OFFICE NO.81

Office No.81 ผลงานการออกแบบโดย Collage Design Studio ที่แสดงศักยภาพของการดัดแปลงอาคารเก่าสู่พื้นที่อยู่อาศัยและสำนักงานใหม่ในย่านสุขุมวิท

TEXT: XAROJ PHRAWONG
PHOTO: PANORAMIC STUDIO EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

หากเปรียบว่าสถาปัตยกรรมมีสังขารเหมือนร่างกายมนุษย์ วิญญาณคือโปรแกรม สังขารคือสถาปัตยกรรม สังขารเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ต้องคอยหมั่นบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งาน แต่ในทางวิญญาณจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรขึ้นอยู่กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมผู้ใช้ที่มีความต้องการผันไปตามเงื่อนไขของเวลา สังคม เมื่อถึงจุดที่สังขารไม่อาจรับใช้วิญญาณที่เปลี่ยนไปได้ การศัลยกรรมจึงเริ่มขึ้นในชื่อว่าการปรับปรุงอาคาร

Office No.81 เป็นบ้านเดิมที่มีการใช้สอยแบบโฮมออฟฟิศมีบันไดวางกลางทั้งสองหลัง โดยมีผนังกลางใช้ร่วมกัน ทำหน้าที่แบ่งบ้านทั้งสองหลัง พร้อมกับโกดังเดิมด้านหลัง เมื่อต้องปรับปรุงสถาปัตยกรรมใหม่ เงื่อนไขที่สถาปนิกรับมาคือออกแบบภายใต้เงื่อนไขไว้รองรับการใช้งานที่อยู่อาศัย รองรับการทำงานในรูปแบบสำนักงานแบบใหม่ที่มีความยืดหยุ่น มีที่ว่างของการทำงานในลักษณะ co-working space การปรับปรุงโกดังด้านหลังให้รองรับการทำงานศิลปะ และมีพื้นที่จัดแสดงศิลปะได้ด้วย

การเปลี่ยนการใช้สอยอาคาร (adaptative reuse) คือการให้คุณค่าสิ่งที่มีอยู่เดิม นำมาปรุงแต่งสังขารกอดรัดไปกับวิญญาณใหม่จนเกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการแตะมันอย่างเบาๆ สู่การเปลี่ยนแปลงที่มากมาย ในแง่เศรษฐศาสตร์มันคือลดการใช้ทรัพยากรใหม่ เป็นการใช้ของเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการออกแบบ ดังที่เราเห็นได้จากกรณีศึกษาหลายมุมโลกที่เลือกจะเก็บสถาปัตยกรรมเก่าไว้ ทำการเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่ด้วยการออกแบบที่ตัวมันเองก็คือการแก้ปัญหา เงื่อนไขที่จำกัดนำมาสู่กรอบการการทำงานที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความประหลาดใจจากการปรับปรุง นำแนวคิดสร้างสรรค์เข้าไปสวม ทำให้สถาปัตยกรรมเก่ามีความงามใหม่จนสามารถอยู่กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ซึ่งก็ไม่เฉพาะกับสถาปัตยกรรมเพียงหนึ่งชิ้น แต่เมื่อขยายสเกลไปจนระดับเมือง มันจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้มหาศาลเลยทีเดียว

