SUKH36

จากทาวน์โฮมหน้าแคบและลึกสู่บ้านที่เต็มไปด้วยแสงและพื้นที่สีเขียว SUKH36 ผลงานการออกแบบโดย 0CM ที่ใช้สถาปัตยกรรมแก้ข้อจำกัดเดิมเพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย

TEXT: NATHANICH CHAIDEE
PHOTO: SELECTIONPIX EXCEPT AS NOTED

(For English, press here)

เขตเมืองของกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ผ่านกระบวนการสั่งสมความเป็นเมืองมาอย่างยาวนานและหนาแน่น นำมาซึ่งพลวัตของการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อย่างการขยับขยายของประชากรจากที่เคยอยู่อาศัยในย่านใจกลางเมืองสู่พื้นที่ชานเมือง แล้วเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่อยู่อาศัยเดิมให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์หรือ Airbnb ท่ามกลางความเติบโตทางเศรษฐกิจของเขตเมือง ก็ยังคงมีทาวน์โฮมหรือพื้นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมที่ยังยืนหยัดรักษาความเป็นบ้าน ด้วยเหตุผลด้านความสะดวกสบายและสาธารณูปโภคอยู่ และกับบ้านหลังนี้ในซอยสุขุมวิท 36 ก็เช่นเดียวกัน

งานรีโนเวทบ้านพักอาศัยอายุกว่า 40 ปี หลังนี้ โดย 0CM เริ่มต้นจากโจทย์ของทาวน์โฮมเก่าใจกลางเมืองที่โครงสร้างเดิมยังแข็งแรงดีอยู่ แต่มาพร้อมกับข้อจำกัดทางกายภาพของอาคารตาม stereotype ของบ้านทาวน์โฮมอย่างที่ทุกคนคุ้นเคย นั่นคือแปลนหน้าแคบแต่ลึก ขนาบข้างด้วยผนังทึบตันสองด้านที่ติดกับเพื่อนบ้าน แต่โจทย์ของบ้านหลังนี้เพิ่มขึ้นอีกขั้นด้วยด้านหน้าของบ้านที่หันไปทางทิศตะวันตก นั่นหมายถึงการรับแสงแดดจัดในช่วงบ่ายเข้าสู่ตัวบ้านโดยตรง ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการรีโนเวทบ้านพักอาศัยสำหรับครอบครัว นอกจากหัวเรื่องการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ยังต้องมาพร้อมกันกับการแก้ปัญหาเรื่องแสง ลม ความร้อน โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวเอาไว้

ผังพื้นจัดสรรพื้นที่ภายในโดยคำนึงถึงการเชื่อมต่อของพื้นที่ทั้งในแนวราบและแนวตั้งที่เปิดสู่แสงธรรมชาติผ่านการเปิดพื้นชั้น 2

แสงและลมเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการทำบ้านในรูปแบบอาคารทาวน์โฮม ด้วยการใช้ช่องเปิดในทุกระนาบของอาคารอย่างเป็นประโยชน์ และลูกเล่นของพื้นผิว façade จากมุมมองจากด้านซ้ายละด้านขวาที่ต่างสีกัน

ขั้นแรกเริ่มต้นจากการจัดการกับมวลภายในอาคาร สถาปนิกใช้แนวคิดการระเบิดพื้นที่ภายในระหว่างชั้นล่างและชั้นบนเพื่อเปิดสเปซให้เห็นการใช้สอยรูปแบบใหม่ในแบบภาพรวม อาคารโครงสร้าง ค.ส.ล. เสริมความแข็งแรงเพิ่มด้วยโครงสร้างเหล็ก พร้อมกันกับเป็นการปรับระดับของฝ้าเพดานให้สูงขึ้น เพื่อดึงมวลภายในของอาคารให้โปร่งโล่งขึ้นเต็มศักยภาพของโครงสร้าง

