เสียงกระซิบจากผืนป่าที่พาเราเข้าสู่ความเงียบงัน ‘The Sound of Naoshima’ เมื่อศิลปะ ธรรมชาติ และการรับรู้ ค่อยๆ พาเราเดินทางกลับเข้าสู่พื้นที่ภายในของตัวเอง
TEXT: PRATARN TEERATADA
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
เมื่อเอ่ยถึงเกาะนาโอชิมะขึ้นมา ผู้คนมักจะนึกถึงความเป็นเกาะแห่งศิลปะทันที เพราะที่นี่มีพิพิธภัณฑ์และพื้นที่ศิลปะกระจายตัวอยู่ทั่วเกาะ ไม่ว่าจะเป็น ‘ฟักทองแดง’ ของคุณป้าคุซามะ ยาโยอิ พิพิธภัณฑ์ศิลปะชิจู พิพิธภัณฑ์อันโด พิพิธภัณฑ์ลี อูฟาน เบเนสเซ เฮาส์ มิวเซียม และพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่นาโอชิมะ (Naoshima New Museum of Art)

Naoshima New Museum of Art | Photo: GION
พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่นาโอชิมะเพิ่งเปิดตัวในปี 2025 ภายใต้ ‘Benesse Art Site Naoshima’ โครงการศิลปะที่ดำเนินอยู่บนเกาะนาโอชิมะ เทชิมะ และอินุจิมะ บริเวณทะเลเซโตะใน (Seto Inland Sea) มาตั้งแต่ปี 1992 เช่นเดียวกับงานสถาปัตยกรรมสำคัญชิ้นอื่นๆ บนเกาะ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังคงออกแบบโดย ทาดาโอะ อันโด เป็นอาคาร 3 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น และเหนือพื้นดิน 1 ชั้น ประกอบด้วยแกลเลอรี่ 4 ห้อง และมีคาเฟ่ที่มองเห็นทะเลเซโตะใน อันโดให้ความสำคัญต่อการกลมกลืนระหว่างงานสถาปัตยกรรม ธรรมชาติ และชุมชน เพื่อให้เกิดเป็นบทกวีแห่งแสงและคอนกรีตที่ส่งเสริมพลังของศิลปะให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพื้นที่รอบด้าน
ในปี 2026 ทางพิพิธภัณฑ์ได้ประกาศแนวคิด ‘Flow, Recurrence, Rebirth’ สำหรับนิทรรศการที่จะเกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์และวินเทอร์ โดยช่วงซัมเมอร์จะนำเสนอ ‘The Sound of Naoshima’ ผลงานติดตั้งกลางแจ้งของ สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้ง Sanitas Studio และศิลปินร่วมสมัยชาวไทย ผู้ทำงานคาบเกี่ยวระหว่างศิลปะและสถาปัตยกรรม นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการภายในแกลเลอรี่โดย เคนจิโร โอคาซากิ (Kenjiro Okazaki) ศิลปินร่วมสมัยและนักทฤษฎีชาวญี่ปุ่นวัย 70 ปี ในชื่อนิทรรศการ ‘Tender Buttons’ ซึ่งนำเสนองานอันหลากหลายตั้งแต่ประติมากรรม จิตรกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม ตลอดจนงานสถาปัตยกรรม

สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้ง Sanitas Studio และศิลปินร่วมสมัย | Photo: Peeraphat Kittisuwat
จุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่นาโอชิมะและสนิทัศน์ เกิดจาก Research Trip ของโซอิชิโร ฟูกูทาเกะ (ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิฟุคุทาเกะ) (Soichiro Fukutake, Honorary Chairman, Fukutake Foundation) และอากิโกะ มิกิ (ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่นาโอชิมะ) (Akiko Miki, Director, Naoshima New Museum of Art) มายังประเทศไทยในช่วงต้นปี 2024 และได้มาเยือน Sanitas Studio พวกเขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของทางพิพิธภัณฑ์ที่มุ่งเน้นสร้างพื้นที่และบทสนทนาทางศิลปวัฒนธรรมฝั่งตะวันออกระหว่างเอเชียและญี่ปุ่น และหลังจากได้รับฟังไอเดียรวมถึงพอร์ตโฟลิโอของสนิทัศน์แล้ว ฟูกูทาเกะได้กล่าวว่า “คุณต้องไปนาโอชิมะ” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการไปทำ Site Research ร่วมกันบนเกาะ…

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
ซึ่งในในโอกาสนี้ art4d ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนบทสนทนากับสนิทัศน์ถึงเรื่องราวตั้งแต่ชุดเริ่มต้นไปจนถึงแนวคิดเบื้องหลังของการทำงานชิ้นนี้กอีกด้วย
“เราคิดว่าสิ่งที่เชื่อมโยงเราเข้าด้วยกัน น่าจะเป็นภาษาทางศิลปะและแนวคิดจากผลงานชุดก่อน ๆ ของเรา อย่าง Garden of SILENCE ในงาน Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 และ Across the Universe and Beyond ในงาน Bangkok Art Biennale 2018 ที่ตั้งคำถามเรื่องพื้นที่ จิตวิญญาณ และสัจจะของธรรมชาติ”
“ในฐานะของศิลปิน นาโอชิมะคือสถานที่ที่สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้เรามาตลอด เราสนใจในแนวคิดและความสัมพันธ์ของ Art – Architecture – Nature ของ Naoshima Project มาก พอทราบเรื่องโปรเจกต์นี้เลยรู้สึกว่าเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่และน่าสนใจมากจริงๆ”

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
“สำหรับผลงาน ‘The Sound of Naoshima’ ชิ้นนี้ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นงานจัดวางถาวร (Permanent Site-Specific Commission) ของมิวเซียม เดิมทีมีกำหนดการเปิดตัวพร้อมกับสถาปัตยกรรมหลักในปี 2025 แต่ด้วยความที่ตัวงานถักทอเข้ากับบริบทของผืนป่าโดยตรง (Context Responsive) เราจึงคิดว่าการเปิดตัวในช่วงที่ระบบนิเวศและป่ารอบข้างเติบโตอย่างสมบูรณ์เต็มที่น่าจะทรงพลังที่สุด เลยตัดสินใจร่วมกันที่จะขยับการเปิดตัวเต็มรูปแบบไปเป็นปี 2026”
“อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปิดตัวมิวเซียมกลางปี 2025 เรามีงานสเกลย่อมอย่าง Meditation Pavilion เพื่อรองรับ Meditation Program ซึ่งพาวิเลียนชิ้นนี้ทำหน้าที่เสมือนบทนำ (Introductory Chapter) ที่ชวนให้ผู้ชมได้ปรับจูนประสาทสัมผัส ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกของ ‘The Sound of Naoshima’ ตัวเต็ม” สนิทัศน์กล่าว

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
ในส่วนของกระบวนการทำ Research ครั้งนั้น แบ่งออกเป็น 2 มิติ ในแง่กายภาพเป็นการทำความเข้าใจความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ (Spatial Connectivity) และกระบวนการรับรู้ (Phenomenology of Perception) ของผู้ชมทั้งหมดบนเกาะนาโอชิมะ ส่วนในแง่นามธรรม ทางทีมสนใจแนวคิดเรื่องป่าศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Forest) และลักษณะความเชื่อของญี่ปุ่น แม้ว่าไทยกับญี่ปุ่นจะมีรากฐานพุทธปรัชญาที่คล้ายคลึงกัน แต่ทางทีมให้ความสนใจกับความเหมือนและความต่างในเชิงอัตลักษณ์ เพื่อสร้างภาษาสากลที่จะสื่อสารกับคนในพื้นที่และผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้อย่างมีมิติที่สุด

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
“พอได้ลงสำรวจพื้นที่ (Site Exploration) ได้ไปเยือนตามศาลเจ้าและเส้นทางแสวงบุญ 88 แห่ง (88 Pilgrimage Sites) ในนาโอชิมะ เราประทับใจในช่วงเวลาของประสบการณ์ที่เคลื่อนผ่านธรรมชาติของป่าศักดิ์สิทธิ์มาก เสมือนพาเราไปอีกโลกหนึ่ง ทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ตอนไปปฏิบัติธรรมในป่าที่เมืองไทยที่เราได้เรียนรู้เรื่อง ‘ธรรมะ คือ ธรรมชาติ’ (Dhamma – Nature) มันเป็นพื้นที่ที่เราสามารถเรียนรู้และเข้าใจเรื่องความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน ผ่านสัจธรรมของธรรมชาติด้วย”

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
นอกจากนี้ตัวงานยังได้รับแรงบันดาลใจจากปริศนาธรรมของเซน (Zen Koan) เรื่อง ‘The sound of one hand clapping’ หรือเสียงตบมือข้างเดียว มันคือภาวะตื่นรู้ (Mindfulness State) ที่ไม่สามารถอ่านทำความเข้าใจได้ด้วยตรรกะ แต่ต้องเข้าถึงผ่านประสบการณ์ตรงเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับปริศนาธรรมนี้ ‘The Sound of Naoshima’ เป็นเรื่องของประสบการณ์ตรง (Experimental Art) ล้วนๆ เป็นงานที่ชวนให้ผู้ชมกลับมา ‘ฟังด้วยหัวใจ’

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
“ประกอบกับเราได้รับแรงบันดาลใจจากบริบทและพื้นที่ของตัวงานที่เป็นผืนป่าและสภาพธรรมชาติอันร่มรื่นตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ เราอยากเก็บความเป็นธรรมชาติของพื้นที่ตรงนี้ไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้คนรับรู้งานผ่านประสบการณ์และประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งเสียง กลิ่น และการมองเห็น ตัวงานจึงเริ่มจากการรับรู้เสียง กลิ่น และการมองเห็น และเมื่อเข้าสู่พื้นที่ใจกลางงาน จะเงียบจากการรับรู้เสียง กลิ่น และการมองเห็น เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนได้ช้าลง ได้หยุด ได้มีช่วงเวลาอยู่กับตัวเอง อาจหลับตาและใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพัก”

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
ขั้นตอนการติดตั้งงานครั้งนี้เป็น ‘ข้อต่อ’ ที่สำคัญมาก เพราะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกและช่างฝีมือชาวไทย กับทีมเทคนิคของ Fukutake Foundation ด้วยความที่ ‘The Sound of Naoshima’ เป็นงานที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์เชิงพื้นที่ (Spatial Experience) หมายถึงมีเรื่องราว (Narrative) ตั้งแต่จุดเริ่มต้นบนทางเดินในป่าที่เป็น ‘Walking Thinking Path’ ก่อนจะนำเข้าสู่ชิ้นงานศิลปะจัดวาง ‘Echo of SILENCE’ และเดินเข้าสู่ใจกลางงานที่เป็น ‘SILENCE’

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
“ในแง่ของกระบวนการ (Process) เราวางระบบร่วมกันล่วงหน้าอย่างละเอียด โดยทางญี่ปุ่นรับหน้าที่เตรียมโครงสร้างฐานรากแบบ In-situ (หล่อในที่) และเส้นทางเดินบนหน้างาน เพื่อรองรับตัวงานประติมากรรม (Sculpture) ที่เราสร้างเสร็จแล้วส่งไปประกอบ เราเริ่มลงพื้นที่ติดตั้งช่วงเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนของธรรมชาติมากๆ อากาศดิ่งลงไปถึง 5 องศาเซลเซียส (รู้สึกเหมือนลบ 3) การทำงานกลางแจ้งท่ามกลางความหนาวระดับนั้น ทำให้เราต้องปรับตัวและแก้ปัญหาร่วมกับธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนในแง่ของความเป็นมืออาชีพจาก Fukutake Foundation ดีมากๆ”

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat
“สิ่งที่ประทับใจในฐานะศิลปิน คือเราได้เห็นบทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างสองวัฒนธรรมการทำงาน หัวหน้าทีมฝั่งญี่ปุ่นคือผู้อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะชิจู วิธีการทำงานของเขาจึงเต็มไปด้วยความเป๊ะ แม่นยำ และมีระเบียบวินัยสูง (Rigorous Precision) ในขณะที่ทีมไทยเรามีทีมช่างฝีมือที่มีความยืดหยุ่นสูง และตอบสนองต่อสัญชาตญาณหน้างานได้ดี (Organic Fluidity) เมื่อสองพลังนี้มาเจอกัน มันเกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมที่ทรงพลังมาก ทุกคนมุ่งไปที่ผลลัพธ์ของตัวงานอย่างที่สุด”
“การที่เฝ้ามองชิ้นงานค่อยๆ หยั่งรากลึกลงในพื้นที่ ท่ามกลางรอยต่อของฤดูกาลจากหน้าหนาวไปฤดูใบไม้ผลิ (First day of spring) และการได้ร่วมฉลองเทศกาลโอฮานามิใต้ต้นซากุราร่วมกันระหว่างทีมไทยและทีมญี่ปุ่น มันไม่ใช่แค่ความทรงจำที่มีคุณค่า แต่มันคือนาทีที่ตัวงาน ศิลปิน ทีมงาน และบริบทของนาโอชิมะได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง”

Tender Buttons (2026) | Photo: Takeru Koroda
ด้านในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ยังมีงานที่เปิดแสดงร่วมกับงานด้านนอกของสนิทัศน์ เป็นงานของ เคนจิโร โอคาซากิ (Kenjiro Okazaki) ศิลปิน นักวิจารณ์ และนักทฤษฎีศิลปะร่วมสมัยหัวก้าวหน้าของญี่ปุ่นอีกท่าน ผู้มีชื่อเสียงในการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมิติ เวลา และการรับรู้ของมนุษย์ นิทรรศการ ‘Tender Buttons’ เป็นการนำผลงานเก่าและงานที่สร้างขึ้นใหม่มารวมจัดแสดงเข้าด้วยกัน
“สำหรับผลงานชุด ‘Tender Buttons’ ของคุณเคนจิโร โอคาซากิ เรามองว่าเป็น Painting Practice ที่มีฐานคิดและมิติทางปรัชญาที่ลึกซึ้งมาก งานของเขาส่วนใหญ่ชวนให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของภาพที่เห็นตรงหน้า เพื่อดึงผู้ชมเข้าสู่กระบวนการครุ่นคิดและการตีความที่ไร้ขอบเขต”
สิ่งที่น่าสนใจและเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ดีมาก คือการตั้งชื่อผลงานแต่ละชิ้นที่ทำหน้าที่เสมือน Poetic Extensions หรือบทกวีที่เป็นนามธรรม ซึ่งมันเกิดเป็นบทสนทนาที่ทรงพลังร่วมกับภาพวาดอย่างมีชั้นเชิง

Tender Buttons (2026) | Photo: Takeru Koroda
“ยิ่งไปกว่านั้น การที่คุณโอคาซากิมีขอบเขตการทำงานไปถึงฝั่ง Architecture และ Landscape Architecture ยิ่งทำให้เราในฐานะของคนที่ทำงานคาบเกี่ยวในมิตินี้เหมือนกัน รู้สึกเชื่อมโยงกับงานของเขามากๆ เราสัมผัสได้ว่าผลงานของเขาไม่ใช่แค่ภาพวาดบนผืนผ้าใบ มันคือการกลั่นกรองปรัชญาและบทกวีที่ทำให้เรากลับมาพินิจพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราใหม่ (Re-examine our surroundings) พร้อมกับเปิดระบบการรับรู้ไปสู่โลกเชิงนามธรรม (Abstraction) ในอีกมิติหนึ่งได้อย่างงดงามและทรงพลังมาก”
เกาะนาโอชิมะคือหัวใจสำคัญในการปฏิวัติโลกศิลปะร่วมสมัย โดยเปลี่ยนเกาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เคยมีสภาพเสื่อมโทรมให้กลายเป็นศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยระดับโลก ที่หลอมรวมงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ธรรมชาติ และงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเอาไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่คนรักศิลปะทั่วโลกต้องไปเยือน การขับเคลื่อนงานศิลปะของนาโอชิมะจึงเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของวงการศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันของโลกไปด้วยเช่นกัน

Tender Buttons (2026) | Photo: Takeru Koroda
“เรารู้สึกว่าวงการศิลปะร่วมสมัยของโลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความย้อนแย้งที่น่าสนใจมาก มันเป็นสภาวะที่ทั้งใกล้และไกล ทั้งเล็กและใหญ่ในเวลาเดียวกัน เพราะพวกเราทุกคนกำลังยืนอยู่ท่ามกลาง Paradigm Shift หรือรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ของโลก
เราว่าศิลปะร่วมสมัยทำหน้าที่ในการเปิดบทสนทนาและเป็นกระจกสะท้อนที่ตอบโต้กับบริบททางสังคมและจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม และวิกฤตสิ่งแวดล้อม (Climate Crisis) การดิสรัปชันของเอไอ และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็น Collective Experience หรือประสบการณ์ร่วมที่มนุษย์ทั้งโลกกำลังเผชิญหน้าและตั้งคำถามไปพร้อมๆ กัน เราจึงเห็นการเชื่อมโยงและการแลกเปลี่ยนมุมมองเหล่านี้ผ่านมุมมองศิลปะทั่วทุกมุมโลก
แต่ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางกระแสความผันผวนอันอึกทึกของโลกภายนอก เรากลับเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนและทรงพลังมากอย่างหนึ่ง คือการที่กระแสศิลปะโลกและผู้คนเริ่มส่งสัญญาณโหยหาพื้นที่แห่งความสงบภายใน (Internal Sanctuary / Space for Contemplation) เสียงเรียกหาความนิ่งและความเงียบงันตรงนี้กำลังส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยปัจจุบัน”

Naoshima New Museum of Art | Photo: GION
ผลงานศิลปะติดตั้งกลางแจ้งของ สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ และนิทรรศการเดี่ยวของ เคนจิโร โอคาซากิ จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งใหม่นาโอชิมะ อันเป็นส่วนหนึ่งของ Summer Rotation ภายใต้แนวคิด ‘Flow, Recurrence, Rebirth’ โดยผลงานศิลปะจะถูกจัดแสดงในฐานะนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์ รวมถึงในหน้าหนาวที่จะถึงนี้ ทางพิพิธภัณฑ์มีกำหนดจัดแสดงนิทรรศการ Currents without Anchors ของสองศิลปินอย่าง Kei Imazu และ Bagus Pandega อีกด้วย

The Sound of Naoshima (2026) | Photo: Peeraphat Kittisuwat