MORTE CUCINA

‘ครัวสาว’ อาจไม่ได้เล่าเพียงการล้างแค้น หากแต่กำลังชำแหละตัณหา กิเลส และการยึดติดของมนุษย์ ผ่านการตีความด้วยแนวคิดทางพุทธศาสนา

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF 185 FLIMS

(For English, press  here)

*บทความนี้มีเนื้อหาที่เปิดเผยเรื่องราวภายในภาพยนตร์

เอาจริงๆ ในตอนแรกที่รู้ว่า ‘ครัวสาว’ กำลังจะโลดแล่นบนจอเงิน เราคาดหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะออกมาในแนวสืบสวนสอบสวนเหมือน ‘The Ingredients : มื้อพิ(ษ)เศษ’ ภาพยนตร์สั้นของ สสส. เมื่อปี 2018 ที่นำแสดงโดย สินจัย เปล่งพานิช และนพชัย ชัยนาม หรือเปล่า? แต่ยิ่งรู้ว่าเป็นหนังของเป็นเอก รัตนเรือง (ผู้กำกับเรื่องเดียวกับ เรื่องตลก 69, มนต์รักทรานซิสเตอร์ ฯลฯ) ก็ยิ่งทำให้เดาทางของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ถูกสักที รู้แต่ว่าต้องมีคนตายในเรื่องแน่ๆ ตามสไตล์ ‘หนังเป็นเอก’

แต่เมื่อได้ดูจริงๆ แล้ว ต้องบอกว่ามันต่างไปคนละขั้วแท้ๆ ถ้าจะให้เปรียบเข้าทางอาหารก็คงเหมือนแกงมัสมั่น กับแกงส้มใต้ คือเข้มข้นแต่ก็ต่างกันทั้งทางรสชาติ รสสัมผัส และรสอร่อยทางสายตา เพราะว่า ครัวสาว เป็นภาพยนตร์ฆาตกรรมที่ดำเนินบนความโรแมนติกที่แม้จะเนิบช้าและดูได้ง่าย (กว่าเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา) แต่ก็ยังคงความ ‘เป็นเอก’ ด้วยลายเซ็นที่เด่นหราบนแผ่นฟิล์มตั้งแต่ การตัดสลับฉากไปในแต่ละช่วงเวลา การใช้ตัวเอกหญิงดำเนินเรื่อง รวมถึงการถ่ายทอดภาพอันงามผ่านสายตาและฝีมือของคริสโตเฟอร์ ดอยล์ เพราะครัวสาวเป็นภาพยนตร์ที่พล็อตธรรมดาๆ อย่างการแก้แค้นของสาว (เบลล่า บุญแสง) ด้วยการใช้เสน่ห์ปลายจวักและทำให้กรณ์ (กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์) ตายอย่างช้าๆ ด้วยอาหาร

ไม่ต้องพูดพร่ำให้เสียหน้าฟีด เพราะหากเราอ่านหนังเรื่องนี้ด้วยเลนส์ทั่วไป เราก็อาจเห็นแค่การห้ำหั่นของเหยื่อและผู้ล่า หรือหากลองมองด้วยเลนส์ของเฟมินิสม์ (ซึ่งอาจเป็นเลนส์หลักของเรื่อง) เราก็จะมองเห็นการกดทับของสภาวะชายเป็นใหญ่ และการแก้แค้นของสาวนั้น คือการทวงอำนาจในร่างกายและจิตใจของผู้หญิงคืนมาให้ตัวเอง ทว่าหากลองถอยมาวิเคราะห์ด้วย ‘เลนส์พุทธศาสนา’ เราจะพบว่ามันทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องมือผ่าตัดที่กะเทาะ ‘ความย้อนแย้งในจิตใจมนุษย์’ ได้อย่างน่าขนลุกด้วย

