CAPA Architects, SCDA, PIA และ P Landscape ร่วมกันถ่ายทอดแนวคิด ‘บ้านสำหรับครอบครัวในเมือง’ ผ่าน Eden Ekkamai คอนโดมิเนียม Low-Rise 7 ชั้น ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ สัดส่วนอาคาร แสง ลม ความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ และการอยู่อาศัยระยะยาว
IMAGE COURTESY OF EDEN ESTATE
(For English, press here)
สำหรับ Eden Estate การพัฒนาโครงการไม่ได้เริ่มต้นจากการมองหาช่องว่างของตลาด แต่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า ที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวในเมืองควรเป็นอย่างไร ในวันที่หลายครอบครัวยังคงใช้ชีวิตร่วมกันหลายเจเนอเรชัน แต่ตัวเลือกของที่อยู่อาศัยในใจกลางกรุงเทพฯ ที่สามารถรองรับวิถีชีวิตเช่นนี้กลับมีอยู่อย่างจำกัด
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา Eden Ekkamai คอนโดมิเนียม Low-rise ที่ได้รับการออกแบบให้ถ่ายทอดคุณภาพของบ้านสำหรับครอบครัว ทั้งในด้านขนาดพื้นที่ ความเป็นส่วนตัว และความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัยระยะยาว บนทำเลเอกมัย หนึ่งในย่านที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่สุดของกรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายในการสร้างบ้านที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นปัจจุบัน แต่ยังสามารถส่งต่อคุณค่าไปสู่คนรุ่นถัดไป
เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง Eden Estate จึงคัดเลือกทีมออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทั้ง CAPA Architects และ SCDA ในการออกแบบสถาปัตยกรรม PIA สำหรับงานออกแบบภายใน และ P Landscape สำหรับงานภูมิสถาปัตยกรรม โดยทุกองค์ประกอบของโครงการตั้งแต่การวางผัง การเลือกวัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดการใช้งาน ล้วนได้รับการพิจารณาเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่คงคุณค่าและรองรับการใช้ชีวิตได้ในระยะยาว

บ้านสำหรับครอบครัวในบริบทของเมือง
Eden Ekkamai ตั้งอยู่ในซอยปรีดี พนมยงค์ 37 (เอกมัย 12) บนที่ดินขนาดกว่า 1 ไร่ ภายในย่านที่อยู่อาศัยอันเงียบสงบ แต่ยังเชื่อมต่อกับสิ่งอำนวยความสะดวกและไลฟ์สไตล์ของเอกมัยได้อย่างสะดวก ทำเลแห่งนี้สะท้อนแนวคิดของ Eden Estate ที่เชื่อว่าบ้านสำหรับครอบครัวไม่จำเป็นต้องแลกกับการเดินทางไกลออกไปนอกเมือง
โครงการได้รับการออกแบบเป็นอาคาร Low-Rise สูง 7 ชั้น มีที่พักอาศัยเพียง 17 ยูนิต แต่ละชั้นมีไม่เกิน 4 ยูนิต เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและสร้างบรรยากาศให้ใกล้เคียงกับความเป็นบ้านมากกว่าคอนโด

ยูนิต Simplex
ยูนิตทั้งหมดแบ่งเป็นแบบ Simplex (2-3 ห้องนอน) ขนาด 214–224.4 ตารางเมตร และ Duplex (3-4 ห้องนอน) ขนาด 343.7–391.9 ตารางเมตร โดยทุกแปลนได้รับการพัฒนาจากแนวคิดการอยู่อาศัยระยะยาว รองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวหลายเจเนอเรชัน พร้อมพื้นที่ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการในแต่ละช่วงของชีวิต

ยูนิต Duplex
พื้นที่ที่ออกแบบเพื่อการใช้ชีวิตของครอบครัว
ภายในแต่ละยูนิต พื้นที่ส่วนกลางของบ้านซึ่งประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และครัว ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันในรูปแบบ Open Plan เพื่อสร้างพื้นที่ต่อเนื่องสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ทั้งการใช้เวลาในแต่ละวัน การรับประทานอาหาร หรือการพบปะพูดคุย โดยยังคงความรู้สึกโปร่งสบายด้วยการเปิดรับแสงธรรมชาติและการถ่ายเทอากาศตามหลัก Cross Ventilation
ห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นหัวใจของพื้นที่พักอาศัยถูกจัดวางบริเวณมุมอาคาร เพื่อเปิดรับมุมมองและแสงธรรมชาติจากสองทิศทาง ทำให้พื้นที่ส่วนนี้กลายเป็นศูนย์กลางของบ้านที่เชื่อมต่อระหว่างสมาชิกภายในและสภาพแวดล้อมภายนอก ผ่านระเบียงที่เปิดรับทิวทัศน์โดยรอบ
สำหรับยูนิตแบบ Duplex ระเบียงได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ Pocket Garden เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวส่วนตัวภายในบ้าน สร้างมุมพักผ่อนขนาดเล็กที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศการอยู่อาศัย และทำให้ประสบการณ์ของการอยู่ในคอนโดมิเนียมใกล้เคียงกับการใช้ชีวิตในบ้านมากยิ่งขึ้น

ยูนิต Simplex

ห้องนั่งเล่นของยูนิต Simplex
ส่วนห้องครัวได้รับการออกแบบให้รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นครัวไทยและครัวสากล เพื่อแยกการใช้งานระหว่างการประกอบอาหารที่มีขั้นตอนซับซ้อนกับแบบธรรมดาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ครัวไทยสำหรับการปรุงอาหารที่ต้องการการจัดการเรื่องกลิ่นและควันเป็นพิเศษ พร้อมติดตั้งเครื่องดูดควันแบบ Custom-made ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงระบบเติมอากาศและระบายอากาศ เพื่อรักษาความสบายภายในพื้นที่อยู่อาศัย ขณะที่ครัวสากลถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ใช้ชีวิต เชื่อมต่อกับพื้นที่รับประทานอาหาร ติดตั้งชุดครัวจาก Molteni&C แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ครัวสัญชาติอิตาลี ที่ผสานงานออกแบบร่วมสมัยเข้ากับความประณีตของวัสดุและวิศวกรรมการผลิต

ห้องครัวของยูนิต Simplex
ยูนิต Duplex มีห้องอเนกประสงค์เพิ่มเติมที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องเล่นเด็ก หรือห้องออกกำลังกาย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต และสอดคล้องกับปรัชญาของโครงการที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับชีวิตในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ออกแบบให้เติบโตไปพร้อมกับครอบครัว
งานออกแบบภายใน พื้นที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านบรรยากาศที่อบอุ่นและมีความเป็นธรรมชาติ โดยผสานวัสดุที่สะท้อนความเรียบง่ายแต่มีรายละเอียด เช่น กระเบื้องดินเผา แผ่นกรุลายไม้ขนาดใหญ่ และหินธรรมชาติ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความร่วมสมัยกับความรู้สึกคุ้นเคยของการเป็นบ้าน
นอกจากการออกแบบพื้นที่ภายในแล้ว การวางทิศทางของอาคารยังเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยยูนิต Duplex ถูกวางแนวให้หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อช่วยลดการรับแสงแดดโดยตรงในช่วงบ่ายจากทิศใต้ ซึ่งเหมาะกับการใช้กระจกขนาดใหญ่เพื่อเปิดรับมุมมองภายนอก ขณะที่ยูนิต Simplex แม้จะหันหน้าไปทางทิศใต้ แต่ได้รับการออกแบบให้มีระเบียงลึกเพื่อช่วยกรองแสงและลดความร้อนจากแสงอาทิตย์

ห้องนั่งเล่น Duplex
นอกเหนือจากการออกแบบพื้นที่แล้ว Eden Ekkamai ยังให้ความสำคัญกับองค์ประกอบเบื้องหลังที่ส่งผลต่อคุณภาพการใช้ชีวิตในทุกวัน โดยระบบภายในยูนิตได้รับการออกแบบให้ผสานประสิทธิภาพในการทำงานเข้ากับความเรียบร้อยของพื้นที่อยู่อาศัย
ระบบปรับอากาศเลือกใช้ระบบ VRV (Variable Refrigerant Volume) ที่สามารถควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศหลายชุดผ่านคอยล์ร้อนส่วนกลางเพียงชุดเดียว ช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ภายนอกอาคาร เพิ่มความเป็นระเบียบของพื้นที่ และเปิดโอกาสให้การออกแบบภายในมีความต่อเนื่องมากขึ้น
ในด้านคุณภาพอากาศภายในอาคาร โครงการติดตั้งแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง MERV 8 Filter (3.0-10.0 ไมครอน) เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองและอนุภาคขนาดเล็ก รวมถึงสปอร์เชื้อรา ได้มากกว่า 70% สร้างสภาพแวดล้อมภายในที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ระบบแสงสว่างภายในยูนิตได้รับการออกแบบร่วมกับเทคโนโลยี DALI (Digital Addressable Lighting Interface) และระบบควบคุมแสงไฟ Lutron เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถปรับรูปแบบแสงให้เหมาะกับกิจกรรมและช่วงเวลาต่างๆ ได้อย่างละเอียด ทั้งการแบ่งพื้นที่ควบคุมแสง (Flexible Zoning) สามารถจัดกลุ่มการเปิดปิดดวงไฟได้อย่างยืดหยุ่น และการปรับระดับความสว่างอย่างนุ่มนวล (Micro-dimming) ตั้งแต่ระดับ 100% ไปจนถึง 0.1% นอกจากนี้ เมื่อรีโนเวทห้องใหม่ ก็ไม่จำเป็นต้องเดินสายไฟอีกครั้ง
ธรรมชาติในฐานะส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย
ธรรมชาติไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงพื้นที่สีเขียวเป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศและคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน บริเวณทางเข้าโครงการได้รับการออกแบบให้มีบ่อน้ำเป็นจุดต้อนรับ สร้างความรู้สึกสงบและผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรก ขณะที่พื้นที่โดยรอบอาคารโอบล้อมด้วยแนวกำแพงต้นไม้ ซึ่งช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวและเพิ่มความร่มรื่นให้กับพื้นที่พักอาศัย
การเลือกพรรณไม้ภายในโครงการคำนึงถึงทั้งความงามและการดูแลรักษาในระยะยาว โดยเลือกใช้พืชพรรณที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทย พร้อมสอดแทรกไม้ที่สามารถรับประทานได้หลากหลายชนิด เช่น สะเดา ผักเม็กหรือเสม็ดแดง มะปรางหวาน มะยงชิด และชมพู่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่อาศัยกับธรรมชาติผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน การออกแบบยูนิตที่เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านบานกระจกขนาดใหญ่ ทำให้มุมมองของต้นไม้และพื้นที่สีเขียวภายนอกเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านอย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนธรรมชาติโดยรอบให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อยู่อาศัย ไม่ใช่เพียงทิวทัศน์ภายนอกสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความผ่อนคลาย ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

บ่อน้ำบริเวณทางเข้า
องค์ประกอบที่ทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น
โครงการให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่ลิฟต์ส่วนตัวที่เข้าถึงที่พักโดยตรง ทางเดินบริการที่แยกจากพื้นที่พักอาศัย พร้อมตู้รับพัสดุและอาหารเดลิเวอรี่ส่วนตัวประจำแต่ละยูนิต รองรับบริการ Direct-to-Residence Delivery เพื่อให้การจัดส่งถึงห้องพักเป็นไปอย่างสะดวกและเป็นส่วนตัว รวมถึงบริการ Front Desk ตลอด 24 ชั่วโมง ที่พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกช่วงเวลา

แต่ละยูนิตมีลิฟต์ส่วนตัวและทางสัญจรส่วนบริการแยกต่างหากที่หลังบ้าน
พื้นที่ส่วนกลางประกอบด้วยสระว่ายน้ำอินฟินิตี้ ระบบเกลือ พร้อมสระเด็กและ Pool Lounge นอกจากนี้ยังมีห้องซาวน่า ห้องออกกำลังกายส่วนตัว 2 ห้อง และ Residence Lounge ที่โอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว
โครงการนี้ยังเป็นโครงการ Pet-Friendly ที่เปิดกว้างให้ลูกบ้านพาเพื่อนสี่ขามาร่วมใช้ชีวิตด้วยกันได้อย่างอิสระ พร้อมจัดเตรียมพื้นที่อาบน้ำสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะไว้ที่ชั้นหนึ่ง

Private Sauna

สถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความงามและบริบทของเมือง
โครงการเลือกใช้ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายและสุขุม เพื่อสร้างอาคารที่สามารถคงคุณค่าได้เหนือกาลเวลา โดยให้ความสำคัญกับสัดส่วนและมิติของอาคารควบคู่กัน การจัดวางยูนิตแบบ Duplex ไว้ด้านหน้าอาคารช่วยลดการรับรู้ของความสูง ทำให้อาคารดูมีสเกลใกล้เคียงอาคารสี่ชั้น สร้างความกลมกลืนกับบริบทโดยรอบ พร้อมมอบบรรยากาศที่โปร่งโล่งและเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของครอบครัว

ประสิทธิภาพที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการอยู่อาศัยที่สบายกว่า
แนวคิดด้านความยั่งยืนของโครงการเริ่มต้นจากการออกแบบอาคารให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเลือกใช้วัสดุและระบบวิศวกรรมที่ช่วยลดการใช้พลังงาน พร้อมยกระดับคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคาร
กระจก Laminated Insulated Low-E (IGU) ช่วยลดความร้อนจากภายนอกและลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ ขณะที่ระบบ Energy Recovery Ventilator (ERV) ช่วยหมุนเวียนอากาศ ควบคุมความชื้น และรักษาคุณภาพอากาศในพื้นที่ส่วนกลางให้เหมาะสมอยู่เสมอ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงทั้งประสิทธิภาพ ความสะดวกสบาย และความยั่งยืนในระยะยาว

คุณค่าที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ตั้งแต่งานสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย พื้นที่ภายในยูนิตที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยน ภูมิทัศน์อันร่มรื่นที่ดูแลรักษาได้ในระยะยาว ไปจนถึงการประหยัดพลังงาน รายละเอียดแต่ละส่วนล้วนเกิดขึ้นภายใต้หลักคิดสำคัญเดียวกัน นั่นคือคุณภาพและการใช้งานจริงในระยะยาว เพราะสำหรับ Eden Ekkamai แล้ว บ้านที่ดีของครอบครัวขยายไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัยอันกว้างขวาง แต่เป็นสิ่งแวดล้อมและรายละเอียดของการใช้ชีวิตที่ส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น









