DREAMING THROUGH TOXIC REMAINS – THE FUTURE WE OWE

เมื่ออดีตไม่เคยจางหาย และอนาคตยังไม่อาจเกิดขึ้นได้ ทัศนัยใช้ศิลปะเพื่อตั้งคำถามต่ออำนาจนิยมที่ยังตกค้างหลังสงครามในนิทรรศการ ‘Toxic Remains: Parasites of a Betrayed Dream’

TEXT: PRAT TINRAT
PHOTO: PREECHA PATTARA-UMPORNCHAI EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

ความฝันที่ยังไม่ตายท่ามกลางเศษพิษแห่งประวัติศาสตร์

“สงครามเย็นจบไปแล้วในยุโรป แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันยังไม่เคยจบ”

ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ทรงพลังของ ทัศนัย เศรษฐเสรี กลั่นจากประสบการณ์ตรง และก่อรูปเป็นแกนสำคัญของนิทรรศการ ‘เศษพิษ: ปรสิตแห่งฝันทรยศ’ (Toxic Remains: Parasites of a Betrayed Dream) นิทรรศการนี้ไม่เพียงขุดคุ้ยความทรงจำทางการเมือง หากยังเปิดโปง ‘เศษซากของอำนาจนิยม’ ที่ตกค้างอยู่ในระดับอารมณ์ ความเชื่อ และจิตวิญญาณ เหตุการณ์ทางการเมืองที่เราคิดว่า ‘จบไปแล้ว’ ถูกผลิตซ้ำซ้อนทับ กลับมาในฉากหน้าใหม่พร้อมวาทกรรม ‘ความดี—ความชอบธรรม’ ซึ่งถูกใช้เป็นเทคโนโลยีทางการปกครองเพื่อช่วงชิงอำนาจนำทางศีลธรรมอย่างต่อเนื่อง

ในพื้นที่จัดแสดง ภาพตัดแปะขนาดใหญ่ที่รวมใบหน้าพิกเซลของผู้นำในเครื่องแบบ ร่างหญิงที่ถูกชำแหละ ไปจนถึงดอกไม้กินแมลง—ทุกรายละเอียดหลอมรวมกันเป็นภูมิทัศน์ของอดีตที่ยังไม่เคยนิ่งสงบ และอนาคตที่ยังไม่มีที่ยืนอย่างแท้จริง ท่ามกลางเศษพิษเหล่านี้ ทัศนัยวางศิลปะไว้เป็นพื้นที่วิพากษ์ และพื้นที่สำหรับความหวัง—แม้เพียงริบหรี่ แต่ยังพอให้เราได้ตั้งคำถามต่อว่า ‘ความฝัน ความหวังของผู้คนที่หลงเหลืออยู่นั้น ยังพอมีที่ทางให้เราเชื่ออยู่หรือไม่’

เส้นทางของศิลปิน: จาก conceptual art สู่การต่อต้านอย่างเงียบงัน

ก่อนปี 2557 ผลงานของทัศนัยมักอยู่ในรูปแบบของ conceptual art ที่ยึดโยงกับบริบทเฉพาะสถานที่และช่วงเวลา งานศิลปะสำหรับเขาคือการทดลอง การตั้งคำถาม การจัดฉากให้เกิดการเผชิญหน้า แล้วรื้อถอนมันทิ้งหลังการจัดแสดงจบลง และปล่อยให้สิ่งที่เหลือเป็นเพียงความคิด บทสนทนา และปฏิกิริยาจากฟากฝั่งของผู้ชมที่ดำเนินต่อไปหลังจากนั้น

แต่หลังการรัฐประหารปี 2557 ศิลปินไม่อาจเป็นเพียงผู้เฝ้ามองอีกต่อไป เมื่อการตั้งคำถามกลายเป็นเป้าหมายของการจับตา ทัศนัยเริ่มเผชิญกับแรงกดดันและการคุกคามที่ไม่ใช่แค่ในเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นภัยทางกายภาพ ทั้งจดหมายติดตาม การเฝ้าดู และการบันทึก เขาจึงหลบออกจากพื้นที่สาธารณะ สู่สตูดิโอในเชียงใหม่ และค่อยๆ แปรเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างเงียบๆ จากการสร้างพื้นที่ชั่วคราวสู่การลงมือเก็บบันทึกและตัดแปะสิ่งที่คั่งค้างในความทรงจำ ผลงานรูปแบบ collage จึงไม่ใช่เพียงเทคนิค แต่คือกระบวนการ และความพยายามในการประกอบเศษซากให้กลายเป็นภาพใหญ่

เทคนิค collage การ ‘ตัดและปะ’ ของทัศนัยไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานศิลปะตะวันตกเพียงอย่างเดียว แต่หยั่งรากลึกในวิธีคิดของงานประดับในพิธีกรรมชาวบ้านภาคเหนือและอีสาน เช่น การตัดตุง กระดาษพับ กระดาษห้อย ที่ใช้ในงานบุญ งานประจำปี หรืองานศพ นี่คือการซ้อนทับชั้นของความเชื่อ ความทรงจำ และความไม่แน่นอน ที่แม้จะอยู่เพียงชั่วคราว แต่กลับส่งพลังได้ยาวนาน และอาจตราตรึงอยู่ในใจเรามากกว่างานถาวรใดๆ

พลังแห่งความไร้เดียงสา: อิทธิพลของลูกชายกับการมองสังคมแห่งอนาคต

ระหว่างที่เก็บตัวอยู่ในสตูดิโอกับลูกชาย ทัศนัยเริ่มสังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งขีดเขียนลงบนสมุดสเก็ตช์ของพ่อซ้ำๆ โดยไม่สนใจว่ากระดาษมีร่องรอยอยู่ก่อนแล้ว เส้นสายไร้แบบแผนเหล่านั้นค่อยๆ ซ้อนทับกันไปมา กลายเป็นชั้นของความคิด ความรู้สึก และความบังเอิญ ซึ่งสะท้อนลักษณะเดียวกับกระบวนการคอลาจของเขา

เส้นสายของลูกชาย บนสมุดสเก็ตซ์ของอาจารย์ทัศนัย | Photo courtesy of Gallery VER and the artist, Thasanai Sethaseree

Cold War: The Mysterious (สงครามเย็น: ปริศนาลวงพราง), จัดแสดงที่ MAIIAM Contemporary Art Museum เชียงใหม่ ปี 2022 | Photo courtesy of Gallery VER and the artist, Thasanai Sethaseree

เขานำเส้นสายเหล่านั้นไปขยายในขนาดมหึมา กลายเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ Cold War: The Mysterious (สงครามเย็น: ปริศนาลวงพราง) จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม เชียงใหม่ ในปี 2022 จากร่องรอยที่ไร้เดียงสากลับกลายเป็นพลังดิบที่เกือบก้าวร้าว เด็กกำลังเรียนรู้ที่จะควบคุมพลังงานที่พวกเขาปล่อยออกมา โดยไม่รู้ว่ามันจะกระทบอะไรบ้างในโลกของผู้ใหญ่ อิทธิพลในงานช่วงหลังปี 2557 จึงไม่ได้มาจากประสบการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากยังมาจากการได้อยู่ใกล้ลูกชาย เห็นความฝัน ความไร้เดียงสา และเสรีภาพของเด็กที่ยังไม่ถูกระบบควบคุม ไม่ใช่ของเด็กเพียงคนเดียว แต่หมายถึงโลกทั้งใบที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ศิลปะของเขาจึงไม่ใช่แค่การทบทวนอดีต แต่คือการตั้งคำถามว่าสังคมแบบใดที่เรากำลังปล่อยให้เกิดขึ้น และแบบใดที่เราควรลุกขึ้นมาท้าทาย

เบื้องหลังเส้นสาย: รากฐานทางความคิดจากครอบครัวและการเรียนรู้

รากฐานของทัศนัยไม่ได้หยั่งอยู่ในสายใดสายหนึ่ง หากเติบโตขึ้นจากความหลากหลายที่ดูขัดแย้งแต่กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ปู่ของเขาเป็นบาทหลวง ส่วนตาเป็นพระ เขาเติบโตมากับไบเบิล หนังสือธรรมะ และปรัชญา ทั้งตะวันตกและตะวันออกสลับกันเป็นพื้นหลังของการตั้งคำถาม ยิ่งไปกว่านั้น พ่อของเขายังทำงานเกี่ยวข้องกับการเมือง บ้านจึงเต็มไปด้วยเอกสาร แนวคิดทางอุดมการณ์ หนังสือประวัติศาสตร์ และตำราทางการเมืองการปกครอง สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมเป็นคลังข้อมูลภายในที่กลายมาเป็นวัตถุดิบทางความคิดอันลึกซึ้งของเขา

The Tower of Bubbles จัดแสดงที่ กวางจู เกาหลีใต้ | Photo courtesy of Gallery VER and the artist, Thasanai Sethaseree

The Tower of Bubbles จัดแสดงที่ กวางจู เกาหลีใต้ | Photo courtesy of Gallery VER and the artist, Thasanai Sethaseree

ในผลงาน ‘Tower of Bubble’ ที่จัดแสดงในเทศกาลศิลปะที่เมืองกวางจู—พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งเหตุการณ์ Gwangju Uprising หรือการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่กวางจู เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1980—เขานำแรงบันดาลใจจาก ‘Tower of Babel’ —เรื่องเล่าเกี่ยวกับ ‘หอคอยบาเบล’ สัญลักษณ์จากคัมภีร์ไบเบิลที่เล่าถึงการที่มนุษย์ร่วมกันสร้างหอคอยสูงเพื่อท้าทายสวรรค์ ก่อนที่พระเจ้าจะทำให้ภาษาของพวกเขาแตกต่างกันจนไม่สามารถสื่อสารกันได้ หอคอยจึงไม่เคยสร้างเสร็จ—มาใช้ ทั้งในฐานะสัญลักษณ์จากคัมภีร์ศาสนา และฐานะที่เคยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกทางการเมืองในรัสเซีย ในปี 2022

ต้นทางของงานชิ้นนี้เกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาส่วนตัว เมื่อเขากำลังอาบน้ำกับลูกชาย และสังเกตว่าในขณะที่ผู้ใหญ่รีบชำระล้าง เด็กกลับเล่นกับฟองสบู่ไปเรื่อยๆ ด้วยความฝันและจินตนาการ ‘Tower of Bubble’ จึงกลายเป็นภาพแทนของการท้าทายอย่างไร้เดียงสา—บริสุทธิ์เกินไปสำหรับโลกแห่งความจริง และเปราะบางเกินกว่าจะคงอยู่ได้นาน ทัศนัยมองว่านี่คือรูปแบบซ้ำของประวัติศาสตร์ แม้บริบทจะแตกต่างกัน แต่ลวดลายของอำนาจและการต่อต้านดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในแพทเทิร์นที่คล้ายคลึงกัน และไม่เคยหายไปจริงๆ หลังสงครามเย็น

มนุษย์ต่างมีเหตุผลในการทำให้ตัวเองถูก: วาทกรรมแห่ง ‘ความดี’ และเศษพิษสงครามเย็น

สงครามเย็นอาจสิ้นสุดลงในสายตาของโลกตะวันตกหลังปี 1989 เมื่อกำแพงเบอร์ลินพังทลาย แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เศษพิษของมันยังคงฝังแน่นอยู่ในโครงสร้างทางอำนาจ และสำแดงออกในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่นโยบายระดับรัฐ การส่งเสริมชาตินิยมสุดโต่ง การประกวดนางงาม ฯลฯ แต่มีสิ่งที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ‘การช่วงชิงอำนาจนำทางศีลธรรม’ โดยอาศัยวาทกรรมความดีเป็นเครื่องมือ ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อแยกฝ่ายให้ชัด และกลายเป็น ‘เทคโนโลยีทางการปกครอง’ ที่ไม่ต้องใช้กำลัง แต่ควบคุมความคิดผ่านคำพูด ความเชื่อ และความกลัว

