เปิดบทสนทนากับ inw collective กลุ่มคนช่างสงสัยกับของเล็กๆ แต่เป็นประเด็นใหญ่ในเมือง และนิทรรศการครั้งแรกที่เพิ่งผ่านไป
TEXT: PHARIN OPASSEREPADUNG
PHOTO: KITA THAPANAPHANNITIKUL
(For English, press here)
เคยสงสัยในอะไรบางอย่างของเมืองมั้ย เคยสงสัยมั้ยว่าที่มาที่ไปของวัตถุชิ้นเล็กชิ้นน้อยในเมืองเหล่านี้มันเกิดจากอะไร ทำไมเราถึงต้องมีของสิ่งนี้วางอยู่ที่ตรงนี้ แต่ในชีวิตที่เร่งรีบอาจทำให้เราเคยมองข้ามบางอย่างไป แต่กลุ่ม ‘inw collective’ มนุษย์ 5 คนจากหลายอาชีพและความสนใจ ไม่ว่าจะสถาปนิก กราฟิกดีไซน์เนอร์ คาแร็กเตอร์ดีไซน์เนอร์ แต่สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือความขี้สงสัย นำพาให้มาเจอะเจอจนได้ลองทำอะไรมันส์ๆ ไปด้วยกัน ตั้งแต่การเดินเมือง เวิร์กช็อป และล่าสุดกับงานนิทรรศการ Zine Exhibition: IT’S NICE TO WONDER ครั้งแรกของพวกเขา ที่เพิ่งจบไปเมื่อ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานี้เอง


นิทรรศการ Zine Exhibition: IT’S NICE TO WONDER ตั้งอยู่ที่ร้านเนเบอร์มาร์ท ชั้นหนึ่งของ TCDC โดยกลุ่ม inw collective เล่าเรื่องความสงสัยของตัวเองกับเมือง ในแง่มุมต่างๆ 5 มุม ด้วยซีนหรือหนังสือทำมือ 5 ฉบับ ไม่ว่าจะเจ้าท่อสีฟ้าแก้ปัญหาทุกอย่าง ดาต้าร้านหมูกระทะ เหล็กดัดสะท้อนความเป็นเมือง ไปจนถึงสิ่งของ 101 ชิ้นช่วยแก้ปัญหาเมือง และแฟ้มลับฮีโร่ฉบับกรุงเทพฯ แค่เล่าถึงตรงนี้ก็อยากจะเปิดซีนทั้ง 5 เล่มนี้อ่านแล้วจริงๆ

ความโดดเด่นของซีนทั้ง 5 เล่มถอดเอกลักษณ์ความขี้สงสัย และความสนุกของแต่ละคนในกลุ่ม inw collective ออกมา และแม้ว่านิทรรศการ IT’S NICE TO WONDER จะจบลงไปแล้ว แต่ความสงสัยของเรากับกลุ่ม inw collective ยังคงไม่จบง่ายๆ เราอยากรู้ถึงมุมมองของการทำงาน และความสนุกที่ค้นพบระหว่างการเดินเมือง ออกแบบซีนตามความสนใจของแต่ละคน จนออกมาเป็นนิทรรศการชิ้นนี้
art4d ชวนกลุ่ม inw collective ทั้ง 5 คน คือ ชัช-ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์ ซัน-ชาคร ขจรไชยกูล น้อยหน่า-รมย์รวินท์ พิพัฒน์นัดดา เกม-ศุทณัฐ เลิศรักษ์กุล และเนย-สุวิชา พิทักษ์กาญจนกุล มาพูดคุยถึงที่มาที่ไป การรวมกลุ่มที่เกิดขึ้นจากความสงสัย ความสนใจที่ถ่ายทอดออกมาเป็นซีนทั้ง 5 เล่มนี้ และเรื่องเมืองในมุมต่างๆ

(จากซ้ายไปขวา): ชัชวาล สุวรรณสวัสดิ์, ศุทณัฐ เลิศรักษ์กุล, ชาคร ขจรไชยกูล, รมย์รวินท์ พิพัฒน์นัดดา
art4d: เล่าที่มาที่ไปของการรวมกลุ่ม กว่าจะมาเป็น inw ให้ฟังหน่อย
Chatchavan Suwansawat: เริ่มต้นจากเราชอบจัดทริปเดินเมือง เพราะว่าเราสนใจเรื่องประเด็นเรื่องความเป็นสังคมเมืองแบบไม่เป็นทางการ เรียกว่า Informal Living เช่น ขายสตรีทฟู้ด หรืออะไรที่มันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติในสังคมเมืองนี้ พอจัดหลายทริปก็ได้พบกับน้องๆ ที่สนใจในประเด็นใกล้กัน รู้สึกว่าถ้ามีโปรเจ็กต์ทำด้วยกัน มันน่าจะขยายพื้นที่ในการเข้าใจสิ่งนี้ให้มันกว้าง แล้วมันก็น่าจะสดใหม่สำหรับเมืองด้วย เหมือนเป็นไพลอดโปรเจ็กต์ที่ลองทำงานด้วยกัน
Supanut Lertrakkul: เราดูว่าเราสนใจอะไรกันบ้าง เราจะตั้งใจทำอะไร แล้วชื่อกลุ่มของเรามันจะสอดคล้องกับอะไรดี แล้วก็ไหลไปเรื่อยๆ ตอนแรกมีเสนอชื่อคือ ‘กระรอกกรุง’ อะไรก็ไม่รู้ไปเรื่อยทีนี้มีคนเสนอชื่อว่า Win จากคำว่า วินมอเตอร์ไซค์ แล้วพี่เนยบอกว่าถ้าลองสลับ WIN จะกลายเป็น INW เทพซ่านะ แล้วทุกคนก็ชอบเลย
art4d: ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นกรุงเทพฯ ที่ลงท้ายว่าเทพเหมือนกัน
Romrawin Pipantnudda: มันเริ่มจากการเดินสำรวจกรุงเทพฯ แต่เราก็พยายามจะตัดความเป็นกรุงเทพฯ ออกนะ เหมือนเราใช้กรุงเทพฯ แค่เป็นพื้นที่สำรวจเฉยๆ แต่จริงๆ มันเอาไปใช้ในพื้นที่อื่นก็ได้ เพราะความ wonder นี้มันไปอยู่ตรงไหนก็ได้

art4d: งั้นพอเราเริ่มจะได้ชื่อ inw มาแล้ว เราขยับมาสู่นิทรรศการ IT’S NICE TO WONDER ได้ยังไง
Chatchavan: พอรวมตัวกันได้ เริ่มทำนิทรรศการอย่างจริงจัง เราก็อยากให้ ‘inw’ เป็นประโยคสั้นๆ ประโยคหนึ่งบอกถึงนิทรรศการด้วย เกิดเป็น IT’S NICE TO WONDER เพราะเวลาเราสำรวจเมือง พวกเราจะสนุกมาก ได้เห็นของกระจุกกระจิกแล้วตั้งคำถาม นำไปสู่การคิดเพิ่มเติม หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็เลยเป็นคำนี้ แล้วก็ลองมาดูกันว่าแต่ละคนสนใจประเด็นไหน อยากทำอะไร ซึ่งแต่ละคนมีความสนใจที่ชัดเจนมากๆ อยู่แล้ว


art4d : ความสนใจของแต่ละคนคืออะไรที่นำมาสู่การออกแบบซีนแต่ละชิ้นในนิทรรศการนี้ขึ้นได้มา
Chatchavan: เราทำหนังสือมา 2 เล่ม มีหัวข้อหนึ่งที่ผมอยู่กับมันนานมาก แล้วผมสนุกกับมันคือการเห็น ‘ท่อน้ำ PVC สีฟ้า’ ที่ทำได้ทุกอย่าง ด้วยความที่เราเป็นสถาปนิกเลยสนใจวัสดุเป็นหลัก แล้ววัสดุนี้มันทำได้เยอะจนผิดสังเกตและอยู่ทุกที่เลย งานนี้เลยเอาประเด็นเล็กๆ นี้มาโชว์เคสทำเป็นซีน ‘Blue pipes – raw material for Thai everyday’ เล่าสิ่งที่เราเรียนรู้จากมันตลอดหลายปีเราค่อยๆ ถ่ายเก็บมา พบว่าท่อเนี่ยเป็นมากกว่าแค่เป็นของที่หาง่ายมันสะท้อนสังคมค่อนข้างเยอะหลายๆเยอะ เช่นแบบเชิงสังคมเช่นถือป้ายไปเรียกร้อง การทำป้ายประท้วงก็ใช้ท่อนี้ หรือว่าห้องน้ำในไซต์คนงานก่อสร้างก็ใช้ตัวนี้ทำคือมันอยู่กับทุกๆที่ทั่วไป แต่มันดันจำเป็นต้องใช้อย่างเร่งด่วนหรือว่าบางทีอาจจะไม่ได้ผ่านความคิด มันก็สะท้อนความแบบเอาตัวรอดบางอย่างในสังคม

Chakorn Kajornchaikul: ผมทำเกี่ยวกับคาแร็กเตอร์ฮีโร่ในกรุงเทพฯ ชื่อ ‘แฟ้มลับฉบับกรุงเทพฯ Secret File – BKK’ เพราะว่าผมชอบซุปเปอร์ฮีโร่มากๆ เลยอยากเห็นฮีโร่ของกรุงเทพฯ บ้าง เราพบว่าหลายๆ สิ่งในกรุงเทพฯ มันมีเรื่องราวและคาแร็กเตอร์ของมันอยู่แล้วแค่ยังไม่มีใครหยิบจับมันเล่น พอยิ่งไปเดินสำรวจก็ยิ่งเห็นสิ่งต่างๆ เช่น พวกเสา ท่อฟ้า ที่กั้นที่จอดรถ จนเกิดชาเลนจ์หนึ่งคือ #กรุงภาพันธ์ ในเดือนกุมภาพันธ์ เราหยิบ 28 สิ่งในกรุงเทพฯ มาวาดเป็นคาแร็กเตอร์ พอมาลงในโปรเจ็กต์นี้ออกมาเป็นแฟ้มลับกรุงเทพฯ สมมุติว่าถ้ากรุงเทพฯ มีองค์กรลับขึ้นมาที่รวบรวมข้อมูลพลังในมนุษย์มันจะเป็นยังไง เลยหยิบฮีโร่ใน 28 ตัว มาใส่อยู่ในแฟ้มองค์กรลับ งานนี้ทำให้เรามีเปิดมุมมองมากขึ้นว่าสิ่งต่างๆ ในกรุงเทพฯ เอามาเล่นได้อีกเยอะเลย


Romrawin: พื้นฐานเราก็จะสนใจ ‘ของ’ อยู่แล้ว ของที่ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบบ้านๆ ที่ชาวบ้านเขาพลิกแพลง เริ่มหันกลับมาจริงจังกับเรื่องสำรวจเมืองแล้วก็ตามหาของพวกนี้มากขึ้นช่วงทำธีสิส สุดท้ายก็ออกมาเป็นงาน ‘10101 – 101 pieces for 1 city (Bangkok Edition)’ เป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ทำหน้าที่คล้ายๆ เลโก้ แต่จะใช้ชิ้นส่วนต่างๆ จากเมืองทั้งหมด 101 ชิ้นให้ทุกคนลองดีไซน์แก้ปัญหาของตัวเอง สิ่งที่เขาจะได้เพิ่มมาคือเขาจะได้รู้จักเมืองเพิ่มขึ้นด้วยผ่านของเหล่านี้ ของที่เขาไม่เคยสนใจเขาอาจจะหันกลับไปสนใจบ้างก็ได้ เช่น ท่อเหล็็กของเสาไฟฟ้า บางส่วนของสะพานลอย เพราะของพวกนี้มันไม่ได้เป็นของที่ทุกคนชอบ และมองว่ามันเป็นของไม่สวยงาม แต่จริงๆ มันเต็มไปด้วยกระบวนการออกแบบเลยนะ เหตุผลที่เขาทำมันเพราะเขาประสบปัญหาอะไรบางอย่าง และหาวิธีแก้ด้วยตัวของเขาเองผ่านการหยิบของรอบตัวขึ้นมาทำ

Supanut: ของเรา ‘กรุงเทพฯ หมูกระทะ Bangkok Moo Ka Ta’ จริงๆ ซีนเล่มนี้เป็น Side Quest ครับ ส่วนเรื่องหลักที่ผมทำคือดูแลแอ็กเคานต์เดินถ่ายป้ายเก่า ชื่อว่า ‘Typography Photo’ เป็นจุดเริ่มต้นจากที่ผมชอบเรื่องฟอนต์และไทโปมาก เช่น วันที่เราอยู่ว่างๆ ผมก็เสิร์ชคำว่าฟอนต์ในเฟสบุ๊คหรือไอจีโดยไม่รู้ตัว เหมือนมันกลายเป็นความสุขใจของเรา ทำให้เรามีรูปฟอนต์ต่างๆ เก็บไว้เยอะอยู่แล้ว พอมาทำซีนจะให้เอาทั้งหมดที่เคยถ่ายมาไว้ก็ไม่ไหว ผมเลยสุ่มๆ ป้ายร้านหมูกะทะมา 100 ป้ายแล้วก็ไล่ดู ดาต้าที่น่าสนใจ เช่น มีป้ายสติกเกอร์ 88 ป้ายสะกดไม่ถูก อย่างคำว่า ‘กระทะ’ แต่ว่า 88 ป้ายไม่มี ร เรือ หรือแพทเทิร์นของคำที่ชอบใช้กัน เช่นคำว่า Free Pepsi ไม่ได้ใช้คำว่าแถมน้ำรสชาติอร่อย แต่ต้องเป็นคำว่า Free Pepsi เท่านั้น แล้วต้องมีโลโก้ Pepsi อีกด้วย


art4d: น่าเสียดายวันนี้เนย (สุวิชา) ติดภารกิจจึงมาไม่ได้ ขอให้ชัช (ชัชวาล) เล่าแทนให้ฟังหน่อยนะ
Chatchavan: เนยสนใจพวกเหล็กดัดตามประตูหน้าต่างบ้าน ปกติเราชอบคิดว่าเหล็กดัดก็คือกันโจร ป้องกันบ้าน แต่พอลงสำรวจเมืองมากขึ้นพบว่าเหล็กดัดมันไม่ได้แค่นั้น มันมีมิติของเชิงวัฒนธรรม มีความหมายเชิงเรื่องราวและสัญลักษณ์เต็มไปหมด เช่น ผ่านหน้าบ้านคนใหญ่คนโต สมมติว่าตระกูลชื่อว่าเสือ เหล็กดัดจะเป็นรูปเสือ ที่มาของซีน ‘เหล็กดัดfun กรุงเทพฯ Goood Grills in Bangkok’ เล่มนี้ เกิดจากเคยได้ยินคำว่า ‘แขกเฝ้ายาม’ มาตลอด และก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนสุดท้ายเนยไปเจอเหล็กดัดที่มันเป็นรูปชาวแขกทำหน้าที่เป็นยามจริงๆ แขกยามนี้เลยเหมือนจุดประกายให้เนยก็ไปถ่ายทั่วประเทศเลย แต่ในซีนนี้คัดเฉพาะที่ถ่ายในกรุงเทพฯ 50 รูป พร้อมโลเคชันว่าให้ไปตามได้ว่าอยู่ที่ไหน ความน่าสนใจคือเหล็กดัดพวกนี้มันหายได้ บางทีไปตามมันก็ไม่อยู่แล้ว

art4d: แปลว่าซีนทุกเล่มเกิดจากการที่เราไปเดินเล่นในเมือง เราได้อะไรจากการเดินเมืองอีกบ้าง ทำไมถึงชอบไปเดินกัน
Supanut: การไปเดินคือการสำรวจ มันเป็นคุณค่าที่อินเตอร์เน็ตให้ไม่ได้ เพราะแม้แต่คนเดินทางรถไฟฟ้ากับคนเดินบนถนนมันก็เห็นคนละมุมมองแล้ว ข้อดีอย่างหนึ่งคือการได้ใช้ชีวิตให้ช้าลง บางทีรถมันพุ่งไปเลยไม่ทันรอให้เราดูนู้นดูนี่ แต่การเดินสำรวจมันทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้นหรือได้เข้าพื้นที่ที่รถเข้ามาไม่ได้หรือไปในที่ที่ไม่มีใครนำเราไปแต่เราอยากลองไปเอง
Romrawin: เราเองก็มีสิ่งที่เปลี่ยนไป ก่อนเริ่มมาทำงานธีสิสเราใช้ชีวิตเร่งรีบตามประสาคนบ้านไกลอยากรีบเข้าเมือง พอทำงานนี้เราเดินมากขึ้นและมันทำให้เราเชื่อมต่อกับพื้นที่ตรงนั้นมากขึ้น รู้ว่าพื้นที่นี้มีซอยนี้ มีร้านอาหารร้านนี้ เราเพิ่งจะได้รู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นหรือเมืองนี้มากกว่าเดิมก็ตอนที่ได้ใช้ชีวิตกับมันมากขึ้น หลังๆ ถ้ามีเวลาก็จะเลือกเดินมากกว่า
Chatchavan: สิ่งที่มนุษย์ทำได้แรกๆ คือเดิน แค่เดินออกจากบ้านเดินแล้วหนึ่งก็คือเริ่มเดินแล้วนะ และเราอาจจะได้อะไรมากกว่าที่คิด ช่วงไหนที่ชีวิตมันน่าเบื่อมากๆ หรือติดอยู่กับการใช้ชีวิตแบบเดิม การเดินก็ช่วยให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้เหมือนกัน เข้าใจแหละว่าทุกวันนี้บ้านเมืองเราจะยังเดินยากอยู่ แต่มันก็พอเดินได้ประมาณหนึ่งนะ ส่วนตัวคิดว่าคุ้มค่ากับการได้เริ่มสำรวจย่านใกล้บ้านของตัวเองนะ

art4d: จากการเดินบ่อยๆ อะไรเป็นสิ่งหนึ่งที่เราไม่อยากให้หายไปจากเมืองบ้าง ถ้าเดินไปเรื่อยๆ 5-10 ปีข้างหน้าก็ยังอยากเห็นของพวกนี้อยู่
Supanut: ร้านอาหารริมทางครับ เวลาเราเดินเข้าบริเวณชุมชนเล็กๆ การมีร้านอย่างนี้อาจจะเป็นแบบจุดพูดคุย หาข้อมูลได้อีก แบบพี่ครับ ที่นี่มันอยู่กันยังไงนะครับ ร้านเปิดกี่โมงนะครับ เป็นจุดอยากให้เราได้พูดคุยกันมากขึ้น เชื่อมโยงกับทั้งเราและชุมชน และชุมชนด้วยกันเอง
Chakorn: เห็นด้วย ร้านพวกนี้มันเลี้ยงปากท้องคนแถวนั้นนะ บางคนอาจจะคิดว่ามันไม่ควรมีอยู่ เพราะสกปรกบ้าง ทำให้เมืองไม่น่ามอง แต่มันช่วยให้คนระดับล่างที่กำลังทำงาน และเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอยู่รอดได้

art4d: แล้วอีก 2 คน คิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง
Chatchavan: เราคิดว่าจริงๆ มันไม่มีทางที่ของมันจะไม่หาย มันหายไปอยู่แล้วตามการเวลา เราหยุดและบังคับให้มันอยู่ตรงนั้นยืนยาวไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือเราไปจดจำมันยังไง หรือเรียนรู้ถ่ายทอดสิ่งที่เราเจอในช่วงเวลานั้นให้ดีที่สุดได้ยังไงมากกว่า
Romrawin: สุดท้ายแล้วมันก็คงจะต้องหายไปตามกาลเวลา ในฐานะนักสำรวจเมืองก็ใจหาย การมีอยู่ของสิ่งของ ในมุมหนึ่งคือการบ่งบอกว่าเมืองเรามีปัญหาอะไรบ้างที่เขาต้องพยายามแก้ด้วยวิธีของตัวเอง ดังนั้นแล้ว การหายไปของบางสิ่ง อาจจะบอกได้ว่าปัญหานั้นได้หายไปแล้ว เขาแก้มันสำเร็จแล้วก็ได้เหมือนกัน

art4d: หลังจากจบงาน Zine Exhibition: IT’S NICE TO WONDER คิดว่ากลุ่ม inw collective จะทำอะไรกันต่อ
Romrawin: จริงๆ แล้ว คำว่า collective หมายถึงการรวมกลุ่มคนเข้ามาด้วยกันเฉยๆ ไม่ได้มีจำกัดหรอกว่าต้องเป็นใครอะไรอย่างไร ใจหลักของการเป็น collective คือร่วมส่งเสียงของคนที่พูดเรื่องเดียวกันให้ดังขึ้น แล้วสิ่งที่พวกเราสนใจมันก็เริ่มมาจากความสนุกสนานที่เราอยากจะลองคิด ลองทำ สำหรับงานต่อๆ ไป มันก็คงเริ่มคล้ายๆ กันแบบนี้ สนุก น่าคิด น่าทำ งั้นทำสิ่งนี้ต่อกัน

