POETICS OF HORIZONTALITY

ศิริวรรณ สีมิงาม และนลัทพร นันตา ได้นำเสนอเศษซากของอาคารด้วยการมาจัดวางใหม่อย่างเรียบง่ายบนพื้นที่ที่มันเคยอยู่ใน Bangkok Kunsthalle

TEXT: PRAT TINRAT
PHOTO: KETSIREE WONGWAN 

(For English, press here)

ท่ามกลางความเงียบงันของโถงจัดแสดงที่เปลือยเปล่าด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ Bangkok Kunsthalle ได้เชื้อเชิญให้เราดำดิ่งสู่โลกแห่งความทรงจำที่ไม่ธรรมดาผ่านนิทรรศการ ‘Poetics of Horizontality’ โดย ศิริวรรณ สีมิงาม และ นลัทพร นันตา ซึ่งชวนให้เราก้มลง ‘อ่าน’ เรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ในระนาบพื้นของอดีตอาคารโรงพิมพ์เก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ศิลปะจัดวางแนวราบนี้ไม่ได้นำเสนอเพียง ‘เศษซาก’ ของวัสดุก่อสร้างที่ถูกมองข้าม หากแต่นำมาร้อยเรียงขึ้นใหม่อย่างมีจังหวะ ราวกับบทกวีที่ปราศจากถ้อยคำแต่เปี่ยมด้วยความหมาย บทกวีที่กำลังขับขานเรื่องราวจากอดีต และเปิดประตูสู่การตีความใหม่ในโถงศิลปะแห่งนี้ 

‘เศษซาก’ ที่กลับมามีชีวิต

ในภาพรวมของนิทรรศการ ศิลปินทั้งสองได้รวบรวมเศษซาก อิฐ หิน ดิน ปูน อันเป็นวัสดุที่เคยหล่อหลอมเป็นองค์ประกอบของอาคาร ก่อนจะนำมาจัดวางใหม่อย่างเรียบง่ายบนพื้นที่ที่มันเคยอยู่ในอาคาร Bangkok Kunsthalle ผ่านการร้อยเรียงวัตถุเหล่านั้นให้สัมพันธ์กับโครงสร้างเดิม เศษวัสดุต่างๆ ได้ถูกจัดวางให้สอดคล้องกับระเบียบแบบแผนเดิมของอาคาร ทั้งเส้นสายของโครงสร้างคานของพื้นชั้นบน ผนังอิฐบล็อกช่องลม ไปจนถึงระนาบพื้นและผนัง องค์ประกอบของอาคารเหล่านี้ได้กลายเป็นเส้นอ้างอิงใหม่ พร้อมสร้างแบบแผนให้แก่วัตถุที่ได้ต่างเสื่อมสลาย แตกหัก และกระจัดกระจาย เพื่อย้ำเตือนถึงผู้ชมว่าวัตถุเหล่านี้ครั้งหนึ่งเองก็ได้เคยเป็นเนื้อหนังเดียวกับอาคารที่อยู่รอบข้างตัวของมัน

ในกระบวนการนี้ ศิลปินได้คล้ายกับการนำเสนอโครงสร้างคล้ายบทกวี อันประกอบด้วย ‘วัตถุ’ ในฐานะกลุ่มคำ และ ‘ระบบกริด’ ในฐานะฉันทลักษณ์ พร้อมนำเสนอ ‘ภาษา’ แบบใหม่ที่สามารถสื่อสารกับผู้ชมโดยตรงโดยไม่ต้องใช้คำพูด กระบวนการของศิลปินนั้นไม่ต่างอะไรจากการเรียงร้อยวางถ้อยคำลงบนเส้นบรรทัด และปล่อยให้ประวัติศาสตร์ของตัวอาคารที่ได้เสื่อมสลายและลอกล่อนจากเพลิงไหม้ที่ได้บอกเล่าเรื่องของตัวเอง การหยิบยกเศษซากของอาคารเหล่านี้มาเล่าใหม่อีกครั้งจึงไม่ต่างอะไรจากพิธีกรรมที่มอบความหมายใหม่ให้กับตัววัตถุจัดแสดง ที่ชวนให้ผู้ชมได้รำลึกถึงอดีตอีกครั้ง จากวัตถุที่ครั้งหนึ่งเคยถูกใช้ในฐานะฟังก์ชันและโครงสร้างของอาคาร สู่ภาษาใหม่ที่เล่นล้อกับความทรงจำอันชวนให้เราใคร่ครวญอย่างเคารพ

นอกเหนือจากเรื่องราวของภาษาและความหมาย ความพยายามในการเรียบเรียงถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมาในนิทรรศการเองก็สามารถมองเทียบเคียงได้กับงานทางโบราณคดี ในมุมของการจัดการวัตถุเพื่อเก็บรักษาและฟื้นฟูผ่านเลนส์ของเวลาและประวัติศาสตร์ พร้อมตอกย้ำถึงการดำรงอยู่ของความไม่จีรัง ที่แม้กายภาพของวัตถุหรือสถานที่จะผุพังไป แต่ก็มีศักยภาพในการเกิดใหม่และบอกเล่าเรื่องราวได้เสมอ

บทกวีไร้ถ้อยคำ: การอ่านด้วยร่างกายและความรู้สึก

นิทรรศการนี้ยังปล่อยให้ผู้ชมได้เพลิดเพลินไปกับความพยายามอ่านสิ่งที่ไม่มีคำอธิบายโดยไม่มีคำแนะนำใดๆ บนพื้นหลังของสถาปัตยกรรมที่ถูกเปิดเปลือย นิทรรศการ Poetics of Horizontality ได้สร้างความสัมพันธ์ของ ‘การอ่าน’ ที่อาจต้องใช้ผัสสะอื่นนอกจากสายตา ความสัมพันธ์ทั้งจากศิลปะกับพื้นที่ ระหว่างสิ่งที่อยู่ กับสิ่งที่เคยอยู่ อันปรากฏบนสื่อกลางอย่างตัวผิวของสถาปัตยกรรมที่ไม่มีเสียงสูงต่ำได้ก่อให้เกิดบทสนทนาเงียบๆ ที่ประกอบขึ้นจากจังหวะของเส้นสาย พื้นผิว ขนาด น้ำหนัก และช่องว่างที่วางตัวอย่างมีระเบียบซึ่งต้องอาศัยร่างกายและความรู้สึกในการรับรู้แทน พร้อมปล่อยให้ผู้ชมได้เลือกความสัมพันธ์ที่ตัวเองมีต่อชิ้นงานได้อย่างเสรี บ้างอาจเดินรอบๆ บ้างอาจเฝ้าสังเกตถึงปรากฏการณ์ในพื้นที่ เช่น แอ่งน้ำที่ก่อตัวขึ้นในพื้นที่หลังฝนตก หรือแม้แต่จะเฝ้าดูถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ส่งผลต่อวัสดุที่ไม่ได้ถูกผนึกยึดติดด้วยสารประกอบหรือตัวยึดใดๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สร้างความสัมพันธ์และความหมายขึ้นต่อชิ้นงานด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน เส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่าง ‘พื้นที่จัดแสดง’ กับ ‘พื้นที่ของผู้ชม’ เองก็ยังได้ท้าทายขอบเขตของอำนาจระหว่างการเป็นเพียงผู้เฝ้ามองหรือผู้กระทำการ เกิดเป็นคำถามที่ว่า เราควรเข้าใกล้แค่ไหน? เรากำลังล่วงล้ำบางอย่างหรือเปล่า? บางคนอาจหยุดมองเฉยๆ บางคนอาจเดินเฉียดอย่างระมัดระวัง หรือแวบหนึ่งอาจนึกอยากลองเขี่ย ลองจับ หรือแม้แต่กวาดก้อนหินเหล่านั้นออกไปก็ได้ ในภาวะเช่นนั้น การจัดวางไม่ได้ถูก ‘ปกป้อง’ ด้วยโครงสร้างภัณฑารักษ์หรือพิธีกรรมของแกลเลอรี หากปล่อยให้เราได้มีปฏิกิริยาต่อพื้นที่ได้อย่างเป็นอิสระ ความหมายของงานจึงไม่จบที่การจัดวาง หากดำเนินต่อด้วยการตีความของผู้ชม นำไปสู่ประสบการณ์ ‘immersive’ ที่มุ่งตรงไปยังพฤติกรรมของผู้ชมโดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใดๆ เข้าช่วย

Adaptive Reuse: การเปลี่ยน ‘ภาษา’ ของสถาปัตยกรรม

ด้วยตัวนิทรรศการเองที่เป็นแบบ ‘Site-specific’ เองก็ได้ชวนให้ผู้ชมย้อนกลับมองถึงประวัติศาสตร์ของ Bangkok Kunsthalle อีกครั้ง จากโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ซึ่งทำหน้าที่ผลิต ‘ภาษา’ ในเชิงอุตสาหกรรม แปรเปลี่ยนเป็น ‘โถงศิลปะ’ (Kunsthalle) อันเปิดพื้นที่ให้เกิดภาษาแห่งความรู้สึก ความทรงจำ และการใคร่ครวญ นอกเหนือจากเรื่องราวของวัตถุจัดแสดงแล้ว นิทรรศการนี้ยังพาเราสำรวจต่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับฟังก์ชันให้ตอบโจทย์การใช้งานใหม่ หากแต่เป็นการ ‘เปลี่ยนภาษาของสถาปัตยกรรม’ ไปโดยสิ้นเชิงภายใต้แนวคิด ‘Adaptive Reuse’ ที่บทสนทนาร่วมสมัยในแบบที่ยังฟังได้อยู่ในปัจจุบัน โดยที่ตัวสถาปัตยกรรมเองก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในฐานะผู้มีส่วนร่วมสำคัญในนิทรรศการต่างๆ ที่เคยผ่านมาทั้ง Nostalgia for Unity และ Like Nouns Slipping Into Verbs เองก็ตาม

เสียงเงียบของโถงศิลปะที่ขับขานอนาคต

ในโลกศิลปะร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี เสียง สี และการแสดงออก นิทรรศการ Poetics of Horizontality คือการ ‘ถอยกลับ’ สู่ความเปลือยของพื้นที่ และความเปลือยของความรู้สึก เหมือนกำลังเดินอยู่ในบทกวีที่ไม่มีตัวอักษร แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย เมื่อการชมนิทรรศการสิ้นสุดลง สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ อาจไม่ใช่เพียงภาพของผลงาน แต่เป็นความรู้สึกและคำถามที่ชวนให้ครุ่นคิด ถึงความไม่จีรังของสิ่งเก่า และศักยภาพในการเกิดใหม่ เหมือนที่งานศิลปะชิ้นนี้ได้เชื้อเชิญให้เราได้สัมผัสและเข้ามาเติมเต็มความหมาย

บนการเปิดเปลือยสถาปัตยกรรมเก่าให้ร่วมขับเคลื่อนบทสนทนาทางศิลปะ Poetics of Horizontality เป็นดั่งบทกวีที่ขับขานด้วยเสียงเงียบๆ ของสถาปัตยกรรมและศิลปะ ที่ร่วมประพันธ์ขึ้นระหว่างแกลเลอรีกับศิลปิน และเชื้อเชิญให้ผู้ชมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ความหมายของศิลปะร่วมสมัยสู่อนาคต

นิทรรศการ ‘Poetics of Horizontality’ โดย ศิริวรรณ สีมิงาม และ นลัทพร นันตา เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 6 กรกฎาคม 2568 ณ Bangkok Kunsthalle

bangkok-kunsthalle.org
facebook.com/BangkokKunsthalle

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *