KYOTO ARCHITECTURE CENTER

KYOTO ARCHITECTURE CENTER พื้นที่สถาปัตยกรรมแห่งใหม่ใน TIME’S I & II ที่นำแนวคิด Adaptive Reuse มาสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างอาคาร ผู้คน เมือง และสายน้ำ

TEXT & PHOTO: NATHANICH CHAIDEE

(For English, press here)

ท่ามกลางพลวัตของเมืองในย่านท่องเที่ยวและการค้าอย่างย่าน Nakagyo ใจกลางนครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ความเคลื่อนไหวของเมืองและผู้คนล้วนแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แตกต่างจากสถาปัตยกรรมที่หยัดยืนและมั่นคง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสถาปัตยกรรมจะไร้ความหมาย จากแนวคิดของการปรับตัวแบบ Adaptive Reuse ที่รักษาโครงสร้างอาคารไปพร้อมกันกับจิตวิญญาณที่คงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม กับอาคาร TIME’S I & II งานออกแบบของ Tadao Ando หลังนี้ก็เช่นกัน

KYOTO ARCHITECTURE CENTER คือฟังก์ชันใหม่ล่าสุดของอาคาร TIME’S ที่ทอดยาวเคียงข้างตามแนวแม่น้ำ Takase ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานไอคอนิกของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเกียวโตมากว่า 40 ปี (ก่อสร้างเสร็จปี พ.ศ. 2527) และเนื่องในโอกาสเปิดสเปซใหม่นี้ ทางศูนย์ฯ จึงอยากพาทุกคนหวนกลับมายังจุดเริ่มต้นของอาคารผ่านนิทรรศการ TIME’S and TADAO ANDO ที่เปิดเผยทุกเรื่องราวของอาคารแห่งนี้ทั้งทางด้านแนวความคิดและการท่องไปยังพื้นที่จริงที่อยู่ตรงหน้า

อาคารแห่งนี้ถือเป็นอาคารที่อันโดะได้ทำงานร่วมกับข้อจำกัดหลายประการ ตั้งแต่พื้นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายเล็กๆ หรือการก่อสร้างด้วยบล็อกคอนกรีตด้วยเหตุผลของที่ตั้งอาคารซึ่งอนุญาตให้เฉพาะโครงสร้างที่สามารถรื้อถอนและเคลื่อนย้ายได้ง่ายเท่านั้น แต่หลายอย่างก็กลายเป็นข้อดีที่นำมาสู่อัตลักษณ์ของอาคารแห่งนี้

เดิมทีแม่น้ำ Takase ถูกขุดขึ้นเป็นคลองสำหรับการขนส่งสินค้าจึงมีระดับน้ำคงที่ตลอดทั้งปี นั่นทำให้อันโดะต้องการใช้แม่น้ำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรมและเป็นสถานที่ที่เมืองและธรรมชาติได้มาบรรจบกันอย่างแท้จริง ถึงแม้จะต้องมีการเจรจากับท้องถิ่นหลายต่อหลายครั้ง หรือข้อกังขาในการสร้างอาคารชั้นใต้ดินที่มีขอบเขตปริ่มน้ำพอดี แต่ความพยายามของอันโดะก็ช่วยเปิดมุมมองความคิดใหม่ๆ ของอาคารและวิถีชีวิตที่อยู่ริมน้ำได้อย่างร่วมสมัย

ตัวอาคารทรงกล่องแนวลึกแบบอาคารพาณิชย์ เขาใช้รูปทรงเรขาคณิตในการสร้างประสบการณ์บนพื้นที่ใช้งานโดยคำนึงถึงบริบทด้านพื้นที่เป็นสำคัญ เส้นโค้งของหลังคาโค้งและทางเดินริมน้ำเพื่อเน้นย้ำเส้นแนวนอน โดยมีตรอกแคบเป็นทางเดินพาเข้าไปสู่ตัวอาคารที่เป็นลานเปิดโล่งที่เอื้อให้แสงสว่างและสายฝนร่วงหล่นจากบนฟ้า ซึ่งแปลความมาจากสถาปัตยกรรมของเมืองเกียวโตและบ้านแบบมาจิยะดั้งเดิมผ่านรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบใหม่ โดยยังคงหัวใจของความทรงจำและวัฒนธรรมของเมืองไว้อย่างดี

หลังจากอาคาร TIME’S I สร้างเสร็จเรียบร้อยดี อันโดะก็วางแผนสร้างอาคารหลังที่ 2 เอาไว้ล่วงหน้าโดยไม่ได้บอกใครเพื่อนำเสนอให้กับเจ้าของร้านอาหารจีนที่อยู่หลังอาคาร I และแล้วอาคาร II ก็สร้างเสร็จ 7 ปีให้หลัง (พ.ศ. 2534) โดยผลลัพธ์ที่ออกมาแตกต่างจากแปลนที่วางไว้ครั้งแรกเนื่องจากรูปทรงของที่ดินที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่จะถอยร่นอาคารให้เกิดลานกว้างพร้อมกับแผ่ระเบียงชั้น 2 ออกไปชมวิวแม่น้ำ พื้นที่ที่เล็กลงทำให้ลานกว้างถูกขยายไปตามแนวของแม่น้ำแทน และใช้การพัฒนาพื้นที่ภายในแบบแนวตั้ง ที่แตกต่างไปจากอาคารหลังแรกที่เน้นการพัฒนาพื้นที่ทางราบขนานไปกับลำน้ำ

เรื่องราวทั้งหมดของอาคารหลังนี้ถูกบอกเล่าในนิทรรศการอย่างละเอียดผ่านสื่อในทุกรูปแบบ ตั้งแต่สเก็ตช์ โมเดล ผังบริเวณและผังพื้น ไปจนถึงสื่อมัลติมีเดีย ทั้งรูปภาพดั้งเดิมตั้งแต่ช่วงระหว่างก่อสร้างและวิดีโอที่แสดงให้เห็นถึงสเปซผ่านเส้นทางเดินของสุนัข ซึ่งนับเป็นการสำรวจสเปซในมุมมองที่สนุกขึ้นอีก เชื่อมต่อไปสู่การใช้เวลากับพื้นที่ภายในที่อยู่ตรงหน้า ให้ได้สัมผัสกับความรู้สึกจริงบนพื้นที่ไปตามคำบรรยาย

ในแง่โปรแกรมของ KYOTO ARCHITECTURE CENTER เกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองโดยต้องการใช้สถาปัตยกรรมเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อผู้คน ประสบการณ์ เมือง และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่างกิจกรรมที่จัดได้แก่ การเดินเมือง ชั้นหนังสือที่คัดเลือกโดยสถาปนิกชั้นนำ กิจกรรมฝึกหัดไกด์นำเที่ยวทางสถาปัตยกรรม รวมทั้งกิจกรรมเดินตึกแบบอินไซต์ ArchiTour ที่มีการบรรยายภาษาอังกฤษด้วย โดยทั้งหมดสามารถเช็คตารางกิจกรรมได้ทางเว็บไซต์ของศูนย์

สุดท้ายแล้ว มาตรวัดอายุการใช้งานของอาคารอาจเริ่มต้นจากความมั่นคงทางวิศวกรรม แต่ทว่าการตระหนักถึงคุณค่าของสถาปัตยกรรมในฐานะมรดกของเมืองที่อาคารหลังเดิมยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ในการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเมือง คือสิ่งสำคัญที่ทำให้อาคารยังคง ‘มีชีวิต’ ทั้งในบทบาทของฟังก์ชันในฐานะอาคาร และการเป็นผู้สื่อสารคุณค่าและแนวความคิดจากยุคสมัยที่เริ่มต้นก่อสร้างออกสู่สายตาของผู้คน พร้อมกันกับนิทรรศการนี้ที่ราวกับเป็นการเฉลิมฉลองให้กับสถาปัตยกรรมแห่งนี้ที่ยังคงโอบอุ้มการใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพแม้จะผ่านเวลามาเกือบครึ่งศตวรรษ

archicenter.jp