The Preservation of Fire นิทรรศการโดย บู้ซือ อาจอ นำเสนอวัฒนธรรมอาข่าผ่านผืนผ้าทอและบ้านไม้ พร้อมชวนตั้งคำถามถึงการธำรงรักษาวัฒนธรรมให้ยังคงมีชีวิตในปัจจุบัน
TEXT: KANDECH DEELEE
PHOTO: KETSIREE WONGWAN EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
“ประเพณีไม่ใช่การบูชาเถ้าถ่าน หากแต่เป็นการรักษาไว้ซึ่งเปลวไฟ” – กุสทัฟ มาเลอร์
เถ้าถ่านกับไฟในคำกล่าวของมาเลอร์ที่ปรากฏในคำอธิบายนิทรรศการ อ้างอิงไปถึงข้อโต้เถียงเรื่องรูปแบบนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ที่มักจะเป็นไปในลักษณะของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สิ่งที่อยู่ในลำดับพัฒนาการ ตลอดจนการเป็นสิ่งที่จะถูกสำรวจด้วยความแปลกหูแปลกตา ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยถูกหยิบจับด้วยมือก็มักจะถูกครอบทับด้วยกล่องอะคริลิกใสป้องกันการสัมผัส เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ดำรงชีพก็มักจะถูกแขวนไว้ในตู้กระจก เรื่องเล่า ตำนาน นิทานพื้นถิ่นก็มักจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกชำแรกด้วยการประกบความ ตีความ และขยายความ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ชมส่วนใหญ่ที่เป็น ‘คนจากส่วนกลาง’1 สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น มากไปกว่านั้น ยังสะท้อนให้เห็นถึงระยะที่ต่างกันระหว่างเจ้าของเรื่องกับผู้เล่า ซึ่งบัดนี้กลายเป็นผู้สถาปนาความรู้ ผู้ครอบครองวัตถุแห่งความรู้ ตลอดจนเป็นเจ้าจุลจักรวาลแห่งห้องจัดแสดง


ในเวลาต่อมาจึงมีการโต้แย้งว่าการนำเสนอในรูปแบบดังกล่าวไม่ต่างจากการมอบความตายให้กับเรื่องเล่าที่มีชีวิตชีวา เพราะไกลออกไปจากห้องจัดแสดง ยังคงมีคนที่อาศัยในบ้านไม้หลังนั้นอยู่ ยังคงมีคนที่ใช้สอยหัตถกรรมเหล่านั้นอยู่ และยังคงมีคนที่เล่าต่อมุขปาฐะเหล่านั้นอยู่ รูปแบบการนำเสนอที่กักขังชีวิตเอาไว้ในตู้กระจกจึงไม่ต่างกับการนำเถ้าถ่านมาจัดแสดง เป็นสิ่งที่เหลือค้างจากความตายหาใช่การพยายามธำรงรักษาไว้ซึ่งไฟและไออุ่นดังพันธกิจที่แจ้งไว้เมื่อแรกเข้า คำกล่าวของมาเลอร์จึงชี้ให้เห็นถึงพันธกิจของสิ่งที่จะต้องเผยตัวต่อไปในเบื้องหน้า คือกิจที่จะต้องสำแดงไฟแห่งชีวิต และคือกิจที่จะต้องปฏิเสธการเป็นเถ้าถ่านแห่งความตาย

บู้ซือ อาจอ | Photo: Preecha Pattara, courtesy of the artist

The Preservation of Fire เป็นนิทรรศการของ บู้ซือ อาจอ ศิลปินชาวอาข่า ว่าด้วยวัฒนธรรมของชุมชนชาวอาข่าที่กระจายตัวในภาคเหนือของไทย ลาว เมียนมา และทางตอนใต้ของจีน ตัวนิทรรศการแบ่งพื้นที่การจัดแสดงออกสองชั้น โดยชั้นล่างจัดแสดงผ้าทอที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับชุมชนชาวอาข่า ส่วนชั้นบนจัดแสดงบ้านไม้ของชาวอาข่าที่ถอดประกอบมาจากบ้านจริงในจังหวัดเชียงราย แม้ดูเหมือนจะเป็นการเล่าเรื่องราวทางชาติพันธุ์เช่นเดียวกันกับพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ของรัฐ อีกทั้งยังมีจุดมุ่งหมายในการทัดทานการลืมเลือนทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน แต่นิทรรศการนี้มีความต่างออกไปด้วยสถานะที่ซ้อนทับกันระหว่าง ‘ศิลปิน’ และ ‘ชาวอาข่า’ ของบู้ซือ ตำแหน่งแห่งที่ของผู้เล่าที่ต่างกันจึงส่งผลให้ทิศทางการนำเสนอ รูปแบบการจัดแสดง ตลอดจนความรู้สึกของผู้ชมแตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน

เริ่มต้นจากห้องจัดแสดงชั้นล่าง บู้ซือและชุมชนชาวอาข่าของเธอได้ร่วมกันถักทอต่อเย็บผืนผ้าขนาดใหญ่ห้อมล้อมทั้งห้องจัดแสดง ผืนผ้ากินพื้นที่ตั้งแต่ผนังลากยาวลงมาเกยถึงพื้นพาดยาวล้อมรอบสองฝั่งของห้อง ทำให้การเดินชมผลงานกลายเป็นการเดินทางเข้าไปในภพภูมิอื่น ผืนผ้าของบู้ซือจึงมีลักษณะเป็นศิลปะจัดวาง (installation art) ที่ละเล่นอยู่กับการแปรสภาพพื้นที่จัดแสดง ทำให้พื้นที่และผลงานกลืนกลายเข้าหากัน ผู้ชมจึงไม่ได้ชมผลงานที่แยกจากกันเป็นชิ้น แต่กำลังถูกกลืนเข้าไปส่วนหนึ่งของผลงานด้วยปัจจัยเชิงพื้นที่

ตลอดแนวยาวของผืนผ้า บู้ซือได้ทำการเย็บเสื้อผ้า กระเป๋าย่าม หมวก ตลอดจนเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับอื่นๆ ของชาวอาข่าลงบนผืนผ้าจนกระจายอยู่ทั่วตัวห้อง ด้วยรูปลักษณ์ของเครื่องนุ่งห่มเหล่านี้ที่มีทั้งส่วนแขนและส่วนขาคล้ายรยางค์ร่างมนุษย์ การเดินชมงานตามทางเดินที่ถูกบีบจากผลงานทั้งสองฝั่งจึงให้รู้สึกเหมือนถูกห้อมล้อมด้วยผู้คนที่กำลังมองมาที่ผู้ชม งานของบู้ซือจึงท้าทายโดยการกลับตาลปัตร ทำให้สิ่งที่เคยถูกจ้องมองให้กลายเป็นผู้จ้องมอง และทำให้ผู้ชมซึ่งเคยมีอำนาจในการมองกลายเป็นผู้ถูกมองเสียเอง
การถูกรุมจ้องมองโดยปราศจากแววตานี้ให้ความรู้สึกเย็นเยียบและเงียบสงัด สอดรับกับตัวบทอธิบายนิทรรศการ ซึ่งอ้างอิงพื้นที่ชั้นล่างนี้เข้ากับหลุมศพใต้ดิน เป็นพื้นที่แห่งความตาย ความทรงจำ และการรำลึก เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกอ้างอิงถึงการเลือนหายทางวัฒนธรรม เพราะสิ่งทอของชาวอาข่าแบบดั้งเดิมมักพบได้จากหลุมศพที่ฝังไปพร้อมกับเจ้าของเดิมเท่านั้น การเดินชมอุโมงค์ผ้าของบู้ซือจึงเป็นการสำรวจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของการรำลึก และความพยายามรื้อฟื้นร่างของความทรงจำ ในขณะเดียวกันก็ชวนให้เรากลับมาคิดถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และวัตถุในวัฒนธรรม การจ้องมองเพื่อเรียกคืนความสำคัญนี้ไม่ได้มาจาก ‘คน’ เพียงอย่างเดียว แต่มันอาจจะเป็นการจ้องมองจาก ‘วัตถุ’ เหล่านั้นที่พยายามทัดทานการถูกลืม นั่นจึงอาจเป็นเหตุที่การจ้องมองนี้ปราศจากแววตา แต่รู้สึกได้ผ่านแขนเสื้อและขากางเกง

ถัดขึ้นมาในพื้นที่ชั้นบน บู้ซือได้ทำการรื้อถอนบ้านไม้ของชาวอาข่าแบบดั้งเดิมมาจากจังหวัดเชียงราย และนำมาประกอบขึ้นใหม่โดยช่างฝีมือชาวอาข่า น่าสังเกตว่าการนำเสนอตัวบ้านนี้ไม่ได้เป็นไปในลักษณะของแบบจำลองที่ให้ข้อมูลและความรู้เชิงสถาปัตยกรรม ปราศจากป้ายและชุดคำศัพท์ช่างที่คอยแปะและอธิบายชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวบ้าน เรือนไม้หลังนี้คงสภาพเอาไว้ราวกับเจ้าของเพิ่งลุกออกจากบ้านไปไม่นาน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ยังกระจัดกระจายและคงร่องรอยของการใช้งาน การปล่อยปละให้แต่ละสิ่งยังคงอยู่ในสภาพเดิมราวกับไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ

รูปแบบการจัดแสดงที่เกิดขึ้นยังราวกับเป็นการย้อนกลับมาท้าทายขนบการจัดแสดงแบบดั้งเดิมที่งานหัตถกรรมนานาชนิดมักถูกแยกขาดจากบริบทดั้งเดิมก่อนจะถูกแยกชิ้นและติดป้ายในลักษณะเป็นการให้ความรู้ตลอดจนมอบคุณค่าบางอย่างให้ในฐานะภูมิปัญญาของผู้ที่อยู่ห่างออกไป แต่ยิ่งพยายามชิดใกล้เท่าใดก็เหมือนจะทำให้ยิ่งห่าง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุแต่ละชิ้นโดนแยกขาดจากกันแม้จะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นสิ่งอื่น ซึ่งมีสถานะอื่น ความหมายอื่น และกลายเป็นแค่สิ่งที่ ‘เคย’ เป็น
ความรู้สึกประหลาดยิ่งก่อตัวทบทับเมื่อได้ก้าวขึ้นไปบนตัวเรือน แม้จะไร้ผู้อาศัยแต่อุ่นไอของกายมนุษย์ยังคงค้างคาอยู่ในการจัดวาง ข้าวของเครื่องใช้หลายชิ้นเผยให้เห็นถึงร่องรอยการใช้ชีวิตของผู้อาศัยที่มีทั้งส่วนที่งามและไม่งาม ส่วนที่สะอาดสะอ้านตลอดจนส่วนที่รกและคราบของการอยู่อาศัย ความสามัญจนดู ‘ส่วนตัวเกินไป’ นี้เองชวนให้กระอักกระอ่วนใจราวกับเรากำลังเป็น ‘ผู้บุกรุก’ เรือนไม้หลังนี้ของบู้ซือจึงไม่ได้แค่เผยชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอาข่าแต่ยัง ‘รุก’ ความรู้สึก และ ‘เร้า’ ให้ผู้ชมทบทวนสถานะของตนผู้เป็นคนนอก ความท้าทายนี้เองจึงชวนให้เรากลับมามองหาเส้นแบ่งระหว่างการเป็นผู้บุกรุกกับเป็นผู้มาเยือน การพยายามสร้างความรู้กับการพยายามทำความเข้าใจ

แต่ไม่ว่าเรือนไม้หลังนี้จะขับเน้นความรู้สึก ‘สมจริง’ มากเพียงใด เมื่อขยับออกมามองตัวบ้านโดยรวม เราจะพบว่าเรือนไม้หลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่กลางแจ้ง แต่ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของอาคารจัดแสดง แม้จะมีช่องให้แสงอาทิตย์ลอดส่องลงมา แต่ผืนฟ้ากับหลังคาบ้านก็ยังคงถูกกั้นด้วยอิฐปูน เรือนไม้ของบู้ซือจึงคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างการอยู่ใต้ร่มเงาของพื้นที่ศิลปะกับการแทรกแซงพื้นที่ศิลปะ ในความหมายอย่างแรก เรื่องราวของชุมชนชาวอาข่าในนิทรรศการนี้สามารถปรากฏชัดขึ้นได้ก็ด้วยแรงขับทางศิลปะ หาใช่การผุดเกิดขึ้นมาโดดๆ และไม่ใช่อำนาจจากพิพิธภัณฑ์หรือชุดความรู้ที่ถูกควบคุมด้วยอำนาจรัฐส่วนกลาง แต่ในความหมายอย่างหลัง บางกอก คุนส์ฮาเลอเองก็นับเป็นสถาบันทางศิลปะ ที่มีชุดความหมาย และมีอำนาจกระทำการในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน แรงทัดทานการลืมเลือนทางวัฒนธรรมของชาวอาข่าที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายสัมพันธ์ทางความหมาย ทุน และอำนาจที่พัวพันทับซ้อนกันเช่นนี้ ชี้ชวนให้เราตั้งคำถามไม่ใช่แค่กับสิ่งที่เห็นตรงหน้าแต่ยังรวมถึงสิ่งที่อยู่ห่างออกไป

นอกจากนี้ ด้วยลักษณะของการจัดแสดงที่ชั้นล่างเป็นดั่งหลุมศพใต้ดินและชั้นบนเป็นดั่งเรือนไม้ที่ตั้งอยู่บนผิวดิน นิทรรศการจึงมีลักษณะเป็นหน้าตัดข้างของดิน (soil profile) แบบที่ปรากฏในหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งเผยให้เห็นถึงช่วงชั้นของสรรพสิ่งที่ทับถมกันด้วยเงื่อนไขของเวลา ชีวิตและความตายจึงเผยให้เราเห็นถึงพลานุภาพของเวลา ในแง่หนึ่งอาจจะเป็นไปดั่งคำอธิบายนิทรรศการที่ต้องการนำเสนอโดยอ้างอิงกับความเชื่อของชาวอาข่าที่มองว่าคนเป็นและคนตายต่างอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ในอีกแง่ เพดานของชั้นหนึ่งและพื้นของชั้นสองก็เป็นสิ่งที่กั้นพื้นที่ทั้งสองให้แยกขาดจากกัน เป็นตัวบ่งชี้การมีอยู่ของเส้นเวลาที่ดำเนินต่อเนื่องไม่หยุดพัก สิ่งทอที่อยู่ในหลุมจึงเป็นสิ่งที่ร่วงผ่านข้ามพื้นที่ของชีวิต หลุดออกจากเรือน และเคลื่อนลงสู่ดิน การฝัง การทับถม และการย่อยสลายในพื้นที่ของความตาย เหมือนกับวัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่มีทุนมีกำลังมีอำนาจน้อยกว่าก็จะถูกกลืนหายและสลายไปกับกาล กลายเป็นเพียงชั้นดินหนึ่งที่รอการขุดค้นในวันข้างหน้า แม้จะมีการขุดแต่ง ประกอบซ่อม แต่ก็ดำเนินไปพร้อมกับระยะห่างของเวลาและวัฒนธรรม

จากคำกล่าวของมาเลอร์ งานของบู้ซือจึงเป็นการรักษาไว้ซึ่งเปลวไฟผ่านความร่วมมือกับชุมชน ทำให้ชุมชนอาข่ากลายเป็นผู้สร้างงานศิลปะ และทำให้งานหัตถกรรมและงานช่างพื้นถิ่นที่สืบทอดกันมายาวนานกลายเป็นสิ่งที่ถูกจัดแสดงในพื้นที่ร่วมสมัย แต่ที่น่าสนใจคืองานของบู้ซือไม่เพียงปฏิเสธการเป็นเถ้าถ่าน แต่ยังเป็นการนำเถ้าถ่านกลับมาเป็นเชื้อไฟ ทั้งผืนผ้าและเรือนไม้ชี้ให้เราเห็นถึงช่องว่างและระยะห่างของสิ่งที่เราเคยคุ้น ซึ่งหลายครั้งก็สร้างแรงกระทบให้กลับมาคำนึงถึงตำแหน่งแห่งที่ของเรา—ผู้ชม
The Preservation of Fire จัดแสดงระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle)
_
1 คนจากส่วนกลาง ในที่นี้หมายถึง ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ชมโดยนัย (implied audience) ของพิพิธภัณฑ์ของรัฐ มักเป็นกลุ่มคนที่ผ่านระบบการศึกษาตามมาตรฐานของรัฐ และผ่านการขัดเกลาทางสังคมโดยสถาบันทางสังคมแบบรัฐสมัยใหม่ ผู้ชมในอุดมคติของพิพิธภัณฑ์และเจ้าของวัฒนธรรมชาติพันธุ์จึงมีระยะห่างระหว่างกันอย่างชัดเจน หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของกรณีนี้คือ คำอธิบายที่ปรากฏบนแผ่นป้ายในพิพิธภัณฑ์นั้นล้วนใช้ภาษาไทยมาตรฐาน ผู้ชมที่พิพิธภัณฑ์สื่อสารด้วยจึงต้องเป็นคนที่ผ่านการศึกษาตามมาตรฐานของรัฐ เป็นผู้ใช้ภาษาไทยตามระเบียบวิธีที่รัฐกำหนด ในขณะที่เจ้าของวัฒนธรรมนั้นอาจจะมีวิธีในการสื่อสาร การส่งต่อภูมิปัญญา หรือแบบแผนในการอธิบายสิ่งต่างๆ ด้วยรูปแบบที่ต่างออกไป

















