เปิดบทสนทนากับกีฟ-วรากร เติมวัฒนาภักดี แห่ง Gratitude Design สตูดิโอออกแบบไทยที่คลี่คลายอารมณ์ผ่านพื้นที่ ด้วยแนวคิดสร้างสรรค์และการออกแบบที่สัมผัสได้จริง
TEXT: CHIWIN LAOKETKIT
PHOTO & IMAGE COURTESY OF GRATITUDE DESIGN
(For English, press here)
ในงานประกวดรางวัลระดับนานาชาติของ German Design Awards ปี 2025 ที่เน้นขับเคลื่อนความสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และเชื่อมโยงความรับผิดชอบกับสังคม มีผลงานของนักออกแบบชาวไทยอย่างสตูดิโอออกแบบตกแต่งภายใน Gratitude Design ในการออกแบบร้าน ‘Kilik Social Club’ ไปคว้ารางวัลชนะเลิศในประเภท Excellent Architecture / Retail Architecture มาด้วย นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลจากอีกหลายเวทีทั้ง LIV Design Award 2024, Iconic Design Award 2025 และ Luxury Lifestyle Award 2025 ด้วยเช่นกัน
Gratitude Design เป็นสตูดิโอออกแบบตกแต่งภายในที่เปิดมากว่า 10 ปี มีผลงานการออกแบบทั้งโรงแรม บ้านพักอาศัย บาร์ ร้านอาหาร โรงพยาบาล หน้าร้านของแบรนด์ดัง ฯลฯ ซึ่งกวาดรางวัลในเวทีนานาชาติมาแล้วจากผลงานที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวกับคาแร็กเตอร์สนุกๆ ซึ่งซ่อนความหรูหราไว้ในความเรียบง่าย พร้อมกับความใส่ใจในโทนสีและรายละเอียดในผัสสะต่างๆ ของผู้ใช้งาน

นอกเหนือจากงานออกแบบ art4d มีโอกาสได้สนทนากับ กีฟ-วรากร เติมวัฒนาภักดี ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอออกแบบตกแต่งภายใน Gratitude Design ถึงไอเดีย วิธีคิดในการทำงาน และมุมมองของเธอต่อการขับเคลื่อนวงการออกแบบอินทีเรียของประเทศไทย
art4d: อะไรคือจุดเริ่มต้นของคุณในการทำงานออกแบบตกแต่งภายใน
Warakorn Termwattanapakdee: ตั้งแต่เด็กกีฟชอบวาดรูป ขีดเขียนเส้น เริ่มมีความสนใจในงานสถาปัตยกรรม เพราะคุณพ่อเป็นผู้รับเหมาดูแลการก่อสร้างอาคารต่างๆ ทำให้มีโอกาสออกไปดูที่โครงการก่อสร้างอยู่หลายครั้ง รู้สึกตัวเองว่าชอบงานออกแบบ พอถึงเวลาเลือกเรียน จึงลือกเรียนต่อในคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ สาขาวิชาออกแบบภายในที่สถาบันฯ พระจอมเกล้าพระนครเหนือ พอเรียนจบก็ได้ทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับบริษัทออกแบบตกแต่งภายในของต่างประเทศประมาณ 5 ปี เราทำงานกับนักออกแบบอินทีเรียต่างประเทศ ทั้งสวีเดน สิงคโปร์ และอเมริกา ซึ่งเน้นการรีเซิร์ชในรายละเอียดที่ลึกซึ้งจนติดตัวเรามาถึงทุกวันนี้

The Bangkok Sathorn

Four Seasons Private Residences Bangkok
art4d: อะไรทำให้คุณเลือกก่อตั้งสตูดิโอ Gratitude Design ขึ้นมา
WT: พอทำงานไปสักระยะ เราได้รับงานออกแบบเป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้านตัวอย่าง clubhouse และ sales gallery สไตล์ Modern Luxury เราได้แสดงความตั้งใจและศักยภาพในความละเอียดลึกซึ้งของการออกแบบ ตอบโจทย์ความต้องการของโครงการจากฝั่งการตลาด จึงได้รับความไว้วางใจและได้รับงานในโครงการอื่นๆ เลยตัดสินใจก่อตั้ง Gratitude Design