ในเรื่องที่ดำเนินไปนั้นเราจะมองเห็นว่า กรณ์นั้นมีภรรยาอยู่แล้ว (ผู้เป็นคิวเรเตอร์ (?) และประสบความสำเร็จมากกว่าเขา) แต่กลับคบกับสาวในเวลาต่อมา ซึ่งอาจเข้าองค์ประกอบในการผิดศีลข้อ 3 (ห้ามประพฤติผิดในกาม) และข้อ 4 (ห้ามโกหก) ในเบญจศีล สะท้อนให้เห็นว่า กรณ์นั้นก็เป็นชายผู้หนึ่งที่ยังเต็มไปด้วยตัณหา อันคือ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น มากไปกว่านั้นเราจะยังเห็นว่าเขาเป็นชายที่มากด้วยกิเลส และอาสวะ คือยังหมกมุ่นอยู่กามารมณ์ อันหมายถึง อารมณ์ที่ยินดีในความพอใจ ความต้องการ และไม่ได้หมายถึง เพศสัมพันธ์อย่างเดียว แต่รวมถึงการยินดีในการบริโภคอาหารที่สวยงามและรสอร่อยอีกด้วย

ในด้านของสาว เธอไม่ได้ต้องการล้างแค้นโดยให้ตัวเองต้องเปื้อนบาปในมืออย่างโจ่งแจ้ง ทว่ากลับพยายามใช้กรรมวิธีทางอ้อมในการทำให้ตัวเอง ‘รู้สึก’ ผิดบาปน้อยลง ซึ่งเราจะเห็นได้มากขึ้นจากการที่สาวสั่งฟาร์มหมูในจังหวัดเชียงใหม่ (เมืองอันเป็นบ้านและร้านอาหารใหม่ของสาวที่หนีเพื่อนๆ ของกรณ์จากกรุงเทพฯ) ว่าไม่ให้ทุบหัวก่อนเชือด ‘กลัวบาป’ ก่อนที่เจ้าของจะบอกวิธีที่ ‘มือตัวเองไม่เปื้อนเลือด’ ด้วยการรมแก๊สฆ่าบรรดาหมูอย่างช้าๆ

วิธีการฆ่าด้วยการมี ‘หิริโอตัปปะ’ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) นี่เองก็สอดคล้องและตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าทำไมสาวถึงไม่เลือกลงมือฆาตกรรมสามีอย่างกรณ์ ด้วยการใส่ยาพิษหรือสารเคมีชนิดรุนแรงลงในอาหารเพื่อฆ่าอย่างทันท่วงที แต่กลับใช้วิธีการที่ให้กินอาหารแสลงกันกับธาตุประจำตัว เพื่อให้การฆาตกรรมออกมาในความงามทั้งรูป, กลิ่น และรส อย่างที่จะเห็นได้จากอาหารมากมายบนโต๊ะที่สาว เธอทำให้กรณ์กินจำนวนมากในทุกมื้อ เช่น สะตอผัดกุ้ง ขาหมูต้มเค็ม กล้วยเชื่อม ซึ่งอาหารเหล่านั้นเป็นดั่งยาพิษเคลือบน้ำตาลที่ค่อยๆ เข้าไปทำลายร่างกายของเขาอย่างเลือดเย็น โดยที่มือของสาวไม่ได้เปื้อนเลือดเลยสักหยดเดียว ‘จริงๆ’ เพราะคนที่กลืนกิน ‘เหตุแห่งความตาย’ เข้าไปจนล้นปรี่ แท้จริงแล้วก็คือตัณหาของกรณ์เอง

จนในตอนท้ายของเรื่อง แม้กรณ์จะตายด้วยโรครุมเร้าจนกลายเป็นวิญญาณแล้ว แต่เขายังกลับมาอาจเพราะด้วย ‘ห่วง’ หรือกิเลสที่ยังไม่มอดไปพร้อมกับร่างกาย นั่งรอในที่เดิมที่เคยกินอาหารมื้ออร่อยพร้อมเปิดโทรทัศน์ดูฟุตบอลไปด้วย (โคตรจะผู้ชาย) สุดท้าย สาว ผู้ยังห่วงหรือยังแก้แค้นไม่สำเร็จก็ไม่ทราบ ยังเอาอาหารโปรดของกรณ์วางไว้เพื่อเรียกวิญญาณของเขามารับเอาอาหารนั้นไป ก่อนจะปิด ‘ครัวสาว’ ไปตลอดกาล

หรือว่าจริงๆ แล้ว ครัวสาว กำลังจะสอนให้เราลดละกิเลสและหลุดพ้นจากสังสารวัฏ กันนะ…

185films.co
facebook.com/185films