จากโจทย์ที่ได้รับโดยเจ้าของโครงการ สถาปนิกจาก Collage Design Studio ได้ทำการจัดเรียงสเปซให้ดูยืดหยุ่นมากขึ้น อาคารด้านหน้าถูกจัดผังใหม่ ตำแหน่งบันไดที่ชั้น 1 ถูกขยับไปไว้ด้านหลัง มีการรื้อพื้นบางส่วนออกให้สเปซโถงบันไดมีความลื่นไหลมากขึ้น สามารถเชื่อมโยงสายตาไปได้ถึงชั้น 3 จากพื้นที่ภายในมีลักษณะดูทึบ การใช้สีอ่อนทำให้พื้นที่ใหม่มีขนาดกว้างขึ้น อาคารโกดังด้านหลังถูกปรับจากพื้นที่เก็บของกลายเป็นสตูดิโอสำหรับทำงานศิลปะ พร้อมกับเตรียมพื้นที่ให้เป็น gallery จากเดิมที่พื้นที่ใช้สอย 2 ชั้น ถูกปรับปรุงให้เป็น 3 ชั้นในรูปแบบชั้นลอย ผลลัพธ์ของสเปซมีความลื่นไหลจากการไม่สร้างเต็มพื้นที่ อาคารทั้งส่วนสำนักงานและสตูดิโอถูกเชื่อมกันด้วยทางเดินเป็นสะพานเชื่อมที่ชั้น 2 พื้นที่ระหว่างอาคารทั้ง 2 กลายเป็นคอร์ทที่ทำหน้าที่ได้อเนกประสงค์ พร้อมกับเชื่อมโยงสเปซชั้น 1 ของทั้งสองอาคารให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ลดความอึดอัดจากพื้นที่หนาแน่นของย่านซอยสุขุมวิท 81

อีกโจทย์ด้านเศรษฐศาสตร์คือประเด็นวัสดุ การประยุกต์ใช้วงกบอลูมิเนียมขนาด 50×100 มิลลิเมตร ด้วยเหตุผลเพราะเป็นวัสดุที่ทนทาน น้ำหนักเบาเหมาะสมกับอาคารโดยไม่รบกวนโครงสร้างเดิม ดูแลรักษาง่าย การติดตั้งไม่ซับซ้อน และปรับเปลี่ยนได้ในระยะยาว สถาปนิกได้ทำการคิดหาวิธีการประยุกต์จากหน้าที่ของวงกบอลูมิเนียมให้มีหน้าที่อื่นในการออกแบบสถาปัตยกรรม บริเวณด้านหน้าอาคารหันหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นด้านที่ดวงอาทิตย์โคจรผ่านเป็นเวลาส่วนใหญ่ของปี ที่บริเวณชั้น 3 ตรงกับส่วนพักอาศัย ที่มีความต้องการเรื่องความเป็นส่วนตัวสูง การดัดแปลงจึงเริ่มด้วยการทำให้เกิดความเป็นส่วนตัว พร้อมกับลดความร้อนเข้าสู่อาคารโดยตรง

สถาปนิกออกแบบโดยประยุกต์วงกบอลูมิเนียมขนาด 50×100 มิลลิเมตร วัสดุที่คุ้นชินกับการเป็นวงกบประตูหน้าต่าง ให้กลายเป็นแผงบังแดดวางในแนวนอนพาดยาวคลุมด้านหน้าอาคาร และเพื่อป้องกันวงกบอลูมิเนียมมีอาการแอ่นจนตกท้องช้าง จึงออกแบบให้วงกบอลูมิเนียมพลิกในแนวตั้งเรียงรูปแบบไขว้เหมือนการก่ออิฐจากเหตุผลด้านโครงสร้าง

ผลลัพธ์เมื่อมองจากด้านหน้าอาคารดูพรางตาจากกิจกรรมภายในเพิ่มความเป็นส่วนตัว ในขณะที่ภายในห้องมีเงาพาดเป็นลายอิฐ เกิดความเคลื่อนไหวของแสงเงาเป็นปรากฏการณ์เกือบทั้งปี อีกทั้งแผงบังแดดนี้ทำจากอลูมิเนียมที่มีคุณสมบัติไม่อมความร้อน มีน้ำหนักเบา ทำให้การแก้ปัญหามีจุดร่วมกันของวัสดุและการใช้งาน ได้ประโยชน์ทั้งดึงแสงธรรมชาติ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากับแสงประดิษฐ์ และระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติ

การดัดแปลงจากสิ่งหนึ่งเพื่อนำไปใช้ในอีกบริบทหนึ่งเป็นอีกโจทย์ที่ต้องใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อหาคำตอบมากกว่าที่คุ้นเคย จนกลายเป็นการแก้ปัญหาใหม่ มันอยู่ในด้านที่เราหลงลืมมันไปเท่านั้นเอง

facebook.com/collage32

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *