PEOPLE PLACE POIESIS

Photo: Nacasa & Partners

People Place Poiesis นิทรรศการรวมผลงานของ Marina Tabassum ที่พาสำรวจบทบาทของสถาปัตยกรรมท่ามกลางวิกฤติสิ่งแวดล้อมและสังคมในบังกลาเทศ

TEXT: XAROJ PHRAWONG
PHOTO: XAROJ PHRAWONG EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

นิทรรศการรวมผลงานออกแบบของ มารินา ทาบาสซุม สถาปนิกจากบังกลาเทศนี้จัดที่ TOTO GALLERY·MA โตเกียว โดยมีเนื้อหาของนิทรรศการคือ ‘ผู้คน’ ‘ผืนดิน’ และ ‘สรรค์สร้าง’ ซึ่งมีตัวเรื่องหลักคือออกแบบสถาปัตยกรรมทำงานบนบริบทของบังกลาเทศ ประเทศที่มีแม่น้ำกว่า 700 สาย เต็มไปด้วยพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ พร้อมที่จะมีน้ำท่วมเสมอจากปรากฏการณ์โลกร้อน คำถามหลักคือสถาปัตยกรรมควรจะเป็นอย่างไรในวิกฤติเหล่านี้ที่มีเงื่อนไขจากประเทศที่มีประชากรหนาแน่นต้องมาเจอปัญหาเหล่านี้ สถาปนิกจะมีบทบาทอย่างไรในสังคมได้

ตัวนิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เริ่มที่ชั้น 3 แสดงผลงานที่อยู่กับความเป็นพื้นถิ่น การทำงานให้กับผู้อพยพ เมื่อเข้ามายังพื้นที่ส่วนแรกจะพบกับการจำลองพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านบังกลาเทศ เนื้อหาถูกจำลองด้วยลานบ้านจำลองด้วยโคลนฉาบขนาดเล็ก พื้นถูกวางไว้ด้วยเตียงถักเชือกบนผืนฟางข้าว เครื่องปั้นดินเผา ของใช้ในชีวิตประจำวันแบบต่างๆ รวมไปถึงเรือขุดแบบดั้งเดิม ที่ขุดจากต้นไม้ต้นเดียว ส่วนแรกของนิทรรศการพยายามสื่อสารถึงวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่ชนบท ที่ก่อรูปมาเป็นสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น

Photo: Nacasa & Partners

ผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมเริ่มเล่าที่ Aggregation Center, Teknaf ซึ่งเป็นการออกแบบค่ายผู้อพยพของชาวโรฮิงญา ผู้ลี้ภัยสงครามมาจากเมียนมา อาคารที่ก่อสร้างด้วยวัสดุหาได้ทั่วไปในบังกลาเทศอย่างไผ่ ถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งเป็นโครงสร้างแบบเฟรม ผนังระแนงไผ่ ค่ายอพยพนี้แบ่งย่อยออกเป็นกลุ่มอาคารต่างๆ ทั้งพื้นที่ชุมนุมของชายและหญิง ศูนย์ชุมชน ค่ายถูกสร้างขั้นมาจากเทคนิคก่อสร้างแบบเดียวกัน คือใช้ไผ่ประกอบขึ้นเป็นเฟรมด้วยใช้ข้อต่อเหล็ก ทำให้ก่อสร้างและรื้อถอนได้รวดเร็ว ทำให้ชาวโรฮิงญาสามารถเรียนรู้ก่อสร้างได้ง่าย ซึ่งเทคนิคก่อสร้างนี้พัฒนามาจากงาน Khudi Bari ซึ่งเราสามารถทำความเข้าใจถึงกระบวนได้ง่ายจากหุ่นจำลองที่ขยายในสเกลที่เห็นได้ชัดเจน

Khudi Bari แปลว่า ‘บ้านหลังน้อย’ ในภาษาท้องถิ่น คือบ้านเคลื่อนที่สำหรับผู้ที่สูญเสียที่อยู่อาศัย ซึ่งคนในชุมชนสามารถประกอบและรื้อถอนได้ในเวลาอันสั้น ทั้งยังใช้เป็นที่พักพิงในช่วงน้ำท่วมได้อีกด้วย จากการออกแบบให้บ้านเป็นแบบยกใต้ถุนสูง สามารถใช้พื้นที่ใต้ถุนในเวลากลางวัน ขึ้นบ้านไปนอนตอนกลางคืน พร้อมกับอยู่บนชั้นสองเวลาเกิดเหตุน้ำท่วมด้วยเช่นกัน ตัวบ้านประกอบขึ้นด้วยระบบเฟรมจากลำไผ่ยึดด้วยข้อต่อเหล็กที่ออกแบบมาพิเศษเพื่องานนี้ บ้านถูกออกแบบให้ก่อสร้างได้ง่ายจากแรงงานชาวบ้าน และยังรื้อถอนเพื่อโยกย้ายได้รวดเร็วเช่นกัน ทำให้บ้านนี้ถูกผลิตซ้ำเพื่อส่งไปยังหลายพื้นที่ของบังกลาเทศให้ช่วยเหลือชาวบ้านให้มากที่สุด

ส่วนที่ 2 นิทรรศการกลางแจ้งเป็นส่วนที่น่าสนใจ เพราะมี ‘Khudi Bari’ แบบดั้งเดิมที่ส่งตรงมาจากบังกลาเทศให้เห็นแบบเท่าจริง ทำให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าใจถึงสเกลของงานนี้ พร้อมกับได้เห็นถึงข้อต่อเหล็กกับไผ่บ้านหนีอุทกภัยว่าทำงานร่วมกันด้วยรายละเอียดการก่อสร้างแบบไหน ตรงผืนลานกลางแจ้งเป็นการคั่นด้วยรูปจำลองสายแม่น้ำหลากหลายในบังกลาเทศ แผนที่ถูกทำขึ้นจากแผ่นเหล็กขึ้นสนิม ราวจะสื่อถึงผืนดิน อิฐ ความคร่ำคร่าของบ้านเมือง มีส่วนน่าสนใจของนิทรรศการส่วนนี้คือมี Khudi Bari แบบญี่ปุ่น ซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุและเทคนิคของญี่ปุ่น ภายใต้ความร่วมมือกับสถาปนิก Kazuyoshi Morita ผู้ทำงานคลุกคลีกับวิถีซาโตยามะในเกียวโต และ Morita Lab แห่ง Kyoto Prefectural University รูปแบบที่ถูกนำเสนอคือการสร้างบ้านน้อยสองชั้นด้วยโครงสร้างแบบเฟรม โดยเปลี่ยนการยึดรอยต่อด้วยเหล็กเป็นเรือนเครื่องผูกด้วยวิธีการมัดข้อต่อแบบญี่ปุ่น วัสดุมุงจากวัสดุอุตสาหกรรมเป็นหลังคาเปลือกไม้แทน

Photo: Nacasa & Partners

ส่วนที่ 3 ชั้น 4 เป็นนิทรรศการเล่าเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมในบริบทเมือง มีทั้งอาคารศาสนาอย่างมัสยิด Bait Ur Rouf ในกรุงธากา นอกจาก drawing และภาพถ่าย ที่เราคุ้นเคยจากสื่อต่างๆ ยังมีหุ่นจำลองเป็น portion model แยกให้เห็นส่วนขยายของรอยต่อรูปทรงของวงกลมและสี่เหลี่ยมด้วยหุ่นจำลองการเรียงอิฐ แสดงให้เห็นถึงช่องเปิดแบบต่างๆ ที่มาจากการเรียงผนังอิฐทึบสลับโปร่ง

Photo: Nacasa & Partners

ซึ่งกลวิธีต่างกันไปพบได้ที่ Alfadanga Mosque แม้ว่าเป็นมัสยิดเหมือนกัน แต่การให้แสงศักดิ์สิทธิ์ต่างกันไปจากขนาดช่องเปิด วัสดุหลักยังคงเป็นอิฐ แต่ไม่ได้เรียงเป็นแบบทึบสลับโปร่งอีก เป็นการครอบครองที่ว่างด้วยก่อผนังอิฐเป็นกล่องขนาดใหญ่เอียง 45 องศาในทิศทางต่างกันไปของผนังทั้ง 4 ด้าน ผลลัพธ์ของแสงที่เข้ามาจะมีการกระจายตัวด้วยช่องแสงแบบ indirect light

อีกส่วนที่น่าสนใจคือการออกแบบอาคารแนวดิ่งทั้ง RAJUK Headquarters และ AR Tower เมื่อต้องออกแบบอาคารเชิงพาณิชย์แนวดิ่งพื้นที่ในเมือง เมื่อออกแบบอาคารสูงแล้ว การสร้างผนังหนาเป็นกล่องจนบังแดดได้ดีเป็นทางเลือกที่ไม่เหมาะสมบนพื้นที่จำกัดของเมือง การใช้แผงบังแดดครีบแนวตั้งแบบ Brise Soleil ด้วยอิฐแทนคอนกรีตจึงเป็นคำตอบที่เหมาะสมกับท้องถิ่น นับได้ว่าเป็นพัฒนาการอาคารสูงในประเทศรายได้น้อยอย่างน่าสนใจ

ทาบาสซุม ได้พูดถึงงานของเธอว่าที่เลือกใช้อิฐ เพราะบังกลาเทศอิฐคือดินที่เอามาเผา มันหาง่ายจนเป็นวัสดุที่ตอบโจทย์ เหมือนกับการใช้ไผ่ที่มีดาษดื่นในเอเชีย การมาชมนิทรรศการนี้คือช่วยให้พิจารณาถึงการออกแบบที่ตอบสนองปัญหาต่อผู้คนตัวเล็กตัวน้อยอย่างจริงจัง

‘People Place Poiesis,’ an exhibition by Marina Tabassum Architects จัดแสดงที่ TOTO GALLERY·MA โตเกียว ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 – 15 กุมภาพันธ์ 2569

info.jp.toto.com/gallerma