เนื่องในโอกาศครบรอบ 20 ปีของ SODA (Thailand) art4d พูดคุยกับ Stephen O’Dell ถึงปรัชญาแห่งความเรียบง่ายที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบ และทิศทางของสตูดิโอในอนาคต
TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO: WORAPAS DUSADEEWIJAI
(For English, press here)
ในวาระครบรอบ 20 ปีของ SODA (Thailand) art4d สนทนากับ Stephen O’Dell ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริษัท ถึงเส้นทางการทำงานที่เชื่อมโยงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับบริบทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยผลงานที่ครอบคลุมตั้งแต่อาคารสูง โรงแรม ไปจนถึงงานออกแบบด้านฮอสพิทาลิตี้ระดับลักชัวรี (luxury hospitality) พร้อมพาย้อนมองการเดินทางจากนิวยอร์กสู่ประเทศไทย เรื่องราวการเติบโตของบริษัทตลอดสองทศวรรษ และแนวคิดของการออกแบบที่ว่า “ทำให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ง่ายเกิน”
art4d: อยากให้เล่าถึงพื้นเพของคุณ แรงบันดาลใจในการก่อตั้ง SODA และวิสัยทัศน์ในช่วงเริ่มต้น
Stephen O’Dell: ผมเกิด เติบโต และเรียนหนังสือที่รัฐเท็กซัส ครอบครัวครึ่งหนึ่งของผมเป็นคนเท็กซัส อีกครึ่งเป็นคนนิวยอร์ก ในเวลานั้น งานสถาปัตยกรรมในเท็กซัสแทบทั้งหมดถูกออกแบบโดยสถาปนิกจากนิวยอร์ก ด้วยความที่อยากเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมอย่างจริงจัง ผมจึงย้ายไปนิวยอร์ก ผมใช้เวลาที่นั่นทำงานกับสถาปนิกระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงหลายคน แต่ลึก ๆ แล้ว ผมมีความฝันอยากเปิดสำนักงานของตัวเองมาโดยตลอด
ตั้งแต่อายุยังน้อย ผมเริ่มเดินทาง ผมเรียนรู้จากหนังสือมากก็จริง แต่สิ่งที่สอนผมได้มากกว่าคือการเดินทางไปเห็นสถาปัตยกรรมจริง เห็นมันทุกด้าน ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และทุกมุมมอง มีคำกล่าวของ Mies van der Rohe ที่เขาบอกว่า “ก่อนอื่นคุณต้องเรียนรู้การวาด จากนั้นเรียนรู้การก่อสร้าง แล้วคุณถึงจะเป็นสถาปนิก” และนั่นก็เป็นเหมือนแนวทางที่ผมใช้ดำเนินชีวิตมาจนถึงวันนี้ ผมยังคงชอบการสเกตช์ด้วยมือ เพราะการอธิบายงานออกแบบผ่านลายเส้นด้วยมือนั้นมีบางอย่างที่พิเศษ สำหรับผม ขั้นต่อไปคือการได้สร้างงานขึ้นมาจริง ๆ ผมอาจสนใจสถาปัตยกรรมเชิงจินตนาการบ้างในบางครั้ง แต่ด้วยความที่คุณปู่ของผมเป็นผู้รับเหมา ผมจึงรักการก่อสร้าง และเชื่อว่าการเรียนรู้วิธีสร้างอาคารที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก

Stephen O’Dell, founder and director of SODA (Thailand)
art4d: จะเรียกว่า Mies van der Rohe คือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณจะได้ไหม?
SD: ผมคิดว่าทุกคนล้วนได้รับอิทธิพลและแรงบันดาลใจจาก Mies ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สำหรับผมมันเป็นเรื่องของสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับกระบวนการว่า “คุณเป็นสถาปนิกได้ยังไง” มากกว่า ผมคงไม่พูดว่างานของเราเป็นสไตล์ Miesian เพราะเขาคือปรัชญา less is more แต่คำอธิบายที่เรียบง่ายของเขาเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นสถาปนิกที่ดีนั้นฝังอยู่ในใจผมเสมอ
art4d: ตอนที่คุณไปทำงานที่นิวยอร์ก บรรยากาศของวงการสถาปัตยกรรมช่วงนั้นเป็นอย่างไร
SD: มันเข้มข้นมาก ที่นั่นคือที่รวมตัวของสถาปนิกที่เก่งที่สุดในโลกร่วมกับฝั่งยุโรป การได้อยู่ท่ามกลางบุคคลระดับแนวหน้าทำให้ผมได้รับทั้งแรงบันดาลใจและการเรียนรู้ที่เข้มข้นมาก
ช่วงเวลาในนิวยอร์กช่วยให้ผมสามารถสื่อสารแนวคิดได้ชัดเจนขึ้นมาก เหมือนคำพูดของ Ansel Adams ที่ว่า “ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าภาพที่คมชัดแต่แนวคิดพร่าเลือน” ผมจึงเริ่มรู้สึกว่าการทำสิ่งต่าง ๆ ให้เรียบง่ายคือสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง ผมสบายใจกับการสำรวจรูปทรงและการถ่ายทอดแนวคิดที่ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นทฤษฎีใหญ่โต บางครั้งแค่ไอเดียที่แข็งแรง ชัด และน่าสนใจก็เพียงพอแล้ว นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ผมได้จากนิวยอร์ก

art4d: หลังจากที่นิวยอร์ก อะไรทำให้คุณเลือกที่จะสนใจในประเทศไทย?
SD: มีครั้งหนึ่งที่ผมเคยได้มาทำงานที่ไทยราวหกเดือน ในตอนนั้นผมก็เริ่มเห็นชัดแล้วว่ามันมีโอกาสมหาศาลที่นี่ มันเป็นการตัดสินใจที่ง่ายที่สุดในชีวิต ในนิวยอร์ก คุณจะรู้สึกถึงแรงกดดันจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ แต่เมื่อมาที่นี่ ความกดดันนั้นหายไป และมันเหมือนอิสรภาพรูปแบบใหม่ ซึ่งผมพูดถึงเมื่อยี่สิบปีก่อนที่ประเทศไทยเปี่ยมไปด้วยความเป็นไปได้ไม่จำกัด เราแค่ลงมือทำ ลองผิดลองถูก แม้ไม่ใช่ทุกโครงการจะถูกสร้างจริง แต่เราก็พยายามเสมอ ผมรู้สึกเหมือนใช้เวลายี่สิบปีก่อนหน้านั้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ
art4d: หากต้องอธิบายปรัชญาการออกแบบของ SODA ด้วยคำหรือประโยคสั้น ๆ จะเป็นอะไร?
SD: ผมขอยืมคำของไอน์สไตน์มาใช้: “ทำให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่าลดทอนแก่นแท้” ผมชอบความเรียบง่าย สำหรับผม ความเรียบง่ายคือแนวคิดที่ชัดเจน หลายคนคิดว่าสถาปนิกทำหน้าที่สร้าง ‘รูปทรง’ เท่านั้น แต่ไม่ใช่เลย จริง ๆ แล้ว หน้าที่ของเราคือการสร้าง ‘พื้นที่’ ด้วย คุณจึงมีทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและความว่าง
ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า Ma (間) ซึ่งหมายถึงช่วงว่างระหว่างคำ ระหว่างโน้ตดนตรี หรือร่องคลื่น พื้นที่ว่างเหล่านี้สำคัญไม่แพ้สิ่งปลูกสร้าง เราได้แสดงออกถึงและสำรวจแนวคิดนี้อย่างลึกซึ้งในงานรีสอร์ตและงานวางผังโครงการ เพราะคุณไม่ได้ออกแบบแค่อาคาร แต่รวมถึงพื้นที่ระหว่างอาคารด้วย มันคือการรู้ว่าเมื่อไรควรมีความหนาแน่น และเมื่อไรควรเปิดโล่ง
art4d: วันนี้คือวาระครบรอบ 20 ปีของ SODA (Thailand) ประสบการณ์ที่มากขึ้นและช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้ปรัชญาการทำงานของคุณเปลี่ยนไปจากวันแรกๆ หรือเปล่า
SD: สำหรับผมสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งเหนือกาลเวลา สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมก็เช่นกัน มันไม่ใช่นิตยสารหรือกระแส ทุกวันนี้ผมต้องสู้รบปรบมือกับปัญหา ‘การออกแบบแบบดิจิทัล’ ที่ทุกอย่างดูง่าย ‘เกินไป’ จากแพลตฟอร์มอย่าง Pinterest หรืออื่นๆ สำหรับผม สถาปัตยกรรมมีคุณสมบัติที่เป็นสากลอยู่เสมอ เช่น เรขาคณิตพื้นฐาน อย่างรูปทรงสี่เหลี่ยม วงกลม หรือสามเหลี่ยมสถาปัตยกรรมไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องสัดส่วน ขนาด และความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีความเป็นสากล

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมเลือกมากขึ้น เมื่อก่อนเรายังเด็ก เราไร้ความกลัว กล้าลุยทุกอย่าง แต่เมื่อมีประสบการณ์ ปัญหาก็แก้ได้ง่ายขึ้น การออกแบบเหมือนอากาศ ถ้าปล่อยไว้ มันจะฟุ้งกระจายไม่รู้จบ มืออาชีพจะรู้ว่าต้องใส่ ‘ภาชนะ’ ให้มันอย่างไร เพื่อกำหนดกรอบและสื่อสารแนวคิดให้ชัดเจน ทุกวันนี้ ผมไม่ต้องดิ้นรนกับการออกแบบมากเหมือนก่อน ผมมองเห็นปัญหา และแก้มันได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังคงความเป็นศิลปะและความน่าสนใจไว้

art4d: งานจำนวนมากของคุณเป็นโครงการในอุตสาหกรรมบริการอย่างโรงแรมและรีสอร์ต คุณผสานธรรมชาติและบริบทเข้ากับงานอย่างไร?
SD: สถาปัตยกรรมของเราหยั่งรากอยู่กับพื้นที่ ภูมิทัศน์สนับสนุนสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมก็สนับสนุนภูมิทัศน์ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ มันคือวิธีที่อาคารสัมผัสกับพื้นดิน และกลมกลืนไปกับขอบเขตโดยรอบ
art4d: เว็บไซต์ของคุณ เขียนไว้ว่า SODA “แสวงหาการออกแบบที่เกิดจากสถานการณ์ สอดคล้องกับบริบท และตอบสนองต่อสถานที่เฉพาะ” หลักการนี้สะท้อนออกมาในงานของคุณอย่างไรบ้าง?
SD: งานของเรามีรากฐานชัดเจนอยู่บนหลักการของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่ Le Corbusier ไปจนถึง Louis Kahn แต่ในขณะเดียวกันก็หยั่งรากอยู่กับสถานที่ สำหรับสถาปัตยกรรม นั่นหมายถึงรูปทรงและรูปแบบของอาคาร แน่นอนว่าในงานโรงแรม เราต้องมองหามุมมองที่ดีที่สุด แต่ในท้ายที่สุด สถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเรื่องของวิวทิวทัศน์ หากเกี่ยวกับไซต์เป็นหลัก

ผมรู้สึกยินดีที่วันนี้เรามีทีมออกแบบภูมิทัศน์และออกแบบภายในอยู่ภายในบริษัท เพราะมันทำให้งานออกแบบทั้งหมดเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ภูมิทัศน์สนับสนุนสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมก็สนับสนุนภูมิทัศน์ อาคารไม่ใช่ยานบินที่มาลงจอดอยู่ตรงไหนสักแห่งโดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งรอบตัว แต่เป็นเรื่องของการที่มันสัมผัสกับพื้นดิน เชื่อมโยงกับขอบเขต และอยู่ร่วมกับบริบทโดยรอบ รวมถึงเพื่อนบ้าน นั่นคือการตอบสนองของภูมิทัศน์ต่อบริบทของสถานที่
ในส่วนของงานตกแต่งภายในนั้นมีความยืดหยุ่นมากกว่า และเป็นพื้นที่ที่สามารถถ่ายทอดวัฒนธรรม งานหัตถกรรม และมิติทางสังคมของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน สำหรับผม ผมมักเลือกโครงสร้างที่ทันสมัย เรียบง่าย และไม่เน้นการประดับตกแต่งมากนัก ขณะที่ปล่อยให้งานภายในทำหน้าที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น นี่คือแนวทางที่ผมใช้กับทุกโครงการ
art4d: คุณเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘การเล่าเรื่อง’ และ hospitality design อย่าง
SD: มันมีความต่างนิดหน่อย คำว่า ‘Narrative’ เป็นภาษาของฝั่งผู้ประกอบการ ส่วน ‘Concept’ คือภาษาของสถาปนิก แต่ใช่ครับ การเล่าเรื่องคือหัวใจของงาน โดยเฉพาะในโครงการรีสอร์ตของเรา ตัวอย่างเช่น โครงการ Meliá Phuket Mai Khao ซึ่งเรานิยามแนวทางว่า Mediterranean modern เราพัฒนาลวดลายกระดองเต่าในสไตล์ชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portuguese) ขึ้นมา เนื่องจากชายหาดแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องเต่า ลวดลายดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นโดยทีมของเราเอง และกลายเป็นเส้นเรื่องที่ถักทออยู่ทั่วทั้งโครงการ ตั้งแต่ฉากกรองแสงบนฟาซาด ไปจนถึงหัวเตียงภายในห้องพัก ลวดลายเดียวกันนี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวโดยรวม นี่คือเหตุผลที่การทำงานสถาปัตยกรรม ออกแบบภายใน และภูมิทัศน์ไปด้วยกันกันจึงน่าสนใจ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราสร้างเรื่องเล่าที่เป็นหนึ่งเดียวและต่อเนื่องตลอดทั้งโครงการ
art4d: สำหรับคุณ ‘ความเป็นไทย’ ในงานออกแบบคืออะไร?
SD: ในอดีต สิ่งที่ผมสัมผัสได้ในสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมคือการเล่นกับแสงและเงา แต่วัฒนธรรมไทยร่วมสมัยมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก
ผมคิดว่าคนไทยมีความสามารถพิเศษในการหยิบแนวคิดตะวันตกมาแปลงให้เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาตลกๆ ชื่อคาเฟ่ หรือสถาปัตยกรรม พวกเขาเปิดรับมันแล้วก็ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษ มันมีอารมณ์ขันและความขี้เล่นบางอย่างที่น่ารักและทำให้มันสนุก แต่จะนิยามมันอย่างชัดเจนได้อย่างไร ผมก็ยังคงสำรวจและเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ
สำหรับแนวทางการทำงานของเรา เราพยายามรับฟังตัวงานออกแบบ และทำงานร่วมกับศิลปินท้องถิ่นที่มีลายเซ็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากจะพูดให้เฉพาะเจาะจง ผมคิดว่า ‘องค์ประกอบแบบไทย’ ที่เราใส่ลงไปคือ ความละเอียดอ่อน มันอยู่ในรายละเอียดและผิวสัมผัส ตั้งแต่วิธีการเลือกใช้วัสดุอย่างทองเหลือง หรือผ้าชนิดต่าง ๆ แก่นแท้ของความเป็นไทยจึงอยู่ในผิวสัมผัสเหล่านั้น และในความใส่ใจต่อรายละเอียด

art4d: ก้าวต่อไปหลัง 20 ปีของ SODA (Thailand) คืออะไร?
SD: คำตอบแบบเรียบง่ายเลย คือ เรามีรากฐานที่แข็งแรงแล้ว ตอนนี้ผมอยากหยุดมองย้อนกลับไปดูผลงานที่ผ่านมา และคิดว่าจะต่อยอดแนวคิดและไอเดียที่ดีที่สุดของเราอย่างไร
เราได้นำ BIM มาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจังจนสามารถให้บริการด้าน BIM แก่สำนักงานอื่นได้ ความท้าทายสำคัญถัดไปคือ AI แม้ในขณะนี้จะมีความตื่นตัวอย่างมากเกี่ยวกับ Large Language Models ซึ่งโดยพื้นฐานคือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้จากข้อมูลตัวอักษร แต่ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นกับโมเดลที่เรียนรู้จากประสบการณ์ หรือ Artificial General Intelligence ซึ่งพัฒนาความเข้าใจคล้ายกับการเรียนรู้ของเด็กคนหนึ่ง AI เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับวงการของเรา แต่แทนที่จะรีบร้อนตามกระแส เราตั้งใจที่จะผสานเทคโนโลยีนี้เข้าสู่การทำงานของสำนักงานอย่างรอบคอบ และด้วยวิธีการที่เหมาะสม












