่ Prestige University สถาปัตยกรรมหลังใหม่นี้ทลายเส้นแบ่งเหล่านั้นลง แล้วหลอมรวมพื้นที่สีเขียวเข้ากับตัวอาคารได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อ

ภาพรวมของอาคารหลังนี้ คือเสน่ห์จากความชาญฉลาดในการเลือกใช้วัสดุท้องถิ่น การออกแบบลำดับสเปซที่ลื่นไหล และการจัดการพื้นที่ด้วยภาษาทางสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานจิตวิญญาณโบราณของท้องถิ่นสู่การถ่ายทอดในรูปลักษณ์ที่เป็นสากลของฟอร์มเรขาคณิตเหลี่ยมมุมที่เรียบง่ายที่สุด แสดงให้เห็นถึงการเปิดภูมิทัศน์ของการเรียนรู้ทั้งทางพื้นที่ทางกายภาพและการรับรู้ผ่านจิตใต้สำนึกที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาอย่างเป็นธรรมชาติในทุกวัน

sanjaypuriarchitects.com
instagram.com/sanjay_puri_architects