ระดับความสว่างเป็นความท้าทายหลักของบ้านช่วงลึกยาว การเชื่อมต่อพื้นที่ในแนวตั้งเป็นท่าไม้ตายสำหรับการเปิดรับบรรยากาศและความสว่างของแสงให้กับพื้นที่ส่วนกลางที่มักเป็นจุดบอดในระดับที่ช่องเปิดจากหน้าบ้านและหลังบ้านส่องไม่สามารถส่องสว่างมาถึง การเชื่อมพื้นที่แสงในแนวตั้งของบ้านหลังนี้จึงเชื่อมจากหลังคาสกายไลต์ ผ่านการเปิดพื้นชั้นสองเป็นช่องเปิด ลงมาสู่พื้นที่อยู่อาศัยชั้นล่างสุด ซึ่งการยอมเจาะช่องแสงโดยไม่กลัวที่จะเสียพื้นที่ใช้สอยของชั้นบน เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพชีวิตและสุนทรียภาพที่ดีขึ้นของการอยู่อาศัยก็นับเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า จุดนี้ภายในบ้านจึงเหมือนเป็น ‘หัวใจของบ้าน’ ที่สถาปนิกจงใจจัดวางต้นไม้ประธานให้ทำหน้าที่เป็นจุดนำสายตาแทนที่จะห้อยโคมไฟชานเดอร์เลียร์ในแบบที่คุ้นตา ท่ามกลางพื้นที่โทนสีขาวสลับงานไม้ กับผนังปาดเกรียงที่สร้างความเคลื่อนไหวให้กับพื้นที่ผ่านการเล่นกับแสงธรรมชาติตลอดทั้งวัน

มองลึกลงไปกว่าการเป็นจุดเด่นของพื้นที่ ต้นไม้ประธานนี้ยังมีฟังก์ชันในเชิงการอยู่อาศัยสำหรับกรองแสงธรรมชาติที่มาจากสกายไลต์ด้านบน ช่วยปกป้องพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารจากการปะทะกับแสงแดดและอุณหภูมิที่ร้อนจัดโดยตรง ขณะเดียวกัน ความพลิ้วไหวของต้นไม้ยังช่วยเติมความนุ่มนวลให้กับอาคารภายในที่เป็นสีขาว โดยต้นไม้ที่เลือกใช้งานเป็นไม้จริงที่ผ่านกระบวนการอบแห้งมาเรียบร้อยแล้ว และใช้การจัดแต่งกิ่งก้านเพื่อให้เหมาะกับพื้นที่แห่งนี้ทำให้ดูแลรักษาได้ง่าย และในการใช้งานจริง พื้นที่แห่งนี้ก็นับว่าเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและถูกใช้งานมากที่สุดตลอดทั้งวัน ทั้งการเป็น Home Café ของครอบครัวและเพื่อนฝูง หรือแม้แต่การเป็นตัวแทนของต้นคริสต์มาสที่เป็นตัวแทนแห่งความสุขตามความชื่นชอบของลูกชายและครอบครัว

ส่วนการจัดวางแพลนนิ่งภายในบ้าน เรียงลำดับตามความเป็นส่วนรวมสู่ความเป็นส่วนตัวอย่างเป็นสามัญ เริ่มต้นจากทางเข้าหลักที่ใช้งานประตูเหล็กม้วนหน้าบ้านเพื่อตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัวภายในบ้าน มีโถงเล็กๆ สำหรับเปลี่ยนรองเท้าและเก็บของชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนกลับเข้าสู่ตัวบ้าน พื้นที่นั่งเล่นที่เชื่อมต่อเข้ากับคอร์ทกลางบ้านที่มุมเด่นของบ้าน ถัดเข้าไปสู่มุมรับประทานอาหาร ครัวแพนทรี่ และครัวไทยที่แยกส่วนไปติดกับส่วนซักล้างหลังบ้าน ก่อนขึ้นสู่ชั้นสอง ที่ลดพื้นที่โถงทางเดินกลางจากเดิมที่เป็นพื้นที่กว้างและมืดทึบจนกลายเป็นพื้นที่เสียเปล่า เหลือเป็นพื้นที่ที่พอดีกับการเป็นทางเดินสำหรับแจกไปยังห้องนอนทั้ง 3 ห้อง ที่มีขนาดกำลังพอดีสำหรับการใช้งาน และทุกห้องมีห้องน้ำในตัว

โครงสร้าง façade หน้าบ้านประกอบขึ้นจากโมดูลสามเหลี่ยม จัดวางให้สอดรับกับทิศทางของแสงอาทิตย์

อีกส่วนประกอบของบ้านหลังนี้ที่ทำงานกับแสงธรรมชาติ คือ façade ด้านหน้าซึ่งติดตั้งในทิศตะวันตกที่ปะทะกับแสงแดดตลอดทั้งบ่าย สถาปนิกประกอบหน้าตาของ façade ขึ้นจากโมดูลของรูปทรงสามเหลี่ยมที่ผ่านการคำนวณและจัดองศาเพื่อบิดมุมของระนาบสามเหลี่ยมให้สอดรับกับทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงอาทิตย์​ การดักลม พร้อมกันกับการบังสายตาเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว ขั้นต่อมาจึงเป็นการเลือกสรรวัสดุที่ช่วยสร้าง tactile experience ให้กับ façade แบบเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้วีเนียร์หินโทนสีขาว ซึ่งผิวสัมผัสของหินช่วยสร้างมิติลุ่มลึก และลดทอนความแบนราบของสีขาวและผนังตึกแบบเดิมได้อย่างละมุนละไม ยาวนานจากช่วงเวลากลางวันที่ปะทะกับแสงธรรมชาติสู่กลางคืนที่ façade ยังทำหน้าที่กับแสงประดิษฐ์ในช่วงเวลากลางคืนผ่านงานออกแบบแสงสว่าง ด้วยการจัดวางไฟซ่อนแบบ uplight ส่องย้อนกลับขึ้นไปล้อกับมุมสามเหลี่ยมของผืน façade พร้อมกับขับเน้นเทกซ์เจอร์ของพื้นหิน เกิดเป็นไดนามิกจากผิวสัมผัสของหินที่ตอบสนองต่อแสงและเงาเปลี่ยนแปลงไปตลอดทั้งวัน

Photo courtesy of 0CM

  • Photo: Ketsiree Wongwan

ความท้าทายในงานรีโนเวททาวน์โฮมแห่งนี้สำหรับสถาปนิก จึงมีทั้งเรื่องงานโครงสร้างที่การเสริมโครงสร้างเหล็กใหม่ที่คำนวณอย่างปลอดภัยโดยไม่รบกวนโครงสร้างคานเดิมที่เก็บไว้ รวมทั้งมายด์เซ็ตของนักออกแบบที่ไม่ยึดกับข้อจำกัดหรือภาพจำของตึกแถวแบบเดิมๆ แต่มองเป็นการใช้ความเป็นนักสร้างสรรค์ในการแก้ปริศนาเชิงฟังก์ชันให้ได้ความงามและคุณภาพชีวิตที่มาจากคุณภาพพื้นที่ที่ออกแบบ

ในส่วนความคิดเห็นของเจ้าของบ้าน การย้ายจากห้องคอนโดมิเนียมมาสู่การขยับขยายครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นในทาวน์โฮมแห่งนี้ ช่วยสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นที่มาจากสเปซที่เพิ่มขึ้น การได้เห็นลูกชายที่เติบโตภายในบ้านที่พื้นที่วิ่งเล่น เล่นกับโคโระและจาจา สุนัขที่เลี้ยงไว้ หรือออกไปขี่จักรยานเล่นหน้าบ้าน ช่วยส่งเสริมพัฒนาการและทำให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและสบายใจ และโดยเฉพาะกับพื้นที่จุดศูนย์กลางบ้านที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีเขียวให้กับบ้าน พร้อมกับยังสามารถต้อนรับเพื่อนฝูงเข้ามาแฮงเอาต์กันได้แบบสบายๆ เจ้าของบ้านกับเราว่า ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ได้เห็นในแบบบ้าน จนได้เข้ามาอยู่จริง แม้จะยังเป็นเวลาไม่ถึงปี แต่ก็สัมผัสได้ว่าบ้านหลังนี้เป็นเหมือน destiny ที่นำพาความลงตัวในการอยู่อาศัยและความสุขมาสู่สมาชิกครอบครัวอย่างแท้จริง

ทาวน์โฮมแห่งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารจัดการพื้นที่ เพียงพลิกภาพจำเดิมที่เคยมีต่ออาคารในรูปแบบแคบและลึก มาสู่การใช้แนวคิด Zero Waste Space หรือการทำให้ทุกพื้นที่มีคุณค่าในเชิงฟังก์ชัน ไม่ให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งถูกทิ้งไว้หรือเสียเปล่า ตัวอย่างชั้นสองที่ถึงแม้พื้นที่ที่เรียกว่าพื้นในเชิงตารางเมตรจะหายไป แต่การนำมาซึ่งการไหลเวียนของอากาศ แสง และลม รวมถึงการใช้ประโยชน์ของพื้นผิวที่หลากหลายในการสร้างไดนามิกให้กับบ้าน ควบคู่กันไปกับโทนสีขาวและไม้ในแบบอบอุ่น ก็นับว่าเป็นการมองที่ผลลัพธ์ด้านความสุข และยกระดับสุขภาวะของการอยู่อาศัยใจกลางเมืองได้อย่างสมดุล

facebook.com/0cmrchitect
instagram.com/0cm.architect