หนึ่งในผลงานที่จัดแสดงในนิทรรศการ ‘เศษพิษ’ คือการฉายภาพยนตร์สารคดี ‘พลิกผืนดิน: การต่อสู้ของชาวนาชาวไร่ในภาคเหนือ 2517–2519’ โดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ สารคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของชาวบ้านในภาคเหนือที่ลุกขึ้นทวงคืนสิทธิในที่ดินทำกิน ท่ามกลางช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของไทยจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตย กลุ่มชาวนาในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนร่วมกันต่อต้านระบบเจ้าที่ดิน และโครงสร้างจารีตที่ยังคงกดทับชีวิตของพวกเขา

การต่อสู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องปากท้อง หากยังเผยให้เห็น การช่วงชิงอำนาจนำทางศีลธรรมที่ดำเนินอยู่เบื้องหลัง ‘มนุษย์ต่างมีเหตุผลในการทำให้ตัวเองถูก’ เมื่อฝ่ายหนึ่งอ้างเหตุผล ความดี หรือจารีตประเพณีเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกดขี่ผู้อื่น จนไม่รับรู้แม้แต่ความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย ผู้ซึ่งมีชีวิต ความคิด ความฝัน และครอบครัวไม่ต่างกัน การต่อสู้ของชาวนาในสารคดีจึงมิใช่แค่การเรียกร้องสิทธิ แต่คือการเปิดโปงกลไกของสังคมไทยที่ผลิต ‘ความถูกต้อง’ ขึ้นจากความเงียบงันของผู้ถูกทำให้มองไม่เห็น การนำสารคดีเรื่องนี้มาฉายในนิทรรศการ ‘เศษพิษ’ จึงมิใช่เพียงเพื่อทบทวนอดีต หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า ‘เศษพิษ’ ทางความคิดและอำนาจยังคงตกค้างในโครงสร้างสังคมไทย ไม่ว่าจะในรูปของชนชั้น บรรดาศักดิ์ ความไม่เท่าเทียม หรือวาทกรรมแห่งความดีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม

ทลายข้อจำกัด: ศิลปะและการก่อร่างสร้างโลกใหม่ใน Minecraft

ในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกับลูกชาย ทัศนัยได้สังเกตเห็นว่าลูกของเขากำลังเล่นเกม Minecraft อย่างสนุกสนาน เกมที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นสามารถสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้โดยไม่มีขอบเขตหรือกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ด้วยความสงสัย เขาจึงชวนลูกคุยถึงที่มาของเกม และพบว่า Minecraft ไม่ใช่แค่เกมยอดนิยมในหมู่เด็กเท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมไปทั่วโลกในหมู่เยาวชนหลากหลายวัฒนธรรม ความเรียบง่ายของมันกลับเปิดทางให้จินตนาการทำงานได้อย่างเสรี

เขายิ่งสนใจมากขึ้นเมื่อพบว่า Minecraft ซึ่งเปิดตัวในช่วงปี 2011 นั้น ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับกระแสการลุกฮือของประชาชนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Arab Spring ที่เริ่มจากตูนิเซียและลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง หรือลามถึง Occupy Wall Street ในโลกตะวันตก ทั้งสองฝั่ง—หนึ่งคือโลกเสมือน อีกหนึ่งคือโลกจริง—ต่างสะท้อนความพยายามในการ ‘ยึดคืนพื้นที่’ จากอำนาจเดิม และตั้งคำถามต่อโครงสร้างที่ปิดกั้นความฝันของคนรุ่นใหม่