WOO TENDER

Beer Collection Hua Hin
art4d: จากการทำงานที่ผ่านมากว่า 15 ปี คุณเห็นคาแร็กเตอร์ของ Gratitude Design เป็นอย่างไร
WT: ต้องขอเล่าถึงชื่อของ ‘Gratitude’ ก่อนว่ามีความหมายถึง การขอบคุณผู้คนที่ยื่นโอกาสให้เรา และชื่อ ‘กีฟ’ ที่คุณพ่อตั้งให้นั้น คำว่า ‘Give’ ซึ่งแปลว่า ‘ให้’ เราเองก็อยากขอบคุณลูกค้าที่ให้โอกาสเราได้ทำงานต่างๆ เราจึงให้ความสำคัญกับคอนเซ็ปต์ของแต่ละชิ้นงาน เหมือนค่อยๆ พัฒนาขึ้นโดยการเรียนรู้ร่วมกันจากหลายส่วน และเติบโตไปพร้อมกับระดับความคิดของทีม เพื่อให้ตอบโจทย์กับฟังก์ชันผู้ใช้งาน พอมาถึงตอนนี้มีความมั่นใจในตัวงานออกแบบมากว่า 15 ปี เราได้รับการการันตีจากสไตล์การออกแบบที่มีความเรียบหรู และลงรายละเอียดในจุดต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ทุกฟังก์ชันการใช้งานระยะยาว และยังคำนึงถึงในการเลือกใช้วัสดุที่มีความยั่งยืนเป็นส่วนสำคัญ

SHU
ส่วนคาแร็กเตอร์ เราคิดว่าในการออกแบบสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของพื้นที่และผู้ใช้งานได้ เพราะเราเน้นการรีเสิร์ชข้อมูล มีชุดคำถามสัมภาษณ์เก็บข้อมูลความต้องการของลูกค้า และเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญของนักออกแบบของ Gratitude Design คือหน้าที่คลี่คลายจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ทำออกมาให้จับต้องได้ และต้องตอบโจทย์ความสวยงามและสะท้อนตัวตนของลูกค้าตามสิ่งที่เขาต้องการ สามารถสะท้อนคุณค่าและอารมณ์ความรู้สึกของพื้นที่ด้วย

Crystal Ratchapruek

SILA@HUAHIN
art4d: ในวันธรรมดาสไตล์และบรรยากาศการทำงานของทีม Gratitude Design เป็นอย่างไรบ้าง
WT: บรรยากาศภายในออฟฟิศเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของผู้ใหญ่ เป็นพื้นที่ของไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยและมีความเข้มข้นอยู่ในนั้น เราทำงานกันอย่างใกล้ชิด ทีมเราถนัดการคิดคอนเซ็ปต์ดีไซน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เพราะสิ่งที่เราค้นคว้าจะนำไปสู่ไอเดียในการออกแบบซึ่งเป็นสิ่งที่เราใส่ใจและทำในทุกงาน

Kilik Social Club
art4d: ช่วยเล่าให้ฟังถึงงาน ‘Kilik Social Club’ ที่ได้รับรางวัล German Design Awards ปี 2025 ได้หรือเปล่าว่ามีไอเดียและเบื้องหลังการรีเสิร์ชเป็นอย่างไร
WT: เราได้รับโจทย์มาในการตีความหมายของคำว่า Kilik ซึ่งเป็นคำพ้องเสียง Kilig ในภาษาตากาล็อก ซึ่งมีความหมายว่า ‘Feeling like Butterflies in Your Stomach’ หรือ อาการกะอักกะอ่วนที่ผีเสื้อบินอยู่ในท้อง เป็นทั้งความรู้สึกตื่นเต้น มวนท้อง เหมือนมีความรัก เราจับเอาความรู้สึกแบบนี้และคำว่า Butterfly ไปค้นคว้า คิดว่าต้องมีสถานที่ใดสถานที่หนึ่งในโลกที่ให้ความรู้สึกนี้ ซึ่งเราก็ได้ไปเจอตำนานของสกอตแลนด์ ที่เกี่ยวกับเรื่องเล่าตำนานของป่าที่มีภูติพราย เมื่อคนเข้าไปในป่านี้และเจอภูติพราย จะสามารถขอพรได้ข้อนึงแต่ต้องแลกกับวิญญาณครึ่งนึง ซึ่งวิญญาณครึ่งนั้นจะกลายเป็น ผีเสื้อ เราจึงจำลองว่าการอยู่ในป่าจะได้เจอสิ่งต่างๆ ผ่านภาพวาดทิวทัศน์ของป่าและองค์ประกอบในการตกแต่งภายใน และเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดวางประติมากรรมขนาดใหญ่หนึ่งชิ้นเหมือนเมฆหมอกสีทองที่อยู่ในตำนาน โดยทำจากเส้นลวดทองเหลืองรีไซเคิลจากวัสดุเหลือใช้มาถักทอเป็นชิ้นงาน

Kilik Social Club
ในส่วนของไม้ที่ใช้เองก็จะมาจากกระบวนการเก็บเกี่ยวอย่างยั่งยืน และเราได้สอดแทรกเรื่องราวไว้ในส่วนต่างๆ ทั้งส่วนบาร์ ที่นั่งต่างๆ รวมไปถึงส่วนชั้นบนที่เราออกแบบให้คล้ายกับหอคอยปราสาทตามตำนาน เป็นห้อง VIP ของร้าน ซึ่งเราได้ดีไซน์ประสบการณ์และอารมณ์ในการอยู่ในพื้นที่ร้าน นำเอาความหมายมาคลี่คลายเพื่อสะท้อนโจทย์ในการออกแบบจุดต่างๆ เช่น นำปีกผีเสื้อที่ขยับมาอยู่ในองค์ประกอบเล็กๆ อย่างพื้นกระเบื้อง และพื้นไม้ ถ้าสังเกตจะเห็นรายละเอียดที่เราใส่ไปในจุดต่างๆ

Kilik Social Club
art4d: พอตีความโจทย์ในความเป็นป่าที่ยากจะได้เจอในชีวิตแล้ว คุณให้ความสำคัญผัสสะอื่นๆ ในการรับรู้ประสบการณ์นอกเหนือจากสายตาอย่างไรบ้าง
WT: อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่เหมือนกัน เราอยากให้เป็นทุกที่ที่เราออกแบบเป็นพื้นที่ที่คนรู้สึกได้ เป็นเรื่องผัสสะ และการกระตุ้นประสาทสัมผัสในร่างกาย ‘Kilik Social Club’ มีการจับมือร่วมกันกับนักปรุงกลิ่น ออกแบบกลิ่นให้แต่ละโซนมีเอกลักษณ์ เช่น โซนห้องไพรเวทจะเลือกใช้กลิ่นไม้ที่อบอุ่น มีความสโมคของเปลือกไม้ และกลิ่นของหนัง เป้นอีกหนึ่งสเน่ห์ความลึกลับของห้องนี้ ส่วนโซนบาร์ใช้กลิ่นที่เบาบางแบบธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ อีกทั้งยังเสริมด้วยสีและเฟอร์นิเจอร์ให้เกิดประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าสายตา

art4d: ในการออกแบบซึ่งดึงเอาความรู้สึกของพื้นที่ออกมา โปรเจกต์ไหนที่คุณมองว่าเป็นความท้าทายที่สุดจากการทำงานที่ผ่านมาบ้าง
WT: เรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ของปีนี้เลยก็ว่าได้ ตัวงานที่ทีมกำลังทำอยู่ เป็นงานจากการประกวดแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเพื่อการเรียนรู้และอนุรักษ์นกยูงไทยฯ อยู่ในมหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่นิทรรศการภายในอาคาร ทีมเราเหมือนเป็นคนซึ่งอยู่ตรงกลางที่รวบรวมข้อมูลทั้งพืชและสัตว์พื้นถิ่น ของจังหวัดพะเยาจากนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ต้องรีเสิร์ชข้อมูลของชุมชนไทลื้อในจังหวัดพะเยา เก็บข้อมูลวัฒนธรรม ประเพณีและสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น เพื่อความเข้าใจในวงจรชีวิตของผู้คนที่นั้น จัดเรียงออกมาเป็นคอนเซ็ปต์การออกแบบตกแต่งภายใน และทำงานกับคนทำสื่อดิจิทัลสำหรับออกแบบนิทรรศการ
ความน่าตื่นเต้นสำหรับโปรเจกต์นี้เป็นการออกแบบเพื่อทุกคน โดยใช้หลักการของ Universal Design เปิดรับผู้คนใช้งานทุกเพศทุกวัย ยกตัวอย่างคือ เราให้ความสำคัญกับทางสัญจรของผู้คน การป้องกันเหตุฉุกเฉินโดยมีประตูหนีไฟ และยังออกแบบให้สามารถรองรับรถวีลแชร์ของผู้สูงอายุและผู้พิการได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนสามารถเดินสวนกัน และยังมีรายละเอียดของพื้นที่สำหรับนิทรรศการที่ฉายความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ผ่านสื่อดิจิทัลซึ่งระยะสายตาในการมองก็มีส่วนสำคัญที่ต้องคำนึงในการสร้างประสบการณ์

MUIN Bangkok Club

MUIN Bangkok Club
art4d: เห็นคุณทำงานกับต่างประเทศมาก่อน มีโปรเจกต์ไหนที่เป็นทำงานออกแบบข้ามวัฒนธรรมบ้างไหม
WT: อันนี้เป็นเรื่องสนุกมากๆ เรามีโอกาสออกแบบไนต์คลับที่มีขนาดใหญ่ในซอยทองหล่อ ชื่อว่า MUIN Bangkok Club เราตีความและจำลองสถาปัตยกรรมและบรรยากาศเหมือนไนต์คลับในประเทศเกาหลี โดยภายในคลับจะเป็นโซน 3 โซนทั้งเพลงฮิปฮอป เฮาส์และอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ เราใช้คอนเซ็ปต์ของความเป็นเกาหลีมาผสมเข้ากับความเป็นไทยในหลายส่วน อย่างการแบ่งพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางแต่มีสเตปโดยรอบในแต่ละโซน เราเจอความท้าทายในโซนฮิปฮอปที่มีเสาโครงการขนาดใหญ่ เราเลยจำลองต้นสนที่เป็นต้นไม้ประจำของที่เกาหลี และกระเบื้องบนกำแพง ถอดรูปทรงมาทำเป็นตัวประติมากรรมดีไซน์ของเสาขึ้นมา โดยห้อยแก้วแชมเปญที่คว่ำลง เหมือนการชนหมดแก้ว และในการออกแบบพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเสียงดนตรีจำเป็นจะต้องมีวัสดุซับเสียงไม่ให้เกิดเสียงสะท้อนและไม่ให้เสียงดังออกไปรบกวนบริเวณโดยรอบ เพื่อสร้างบรรยากาศสนุกๆ ภายในไนต์คลับ

Fleur De Lys Clinic
art4d: มองทิศทางในอนาคตและความท้าทายในเส้นทางของอินทีเรียดีไซเนอร์อย่างไร
WT: นอกจากการเปิดบริษัทออกแบบตกแต่งภายในที่สามารถสะท้อนตัวตนและสะท้อนคุณค่า กีฟมีหน้าที่อีกอย่างคือการเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ได้มีส่วนร่วมในสอนและการออกแบบหลักสูตรสำหรับนักศึกษาในวิชา Interior Design กับวิชา Interior Design Management โดยกีฟได้แบ่งปันประสบการณ์ให้กับนักศึกษา และในบางครั้งก็ได้เจอคำถามที่แปลกใหม่จากนักศึกษา เหมือนเป็นการทำการบ้านกับตัวเองและเรียนรู้ใหม่อย่างไม่สิ้นสุด ในอนาคตอยากผลักดันวงการออกแบบและดีไซเนอร์ไทยสู่การทำงานในต่างประเทศมากขึ้น เราอยากเป็นอินทีเรียดีไซเนอร์ชาวไทยที่คนนึกถึง และอยากสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาที่เป็นแบบอย่างให้เขาได้










