พูดคุยกับ YONIAM ถึงเบื้องหลังการวาดอาคารเก่าในสิงห์บุรีและกรุงเทพฯ ตั้งแต่ความทรงจำส่วนตัวไปจนถึงความตั้งใจในการบันทึกเรื่องราวของเมืองผ่านงานศิลปะ
TEXT: PEERAWICH RUANGPENG
PHOTO COURTESY OF YONIAM
(For English, press here)
art4d พูดคุยกับ กัลยรัตน์ ไม้น้อย หรือ YONIAM ศิลปินผู้เกิดและโตที่สิงห์บุรี ผู้ถ่ายทอดและบันทึกความทรงจำของอาคารเก่าในจังหวัดสิงห์บุรีผ่านภาพวาดที่โดดเด่นด้วยสีสันและองค์ประกอบ เพื่อให้อาคารเหล่านั้นยังคงสามารถสนทนาและมีชีวิตร่วมกับปัจจุบัน รวมถึงเพื่อเป็นการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอเองกับรากเหง้าในถิ่นที่ซึ่งเธอได้เติบโตขึ้นมา
art4d: อยากให้เล่าว่าทำไมถึงใช้ชื่อว่า YONIAM
YN: มาจากนามสกุล ‘ไม้น้อย’ สะกดเป็นภาษาอังกฤษแบบกลับหลัง ไม่ได้มีความหมายอะไรในรูปคำ ช่วงเข้ามหาวิทยาลัย คิดว่าเราจะต้องได้วาดรูปเยอะแน่ๆ เลย บวกกับเพจ Facebook กำลังเป็นกระแส ตอนนั้นอยากได้ชื่ออะไรที่มันเป็นตัวเราและเราไม่คิดจะเปลี่ยนมันด้วย เลยมาจบที่ชื่อ ‘YONIAM’ เพราะเป็นนามสกุลเรา แล้วพอทำงานประจำ ‘YONIAM’ ก็เป็นเหมือน safe zone ที่เราจะกระโจนลงมาทำอะไรก็ได้ลงในพื้นที่นี้ได้เต็มที่มากๆ อีกด้วย

art4d: อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันเหจากการวาด portrait สู่การวาดอาคารเก่า
YN: ด้วยความที่เราเรียนจบครูศิลปะ 5 ปี แล้วก็ชอบวาดภาพอยู่แล้วหนึ่งในนั้นก็คือ portrait แต่ก็ไม่ได้ถนัดอะไร แต่ที่ถนัดจริงๆ คือ landscape เวลาไปไหนก็พกสมุด ปากกา ดินสอ มองเห็นตึกรอบตัวก็วาดไปเรื่อยๆ หลังเรียนจบเราได้งานประจำเลยไม่ค่อยมีเวลาได้จับสมุดสเก็ชเท่าไรนัก เราเลยหันมาทำอะไรที่ง่ายขึ้นเช่น portrait ที่วาดง่ายๆ หาจุดเด่นของแบบและตัดทอนทุกอย่าง พอเราสนุกกับการวาดอีกครั้ง เราก็เลยหันกลับมาวาด landscape ทำให้เราวาดตัวย่านอาคารเก่ามานับตั้งแต่ตอนนั้น

art4d: ย่านเก่าในกรุงเทพ กับย่านเก่าในบ้านเกิดของคุณ ‘สิงห์บุรี’ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
YN: สำหรับเราว่าไม่ต่างกันมาก กรุงเทพฯ เราแค่มาเรียนและทำงานอยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ทำความรู้จักกับพื้นที่ใหม่โดยการผ่านเส้นทางนั้นซ้ำๆ จนคุ้นเคย ส่วนสิงห์บุรีเราเกิดและโตที่นี่ มีพื้นที่บางส่วนในความทรงจำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ชอบในทั้งสองเมืองเลยก็คือ การเดินไปยังย่านนั้นๆ แล้วมองค่อยๆ มองรายละเอียดจากดวงตาของเราที่เริ่มคุ้นชิน เวลาเราสเก็ชก็จะสังเกตจุดเล็กๆ ในย่านนั้นๆ นิสัยนี้เองก็ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งนั้นในทุกๆ ที่ที่มันปรากฏขึ้นมาด้วย

art4d: ความเหมือนหรือต่างนี้ส่งผลต่อการคิดและทำงานศิลปะของคุณบ้างไหม อย่างไร
YN: จริงๆ ไม่ต่างกันมากนัก แต่มีที่ต่างกันคือ กรุงเทพฯ มันคือมุมมองคนนอกที่มองเข้ามา ถ้าหากเป็นสิงห์บุรี มันจะมีความเป็นส่วนตัวของเราใส่เข้าไปจากสิ่งที่เราเห็น อาจจะเป็น ความคุ้นชินของเราใส่เข้าไป ส่วนกรุงเทพฯ ก็จะเป็นภาพกว้างๆ เป็นมุมมองเราเป็นผู้อยู่อาศัยในเมืองนี้แล้วถ่ายทอดภาพนั้นออกมาเป็นภาพ แต่ก็อาจจะ relate กับคนง่ายกว่าที่อาจจะไม่รู้เรื่องราวส่วนตัวของเรา
art4d: เห็นว่าบางผลงานมีการพูดคุยกับคนในท้องถิ่นด้วย เพราะอะไรถึงตัดสินใจคุยกับพวกเขา และคุณได้อะไรกลับมาทำงานบ้างไหม
YN: เรารู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้นเลย งานประจำของออฟฟิศที่ต้องทำงานกับผู้คนอยู่แล้ว การพูดคุยก็ทำให้เรามองเห็นความสายใยผูกพันระหว่างผู้คน อาคาร เวลา ส่วนนี้เองก็ทำให้ภาพของเรามีชีวิตชีวาและชัดเจนมากขึ้นด้วย
art4d: ภาพที่คุณวาดหลายๆ ภาพ เหมือนว่ามีสภาวะก้ำกึ่งระหว่างความจริงกับความฟุ้งฝันบางอย่าง เช่น ภาพวาดของ ‘ร้านยากิตติโอสถ’ หรือ ภาพวาด ‘ร้านสีมรกต’ คุณช่วยอธิบายถึงแนวคิดหรือการจัดวางองค์ประกอบภาพเหล่านั้นหน่อยได้ไหม
YN: เราชอบจินตนาการย้อนกลับไปถึงสมัยเด็กๆ ที่เราเคยเดินผ่านอาคารหลังนั้นๆ ไม่ได้ปะติดปะต่อความทรงจำกับมัน แต่พอเราโตขึ้นเรากลับนึกถึงว่าอาคารหลังนี้มันเคยอยู่ตรงอื่นมาก่อนหรือเปล่า? หรือแบบเวลาที่เรามองนกมองไม้ตอนเด็กๆ เราก็จะจินตนาการฟุ้งไปเรื่อยๆ แล้วก็จินตนาการว่าถ้าอาคารนี้ไปอยู่ที่อื่นจะเป็นอย่างไร เราเลยนำกลับมาวาดใหม่ด้วยมุมมองเราในตอนนี้ การสังเกตจุดเล็กๆ ที่เคยมองข้าม แม้ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจเราอยากนำเสนอความพิเศษเล็กๆ ของสถานที่นั้นๆ ผ่านความประทับใจของเราจนออกมาเป็นภาพ‘ร้านยากิตติโอสถ’และ ‘ร้านสีมรกต’


art4d: ในงาน BKKIF 2025 ที่ผ่านมา ทำไมคุณถึงนำเอาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมาทำคุกกี้ด้วย และการทำงานเชิงทดลองนี้ให้อะไรกับคุณบ้าง
YN: BKKIF เมื่อปี 2025 เป็นครั้งแรกที่เราไปออกบูธของเรา เลยอยากตั้งโจทย์ว่าอยากเปลี่ยนภาพวาดทางสายตา ไปสู่ประสบการณ์ทางกายภาพอื่นๆ บ้าง เราเลือกทำคุกกี้ เพราะเรารู้จักกับร้านคุกกี้อร่อยๆ เราเลยออกแบบใหม่ไปเสนอกับร้าน เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลยสนุกกับการทดลองครั้งนี้มาก ระหว่างการทำก็มีการปรับสีของคุกกี้หลายครั้ง พิมพ์คุกกี้ออกแบบใหม่เราและร้านก็ช่วยกันปรับขนาดจนเหลือ food waste น้อยที่สุด มีหลายคนกลับมาซื้อไปกินกับชาแล้วอร่อย เราก็ดีใจที่ชอบในสิ่งที่เราทำ
art4d: เสียงตอบรับในงานงาน BKKIF 2025 ที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้าง
YN: ถือว่าเป็นการออกบูธใหญ่ในไทยสำหรับเราเหมือนกัน เราได้เจอกับผู้ติดตามในโซเชียล เราจำทุกคนได้และอ่านทุกข้อความทั้งจากคอมเมนต์หรืออินบ็อกซ์ หลายคนเข้ามาทักทาย พูดคุยกันแม้ว่าจะไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เรารู้จักคุณว่าคุณคือแอคเคานต์นี้นะ มันทำให้เรารู้สึกได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ชม ซึ่งเราว่าส่วนนี้มันสำคัญกับเรามาก เพราะเราก็ไม่ได้รับรู้ถึงผลตอบรับเวลาเราทำงานสร้างสรรค์ว่าสารนั้นไปถึงใครหรือเปล่า การพูดคุยกันต่อหน้าก็เป็นพลังให้เราทำงานต่อไปได้

art4d: ในอนาคต นอกเหนือจากการวาดภาพบนกระดาษหรืองานคุกกี้ทดลองแล้ว มีสื่อ ศิลปะประยุกต์ หรือผลิตภัณฑ์รูปแบบไหนที่คุณอยากลองนำสถาปัตยกรรมเก่าไปต่อยอดอีกไหม
YN: มีสิ่งที่เราอยากทำกับสิงห์บุรีอยู่ก็คือ อยากชวนคนให้คนมารู้จักกับสิงห์บุรีมากขึ้น อาจจะออกมาในรูปแบบเวิร์กช็อปหรือคู่มือสักอย่างที่เชื้อชวนให้มองเรื่องราวของสถาปัตยกรรมเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ และเร็วๆ นี้ก็จะมีโปรเจกต์เล็กๆ ที่จะทำกับคนสิงห์บุรีด้วยและมีองค์กรชวนเราไปทำด้วยจริงๆ

art4d: ในอนาคตอันใกล้ YONIAM จะมีโปรเจกต์ นิทรรศการ หรือทิศทางใหม่ๆ อะไรมาให้เราได้ติดตามกันอีกบ้าง
YN: จริงๆ เราอยากกลับบ้านไปทำสิงห์บุรีให้มันชัดขึ้น เรารู้สึกว่าเราสามารถเล่าอะไรได้มากกว่านี้อีกเยอะมากๆ มีสถานที่อีกหลายแห่งที่เรายังไม่รู้จักและเราอยากจะไปรู้จักกลับไปสนิทกับมันอีกครั้ง ย่านในกรุงเทพฯ เหมือนกัน เร็วๆ นี้ก็จะมีงานออกมา ล่าสุดเราไปนางเลิ้ง เรารู้สึกว่าย่านนี้มีคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจทั้งตึกอาคาร ผู้คน ประกอบกันเป็นย่านย่านหนึ่ง เราก็พยายามจะนำเสนอในส่วนนี้ออกมาให้เป็นภาพเหมือนกัน

art4d: ในระยะยาว คุณอยากให้ผลงานบันทึกอาคารเก่าของ YONIAM ทำหน้าที่อะไรในสังคม หรือสร้างแรงกระเพื่อมอย่างไรต่อการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น?
YN: คำถามยิ่งใหญ่มาก สำหรับเราคิดว่าเราเป็นจุดเล็กๆ เหมือนเรากำลังจัดเก็บความทรงจำของย่านไว้ในลิ้นชัก เวลาเราวาดย่านไหนหรือเมืองไหนก็เก็บไว้ในลิ้นชักนั้นๆ เราคิดว่าคนๆ หนึ่งจะเห็นคุณค่าของเมืองต้องมาจากความรู้สึกผูกพันหรืออยากที่จะรู้จักมันก่อน ถ้าอย่างน้อยภาพของเราถ้ามันทำหน้าที่นั้นแล้ว ทำให้คนออกไปชมเมืองมากขึ้น แม้หลังจากนั้นตึกอาจจะถูกทุบทิ้งไปแล้ว เช่น ‘สกาล่า’ ที่เราวาดเอาไว้ ภาพของเราอาจทำหน้าที่เป็นบันทึกเล็กๆ เป็นเพียงจุดหนึ่งที่บันทึกห้วงเวลาขณะที่อาคารหลังนั้นยังมีชีวิตอยู่ มองย้อนกลับไปเราก็ดีใจเหมือนกันที่อย่างน้อยเราได้บันทึกสิ่งนั้นเอาไว้