ในขณะที่ Arab Spring เลือกยึดพื้นที่สาธารณะอย่างจัตุรัสทาห์รีร์เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบทางการเมือง Minecraft เสนอพื้นที่เสมือนที่เปิดให้ผู้เล่นออกแบบโลกใหม่ขึ้นจากศูนย์ ภายใต้กฎของตนเอง ทัศนัยมองเห็นความสัมพันธ์ที่น่าคิดระหว่างสองสิ่งนี้ และขอให้ลูกชายช่วยสร้าง ‘Dreaming World’ โลกในอุดมคติที่ไม่อยู่ภายใต้โครงสร้างเก่าๆ ขึ้นในเกม Minecraft แล้วนำภาพของเมืองนั้นมาใช้เป็นเลเยอร์หนึ่งของงานศิลปะ เพื่อทดลองดูว่า ‘ความฝัน’ จะสามารถเติบโตได้อย่างไร หากปราศจากกรอบอำนาจหรือข้อจำกัดแบบเดิมมาคอยบงการ จากสายตาของลูกชายที่เห็นโลกเป็นสนามแห่งการสร้างสรรค์ เกม Minecraft จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพที่ผู้ใหญ่หลงลืมไป พื้นที่เสมือนในเกมจึงกลายเป็นสนามแห่งจินตนาการ ที่ทั้งไร้เดียงสาอย่างเด็ก และลึกซึ้งในเชิงสังคมอย่างผู้ใหญ่—เป็นการทลายโลกเก่าด้วยความหวังแห่งโลกใหม่ที่ยังไม่ถูกปิดกั้น

บทส่งท้าย: ศิลปะคือเสียงแห่งความหวังเพื่อคนรุ่นต่อไป

ท้ายที่สุด นิทรรศการ ‘เศษพิษ: ปรสิตแห่งฝันทรยศ’ (Toxic Remains: Parasites of a Betrayed Dream) ของทัศนัยไม่ได้เพียงชวนให้เรามองย้อนอดีต แต่ชี้ให้เห็นว่าอดีตนั้นยังไม่เคยจางหาย มันถูกผลิตซ้ำอย่างแนบเนียนผ่านวาทกรรมแห่งความดี ผ่านการแบ่งฝ่ายว่าฝ่ายใดคือความถูกต้อง และผ่านโครงสร้างอำนาจที่ทำให้บางเสียงเงียบหายไปจากประวัติศาสตร์ ‘เศษพิษ’ คือการสำรวจร่องรอยที่ยังฝังอยู่ในโครงสร้างสังคมและจิตสำนึกของผู้คน ซึ่งศิลปะอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่สามารถเผยให้เห็นพิษนั้น และเปิดทางไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่เห็นกันและกันอย่างเท่าเทียม

‘มนุษย์พัฒนาอารยธรรมมานานนับพันปี—ไม่เช่นนั้นทุกวันนี้เราคงยังอยู่ในถ้ำ’

การก้าวไปข้างหน้าจึงหมายถึงการทลายข้อจำกัดเดิมๆ การตั้งคำถามต่อสิ่งที่เป็นอยู่ และไม่ยอมให้ความจริงผูกขาดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง

ทัศนัย เศรษฐเสรี ได้ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารที่เขาทำได้ เพื่อน้อมนำสังคม และเพื่อช่วงชิงอำนาจนำทางศีลธรรมกลับเข้ามาสู่สังคมโดยรวม ไม่ใช่ตกอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดๆ งานของเขาคือเครื่องย้ำเตือนว่า แม้เศษพิษจากประวัติศาสตร์จะยังคงอยู่ แต่คุณค่าของความฝันและความหวังของคนรุ่นต่อไปนั้นคือสิ่งที่เราต้องร่วมกันปกป้องและจุดประกายให้ส่องสว่างต่อไป

นิทรรศการ เศษพิษ: ปรสิตแห่งฝันทรยศ’ (Toxic Remains: Parasites of a Betrayed Dream) จัดที่ Gallery VER ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม – 20 กันยายน 2568

galleryver.com
facebook.com/galleryver

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *