A SOLO PROJECT

ปรัชญา พิณทอง จัดแสดงนิทรรศการที่ ‘รื้อ’ ความเป็น white cube ของ BANGKOK CITYCITY GALLERY ออกไป แม้ยังเป็นที่ตั้งของแกลเลอรี แต่สถานะของพื้นที่จัดแสดงศิลปะกลับเจือจางลง

TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
PHOTO: KETSIREE WONGWAN

(For English, press here)

ก่อนไปดูนิทรรศการที่ใช้ชื่อว่า ‘A Solo Project’ ของ ปรัชญา พิณทอง ที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY เรามีความสงสัยใคร่รู้ว่างานชิ้นนี้ของปรัชญามันจะต้องลงทุนหรือทำยากทำเย็นแค่ไหนกันเชียว เพราะจากบทสัมภาษณ์ของสองผู้ก่อตั้งแกลเลอรี ลูกตาล-ศุภมาส พะหุโล และ อ๊อป-อรรคพล สุทัศน์ ณ อยุธยา ใน EQ ที่เราบังเอิญได้ผ่านตา ทั้งคู่เล่าว่าหลังจากชวนปรัชญามาจัดแสดงนิทรรศการในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของ BANGKOK CITYCITY GALLERY เขาก็หายไปสองสามเดือน ก่อนจะกลับมาพร้อมไอเดีย แต่ก่อนจะบอกว่าไอเดียที่ว่านั้นคืออะไร ปรัชญาก็ออกตัวขึ้นมาก่อนว่า “ถ้าลูกตาลกับอ๊อปจะไม่ทำก็ได้นะ” 

แต่แล้วแค่ก้าวแรกที่เข้ามาในพื้นที่งานชิ้นนี้ เราก็เข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงถามเจ้าของแกลเลอรีอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เขาทำคือ ‘รื้อ’ ประตูและกระจกทุกบานของแกลเลอรีออก จนทั้งห้องแกลเลอรีและห้องสมุด (BOOKSHOP LIBRARY) กลายเป็นพื้นที่รกร้างเปิดโล่งที่เหมือนกำลังอยู่ระหว่างการรื้อถอน และข้าวของต่างๆ ก็ถูกขนย้ายออกไปจนหมด เมื่อไม่มีกระจก ต้นไม้สีเขียวที่ปลูกอยู่ด้านนอกก็แผ่กิ่งใบเข้ามาด้านใน ฝนตกก็โดนสาด และมีหอยทากเข้ามาคลานเล่น รวมทั้งสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย สภาพดังกล่าวทำให้ใครต่อใครที่ผ่านไปมาในซอยสาทร 1 เกิดคำถามว่าแกลเลอรีทรงกล่องสีขาวที่เดินผ่านทีไรเหมือนมองเข้ามาในตู้ปลานี้ปิดตัวลงแล้วเหรอ? น่าเสียดาย ทำไมถึงปิดล่ะ? หรือบางคนก็ถึงขั้นเดินเข้ามาเอ่ยถามว่า จะปล่อยให้เช่าต่อหรือเปล่า ถ้าปล่อยจะได้มาเช่าทำร้านมัตจะ… 

ประตูและกระจกที่รื้อออกส่วนหนึ่งถูกนำไปจัดวางพิงผนังอยู่ตามมุมต่างๆ ในห้องแกลเลอรี และส่วนที่เหลือถูกนำมาประกอบเป็น ‘ตู้ปลา’ ขนาดใหญ่ (ที่ไม่มีปลา) จัดวางอยู่กลางห้อง จริงๆ แล้วตู้ปลาที่ว่ามีลักษณะเป็น terrarium เสียมากกว่า คือปลูกหญ้าน้ำ เลี้ยงกุ้งฝอย มีระบบออกซิเจน มีหลอดไฟคอยให้แสงสว่างเพื่อให้พืชสามารถสังเคราะห์แสง หญ้าน้ำในตู้ปลาจึงค่อยๆ เติบโต จากรูปวันเปิดงานที่ดูโล่งเตียน มาถึงวันที่เราไปเยือน หญ้าก็งอกขึ้นมาเป็นสีเขียวสวยให้กุ้งฝอยใช้เป็นแหล่งอาหาร ทั้งหมดนับเป็นการจำลองระบบนิเวศย่อมๆ ขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น ตรงพื้นตู้ยังมีโมเดลสิ่งก่อสร้างคล้ายเพิงที่อยู่อาศัยของชนชั้นรากหญ้าที่มักประกอบขึ้นจากแผ่นป้ายโฆษณา (โดยหนึ่งในแผ่นป้ายโฆษณานั้นมีคำว่า ‘ขาย’ ให้เห็น) และกระจกกับน้ำยังทำให้เกิดเงาสะท้อนรวมทั้งภาพลวงตา-หลอกตาเต็มไปหมด 

การประกอบตู้ปลาด้วยแผ่นกระจกและประตูที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตู้ปลาทำให้ในช่วงแรกทีมงานต้องต่อสู้กับปัญหารั่วซึม นอกจากนั้นยังต้องเซาะร่องบนพื้นแกลเลอรีให้สามารถวางกระจกแผ่นใหญ่ได้ ในกระบวนการรื้อถอนโครงสร้างและนำมาประกอบเป็นตู้ปลานี้ ทางแกลเลอรีได้ไปตามช่างกระจกคนเดิมที่เป็นคนติดตั้งเมื่อสิบปีก่อนมาประเมินสภาพความเป็นไปได้ด้วย และท่ามกลางคำถามมากมายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ทำไมต้องเป็น terrarium? ทำไมต้องรื้อกระจกกับประตูมาประกอบเป็นตู้ปลา? ทำไมต้องมีถุงแกงใส่สบู่รูปปลาวางแหมะไว้ที่ขอบประตู? ทำไมงานคราวนี้ต้องเปิดแสดงตลอด 24 ชม.? รปภ.ที่เฝ้าพื้นที่อยู่จะถือเป็นงานด้วยไหม? แล้วทีมงานของแกลเลอรีไปนั่งทำงานที่ไหนกัน? ฯลฯ ช่างกระจกท่านนี้ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนิทรรศการศิลปะ แต่เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างแกลเลอรีและติดตั้งงานชิ้นนี้ขึ้นมา ก็ได้ตั้งคำถามที่เข้าเป้ามากกว่าคำถามไหน นั่นคือ “จะทำไปทำไม” 

ศิลปะของปรัชญามักก่อให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ และส่วนหนึ่งของคำถามมักเป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นที่ทางศิลปะ อย่างใน ‘Who will guard the guards themselves’ (2015) ที่จัดแสดงขึ้นราวหนึ่งปีหลังเกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ปรัชญาสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นบริเวณลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) สถานที่ที่เกิดกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างหลากหลายมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภายในสิ่งก่อสร้างดังกล่าวเป็นห้องสีขาวคล้ายแกลเลอรี ติดตั้งภาพถ่ายของเซเว่นอีเลฟเว่นที่ถ่ายขึ้นในคืนแรกที่มีการประกาศกฎอัยการศึกหลังรัฐประหาร แต่ศิลปินกลับปิดล็อกผนังทุกด้านไม่ให้ใครเข้าไป ทำให้คนดูต้องก้มดูตรงผนังด้านหนึ่งที่ด้านล่างเปิดเป็นกระจกใส คำถามที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้ชมและศิลปินในสถาบันทางศิลปะ รวมทั้งสิทธิเสรีภาพของประชาชนในพื้นที่สาธารณะหรืออาจในประเทศของตน ในผลงานชิ้นนี้ ปรัชญายังตั้งกล้องไว้ภายในห้องแกลเลอรีจำลองแล้วถ่ายทอดสดไปยังแกลเลอรีอีกแห่งที่ปารีสที่กำลังจัดแสดงนิทรรศการของเขาอยู่ในเวลาเดียวกัน

การเชื่อมโยงพื้นที่ทางศิลปะสองแห่งเข้าไว้ด้วยกันนี้มีให้เห็นอีกครั้งใน ‘This page is intentionally left blank’ (2018) นิทรรศการแรกที่เขาเข้ามาร่วมงานกับ BANGKOK CITYCITY GALLERY โดยปรัชญาขอยืมสมุดบันทึกเหตุการณ์ประจำวันจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) มาจัดแสดง และยังใช้สีขาว A1000 ที่ทางหอศิลป์เจ้าฟ้าเพิ่งใช้ทาปรับปรุงผนัง มาใช้ทาที่ผนังห้องแกลเลอรีของ BANGKOK CITYCITY GALLERY ก่อนจะใช้สีขาวของแกลเลอรีแบบ white cube ที่ดูเหมือนว่างเปล่าไม่มีอะไร ทำให้ข้าวของธรรมดาอย่างตัวกั้นที่จอดรถหล่อที่เขาถอดออกมาจากลานจอดรถด้านหลัง BANGKOK CITYCITY GALLERY กลายเป็นผลงานศิลปะขึ้นมา 

‘This page is intentionally left blank’ คือครั้งแรกที่ปรัชญาเข้ามา ‘รื้อถอน’ สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับ BANGKOK CITYCITY GALLERY ก่อนที่จะขยับจากตัวกั้นที่จอดรถมารื้อโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น คือประตูและกระจกของแกลเลอรีใน ‘A Solo Project’ ครั้งนี้ 

แต่การรื้อถอนทั้งสองครั้งก็ให้ความหมายต่างกันไป ขณะที่ในครั้งแรก ศิลปินรื้อตัวกั้นที่จอดรถจากลานด้านนอกเข้ามาจัดวางในพื้นที่แกลเลอรี และปล่อยให้อำนาจของพื้นที่แกลเลอรีทรงกล่องสีขาว (ที่ทาสีใหม่ด้วยสีขาว A1000 แบบเดียวกันกับหอศิลป์เจ้าฟ้า) ทำให้ข้าวของธรรมดาชิ้นไหนก็ตามที่ศิลปินนำเข้ามาจัดวางกลายเป็นศิลปะขึ้น แต่มาในครั้งนี้ การรื้อถอนของเขาอาจทำให้แกลเลอรีถูกลดทอนความเป็นพื้นที่ทางศิลปะลง เพราะจาก white cube ที่เป็นพื้นที่ปิด ขาวสะอาด และแยกตัวทางกายภาพจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ ก็กลายเป็นพื้นที่เปิดที่ปล่อยให้สิ่งแวดล้อมภายนอกต่างๆ รวมถึงเสียงรถยนต์จากถนนเข้ามารบกวน และใครๆ ก็สามารถเดินเข้ามาได้ตลอด 24 ชม. เมื่อมนต์ขลังของ white cube เจือจางลง แม้แต่ชิ้นงานที่เคยได้รับการยอมรับว่าเป็นศิลปะ อย่างตัวกั้นที่จอดรถจาก ‘This page is intentionally left blank’ ที่ในคราวนี้ปรัชญานำมาจัดวางเป็นฐานด้านล่างตู้ปลา ก็อาจคืนสภาพกลายเป็นข้าวของธรรมดาดังเดิม 

นี่คือสิ่งที่เราเห็นในวันที่ไปดูงานชิ้นนี้ แต่หลังจากนั้น 3-4 วัน เมื่อเริ่มเขียนบทความชิ้นนี้และกำลังสนุกกับการตีความผลงานของเขา เรากลับเริ่มมองว่าจริงๆ แล้ว ปรัชญาอาจไม่ได้รื้อถอนหรือลดทอนความเป็นพื้นที่ทางศิลปะไปทั้งหมด ความเป็นแกลเลอรีนั้นยังมีอยู่ แค่เพียงถูกศิลปินบีบอัดให้เล็กลง จากอาคารทรงกล่องสีขาวย่อขนาดลงเหลือแค่ตู้ปลาเท่านั้น… ตู้ปลาที่ประกอบขึ้นจากประตูและกระจกอันเป็นโครงสร้างที่เคยทำให้แกลเลอรีเป็นพื้นที่ปิดที่มีอำนาจ 

คำถามที่ตามมา อาจไม่ใช่ว่าแล้วตู้ปลานี้จะยังมีอำนาจเชิงพื้นที่นั้นหรือไม่? แต่ที่น่าคิดไปกว่านั้นคือ ถ้าเรามองว่าตู้ปลานี้คือการจำลองแกลเลอรี มันจะเป็นการเปรียบเปรยว่าโลกศิลปะมีระบบนิเวศที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยท่อออกซิเจนและแสงสังเคราะห์จากหลอดไฟแบบเดียวกับใน terrarium รวมทั้งยังแยกขาดจากโลกภายนอกอย่างชัดเจนหรือไม่? และถ้าใช่ มันจะมีประเด็นอะไรอื่นอีกไหมที่เราควรต้องคิดคำนึง? 

เนื่องในโอกาสครบรอบสิบปีของ BANGKOK CITYCITY GALLERY นี่อาจเป็นประเด็นน่าสนใจที่ผลงานชิ้นนี้ทิ้งไว้ให้ แต่ก่อนจะหาคำตอบเหล่านั้น คำถามที่ทางทีมงานของแกลเลอรีต้องไขให้ได้ก่อนก็คือ หลังจากจบ ‘A Solo Project’ วันที่ 13 กันยายนนี้ พวกเขาจะทำยังไงกับประตูและกระจกที่ถูกถอดออกมาประกอบเป็นตู้ปลา? จะติดเข้าไปแบบเดิมหรือจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นยังไงหรือเปล่า? แล้วกระจกกับประตูที่แช่น้ำเพื่อทำหน้าที่เป็นตู้ปลาอยู่ตลอดระยะเวลาการจัดนิทรรศการ จะสามารถกลับไปเป็นโครงสร้างของพื้นที่ทางศิลปะได้หรือไม่? 

‘A Solo Project’ by Pratchaya Phinthong จัดตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ถึงวันที่ 13 กันยายนนี้ ที่ BANGKOK CITYCITY GALLERY (เปิดให้เข้าชมตลอด 24 ชม.)

bangkokcitycity.com
facebook.com/bangkokcitycity

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *