Art Jakarta 2026 เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางศิลปะได้ทำงานร่วมกัน พร้อมชวนสำรวจอิสรภาพทางความคิดและความกล้าหาญของศิลปินในการสื่อสารประเด็นร่วมสมัย
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO: SARUNKORN ARTHAN EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
หากสีแดงบนธงชาติอินโดนีเซียมีความหมายถึง ความกล้าหาญและอิสรภาพของมนุษย์
สีแดงที่ปรากฏใน Key Visual ของ Art Jakarta 2026 ก็อาจหมายความตามนั้นด้วยเช่นกัน
‘อิสรภาพและความกล้าหาญ (ที่ไม่ระรานสิทธิของผู้อื่น)’

ว่ากันตามตรง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาความเชื่อว่าศิลปะต้องรับใช้อะไรบางอย่างนั้นยังฝังลึกถึงซีรีบรัมของเรา เช่นเดียวกับการไม่เชื่อคำว่า ‘ศิลปะเพื่อศิลปะ’ เพราะขนาดศิลปะที่ว่างามนักงามหนาเลอค่าทางความงามยังประดับฝาบ้านผู้ดีมีเงินได้ ก็ด้วยเงิน ด้วยศิลปะยังรับใช้สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของผู้ซื้อมิใช่หรือ

ว่ากันตามอ้อม งานแฟร์ทางศิลปะแบบ Art Jakarta นี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศิลปะยังรับใช้เศรษฐกิจอยู่เสมอ เพราะศิลปะจึงมีเงิน เพราะมีเงินจึงมี ‘ศิลปะ’ และ Art Jakarta ในหลายปีที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่เช่นนั้นได้อย่างดีเหมือนกองพันทหารกล้าที่ไม่ย่อหย่อนต่อการรบบนสนามทุนนิยมทางศิลปะนี้ ฉันใดก็ฉันนั้นท่ามกลางโลกทุนนิยมและอำนาจเงินเป็นใหญ่ ในศิลปโลกอาจมีศิลปินผลิตศิลปะเพื่อศิลปะ แต่แน่นอนว่าหากไร้ซึ่งการซื้อขายแล้ว ศิลปินไม่อาจเป็นศิลปินอยู่ได้ เป็นได้แต่ผู้สรรค์สร้างแรงบันดาลใจที่ไส้แห้งเท่านั้น

SCOPE

SCENE

Lost at Sea, presented by Bibit & Stockbit, in collaboration with Endry Pragusta.
Art Jakarta ใน edition 2026 ยังคงความหลากหลายของสถาบันทางศิลปะเอาไว้ ตั้งแต่แกลเลอรี, สถาบันทางศิลปะ กลุ่มทางศิลปะ ความร่วมมือทางศิลปะระหว่างรัฐ และอาร์ตแฟร์ในภูมิภาคต่างๆ ของอินโดนีเซียที่มีความโดดเด่นในตัวเองสูง ซึ่งตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางและเสาหลักของอาร์ตแฟร์ในเอเชียอาคเนย์ได้อย่างน่าสนใจ

Photo courtesy of Art Jakarta


แกลเลอรีจากหลากหลายประเทศ ทั้งประเทศเจ้าบ้านกว่าครึ่ง และแกลเลอรีนานาชาติอีก 33 แห่ง ซึ่งแสดงตัวตนของศิลปินรุ่นเก่า / รุ่นใหม่ได้อย่างน่าสนใจผ่านสื่อหลากประเภทและหลายแนวคิด (ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิสรภาพบนจุดยืนของศิลปินด้วย) เช่น บางผลงานสื่อผสมโดยศิลปินคนหนึ่งจาก ara acontemporary ที่ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์อินโดนีเซียผ่านผลงานรูปทรงโอเบลิสก์ ที่บรรยายภาพเหตุการณ์ก่อนและระหว่างได้เอกราชจากอาณานิคมดัตช์ได้อย่างตรงไปตรงมา


นอกจากนี้ยังมีศิลปินไทยที่เข้าร่วมใน Art Jakarta ปีนี้ด้วย ได้แก่ บุษปศิลา หวานจริง ที่จัดแสดงผลงานเกี่ยวกับบึงบัวในซีรีส์ After Monet ที่บูธของ Artemin Gallery จากไต้หวัน ซึ่งพาผู้ชมย้อนสำรวจความทรงจำวัยเด็กผ่านซีรีส์สระบัว ที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างความงามภายนอกและความหวาดกลัวอันดำมืดใต้ผิวน้ำ

อีกบูธแกลเลอรีจากไทยอย่าง Warin Lab ยังได้นำผลงานการคอลแลบกันระหว่างสาครินทร์ เครืออ่อน และจารุพัชร อาชวะสมิต ตั้งโดดเด่นอยู่ระหว่างกลางของบูธ เป็นที่สนใจของผู้ชมเป็นจำนวนมาก และนอกจากนี้ยังมีซีรีส์จิตรกรรมของกนกวรรณ สุทธัง ที่ในครั้งนี้เธอพัฒนาจากเรื่องข้าว มอด และพืชพรรณในนาข้าวที่เคยแสดงในงาน Art Jakarta ครั้งที่แล้ว ก้าวสู่การพูดถึงพรรณพืชขนาดเล็กในธรรมชาติ เช่น ดอกหญ้าที่ปลิวตามสายลม ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมากๆ ว่าในวันแรก (และในรอบ VIP Preview) ผลงานของเธอก็ถูกกว้านซื้อโดยนักสะสมอย่างรวดเร็วด้วย

Photo courtesy of Art Jakarta
หากพูดโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมากที่สุด ก็คือทุกผลงานและศิลปินทุกคนต่างก็มีความกล้าหาญในการนำเสนออยู่เป็นทุน แต่สิ่งที่เราคิดว่ากล้าหาญและแสดงอิสรภาพทางความคิดที่สุดชิ้นหนึ่งในงานครั้งนี้ คือ พื้นที่ SPOT ของ SAL Project ที่จัดแสดงผลงาน Berbunga-bunga: Tribute to Red Cross Movement in South Papua ไม้กางเขนขนาดสูงใหญ่ถึงห้าเมตร ประดับประดาด้วยดอกไม้ที่ประดิดประดอยจากภาพถ่ายและจัดแสงไฟให้โดดเด่นจนผู้ชมงานหลั่งไหลเข้ามาแห่หุ้มรุมล้อมอยู่เป็นระยะๆ

Photo courtesy of Redaksi Jubi TV
อังกิ ปูร์บานโดโน (Angki Purbandono) ศิลปินผมเดรดล็อกชาวยอกยาการ์ตา เล่าให้เราฟังว่า สิ่งนี้มันเกิดขึ้นจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Pesta Babi: Kolonialisme di Zaman Kita (Pig Feast: Colonialism in Our Time) ที่ตีแผ่การแย่งชิงที่ดินและผืนป่าของชนพื้นเมืองในภูมิภาคปาปัวใต้ ที่ถูกรุกรานโดยเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล ซึ่งเข้ามาทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นอย่างรุนแรง ทำให้คนท้องถิ่นอย่างชนเผ่า Marind, Yei, Awyu และ Muyu ได้ร่วมกันปักไม้กางเขนไว้ในพื้นที่ป่าตามจารีตประเพณีเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจรัฐเหนือมาตุภูมิของพวกเขา


แม้อังกิจะไม่เคยสัมผัสรสขื่นคืนขมของชนเผ่าผู้สูญเสียโดยตรง แต่เขาได้เคี่ยวกรำทุกอารมณ์ความรู้สึกออกมาเป็นไม้กางเขนยักษ์ประดับพฤกษา สำหรับเขา ไม้กางเขนคือสัญลักษณ์สากลแห่งการไว้อาลัยและการสูญเสีย ขณะที่มวลไม้ดอกพื้นถิ่นแห่งปาปัวและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โอบล้อมอยู่นั้น เปรียบเสมือนมหัคฆภัณฑ์อันสูงค่าที่เซ่นบูชาแด่การต่อสู้และการเสียสละของชนพื้นเมืองที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด ศิลปะของศิลปินคนนี้จึงได้รับใช้การต่อสู้และรับใช้ผู้คนเพื่อชีวิตของผู้อาศัยในดินแดนห่างไกลเมืองหลวง
ว่ากันตามอ้อม (อีกครั้ง) งานอาร์ตแฟร์อย่าง Art Jakarta (และแฟร์อื่นๆ ที่ตั้งชื่อว่า Art ตามด้วยชื่อเมืองหรือประเทศ) คือพื้นที่ศูนย์กลางที่เปิดโอกาสให้คุณค่าทางสุนทรียศาสตร์และกลไกทางเศรษฐกิจได้ทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกันก็เป็นเวทีที่รองรับเรื่องเล่าอันหลากหลาย ตั้งแต่ความทรงจำส่วนตัว นวัตกรรมด้านวัสดุ ไปจนถึงเสียงสะท้อนทางการเมืองอันหนักหน่วง


ว่ากันตามตรง (อีกที) ท้ายที่สุด ไม่ว่าศิลปะจะทำหน้าที่รับใช้สิ่งใดไม่ว่าจะหล่อเลี้ยงชีวิตศิลปิน บันทึกประวัติศาสตร์ หรือสร้างความรื่นรมย์ให้ผู้ครอบครอง แต่สิ่งที่ Art Jakarta 2026 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน คือ ‘อิสรภาพและความกล้าหาญ’ ในการสร้างสรรค์ยังคงมีตัวตนและส่งเสียงถึงผู้คนเสมอ ไม่ว่าจะอยู่บนผืนป่าอันห่างไกล หรืออยู่ภายใต้แสงไฟของอาร์ตแฟร์แห่งนี้ก็ตาม

Art Jakarta 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-4 ตุลาคม 2569 ที่ JIExpo Kemayoran กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

สําหรับผู้ที่อยากเข้าใจ ‘Art Jakarta’ มากขึ้น สามารถย้อนอ่านข้อมูลเบื้องต้นของเทศกาลได้ที่:



















