‘Lab-sing’ (หลับสิ่ง) นิทรรศการโดย สวัชโรกร วรรณศร ที่เปิดพื้นที่ให้ภาพจำส่วนบุคคลปะทะกับประวัติศาสตร์และภูมิประเทศที่กำลังแปรเปลี่ยน
TEXT: SURAWIT BOONJOO
PHOTO: KETSIREE WONGWAN
(For English, press here)
“ถ้าบ้านเราก็เป็นค่ำ แล้วบ้านเขาก็เป็น หลับสิ่ง”
(การเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับไหลจากสิ่งธรรมชาติ การละจากภาวะอันละทิ้งจากแสงสว่างและเรื่องราว ที่ตรงนั้นสู่ ความมืด ทวิลักษณ์ เพื่อเข้าสู่ต้นของเรื่องราวที่พัลวัน)

นิทรรศการเดี่ยว หลับสิ่ง (Lab-sing) โดย สวัชโรกร วรรณศร ศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่ชาวไทใหญ่-ไทย ที่ TARS Unlimited แกลเลอรีย่านถนนทรงวาด จัดแสดงระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน –10 สิงหาคม 2568 ถ่ายทอดปฏิบัติการนิพนธ์ประวัติศาสตร์ฉบับจำเพาะของศิลปิน เขากำลังอ่านและเขียนย้อน ซ้อนและทับ เรื่องเล่าของการระหกระเหินจากอุ้ยยอด คุณยายของเขา บนเรื่องราวส่วนบุคคลกับประวัติศาสตร์สาธารณะกำลังล้อมหันประจันเข้าหาสิ่งซากปรัมปราอย่างมีนัยยะ เป็นเรื่องราวของการปลอมแปลง ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่งแบบต่อแต่ไม่เนื่อง และเรื่องเล่าที่กำลังมืดลงในเค้าโครงของหลายเรื่องราวบนสถานที่ซึ่งสว่าง ท่ามกลางสิ่งปรัมปราและประวัติศาสตร์ของการพุ่งรบ การต่อต้านและการอพยพ


ประติมากรรมภูมิกายาของ ‘ขวัญ’ ซ้อนทับขดม้วนไปกับเส้นชั้นความสูงของแผนที่ภูมิประเทศซึ่งต่อไม่เป็นแนวกับเส้นตะเข็บสันเขาในภาพจิตรกรรมสี่เหลี่ยมที่ไม่เป็นเอกภาพตามรูปทรงเขตขัณฑ์ของเมืองปั่นกับชุดจิตรกรรมรูปคล้ายบุคคลบนฉากชีวิต การแย่งชิงทรัพยากรอาหาร การหลบหนี การถูกรุกล้ำ และภาพเลียนแบบโปสเตอร์ทหารคอมมิวนิสต์ ปรากฏเป็นทหารเอื้อมมือราวกับจะคว้าเอาดวงดาวกำลังดับมาเก็บ ประทับ และซุกซ่อนเพื่อเลือนลบคั่นตัดฉากแฟนตาซีของเรื่องมนุษย์ – อมนุษย์ด้วยภูมิประเทศโซเมียจากผืนผ้าซึ่งถูกถลกเผยหน้า/หลัง สิ่งนอก-ในที่เต็มเติมด้วยความว่างและความ ‘ไม่มี’ คล้ายจะล้อไปกับการก่อบานหน้าต่างและประตู กับข้าวของเครื่องมือช่าง กับใครกันที่หายไปจากตรงนี้ แต่กำลังจะไปมีอยู่ ณ ตรงนั้น…



สวัชโรกร ได้พาแล่นไปท่ามกลาง กระตุ้นให้อ่านเรื่องราวบนภาพพร้อมกับวัตถุชี้นำข้ามเรื่องเล่านั้นมาต่อกับเส้นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ ชุดผลงานที่ทั้งหมด กำลังยั่วล้อต่อกันด้วยจังหวะการลำดับที่ไม่สามารถอ่านขาดแบบปราดเดียวได้หมดจด ภาษาของเรื่องเล่านี้ดูเหมือนกับจะเคลื่อนไหลไปตามวิถีความไม่สงบ การรุกราน การย้ายหนี ที่ไหลต่อไปพอดีไปกับชุดความเชื่อ เรื่องเล่าตำนานของพระนางยี่แสงก่อ ซึ่งดำเนินบนฉากหลังของเมืองปั่น รัฐฉาน ประเทศพม่า ดินแดนที่อุ้ยยอดเคยจากมา จุดบิดประสานเรื่องเล่าส่วนบุคคล อ้างอิงตามเรื่องราวประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง และการบรรจบเข้ากันของทัศนียภาพพื้นหลังของนิทาน ขมวดขวัญแรกที่จุดกึ่งกลางของก้นหอยได้บิดเอาสองเรื่องเล่ากับอีกหนึ่งการมีอยู่ให้เวียน ประสาน กลืนและกลายต่อกัน


ลำดับภาพเองก็บรรจุด้วยเนื้อหาของเรื่องราวอันหนักอึ้ง จากการย้อนอดีตไปกับครอบครัว การตามไปเก็บขวัญ การอพยพและหลบหนี จากการรุกรานของกลุ่มกองกำลังทหารที่เข้ามาเก็บเกี่ยวทรัพยากร รวมถึงการกดขี่ข่มเหง กระทั่งการซ่อน-หา ซึ่งไม่ใช่การละเล่น แต่คือการกระเสือกกระสนให้มีชีวิตอยู่ กระบวนการทบทวนเรื่องราวถูกให้ความหมายเทียบเทียมการย้อนกลับไปเก็บสิ่งหรือร่องรอยที่ประทับตัวตนในอดีต เพื่อให้สามารถละจากเรื่อง ตัดขาดการหวนย้อนคืนกลับยังความทุกข์ยากสู่อนาคตที่ดี อย่างไรก็ตาม เหล่านี้ยังคงถูกทับระหว่างชั้น ย้ำถึงบางสิ่งบางอย่าง อำนาจอื่นผู้ร่วมเล่นสำคัญ กดด้วยเชิงชั้นของเรื่องทางประวัติศาสตร์ และบันทึกกิจกรรมของกลุ่มคนใดสักกลุ่มในปัจจุบันกาล ตามระนาบเรื่องที่อยู่เหนือด้านบน

ศิลปินวางเส้นเรื่องส่วนบนแบบหัวบรรจบหาง ปักหลักอุปมาการลักลอบข้ามเขตแดนอันเป็นปลายลำดับเหตุการณ์ส่วนตัว การย่างกรายล้ำเข้ามาของกลุ่ม(อ)มนุษย์ที่เอนโยกโผผ่านบรรยากาศมืดมิดกลางป่ารกชัฏ ให้หันปะทะเข้าหาภาพหมายจุดเริ่มต้นและจบทางประวัติศาสตร์ การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าพร้อมกับการมืดลง…หลับสิ่ง และการกำลังจะมาถึงของกลียุค ภาพอุปลักษณ์งูกินหางถูกมัดตรึงเอาไว้กับแท่นอิฐที่ตั้งเรียง เป็นภาพจิตรกรรมที่จงใจไม่ถูกแขวนบนผนัง แต่ถูกเอนวางไว้อย่างลอยตัว คงไม่ต่างอะไรกับประติมากรรมเต่าสีทองไร้หัว ซึ่งแทนที่กลับด้วยภาพภูมิทัศน์เมืองปั่นที่ถูกประคองด้วยสองมือ ประติมากรรมไม้ฝังภาพวาดหญิงสาว รวมไปถึงเรือตะขาบ(?)ขายักษ์ ซึ่งกำลังแบกพาให้เรือแห่งชีวิตล่องลอยไปตามทิวทะเลหมอกของภูมิภาคโซเมีย


นอกจากนั้นแล้ว ความพยายามจะอ่านการเขียนเรื่องราว และเรียบเรียงประกอบร่วมสัญญะตามรูปแบบยันต์แบบไทใหญ่ที่ศิลปินให้ความสนใจ ด้วยกระบวนการแทรกผสมประสานรูปทรงเรขาคณิตเลขยันต์เข้าไปกับสิ่งมีชีวิต ได้นำไปสู่การอ่าน ‘ประติมากรรม-ภาพ’ แบบร่วมสัญญะ สัตว์ ธรรมชาติ จิตวิญญาณ และปรัมปรา ซึ่งทั้งหมดล้วนมีชีวิตแบบตรงกันข้ามกับมนุษย์ และสามารถเผยความหมายที่คาบเกี่ยวซึ่งตอบโต้ต่อกันและกัน


ในกระบวนทัศน์ที่เบี้ยวบิดจากโลกการรับรู้ตามระนาบคู่ขนาน ได้สมทับและแทรกขัดฉากแฟนตาซีด้วยการสนทนาผ่านการเคยมีอยู่ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ของจริงกับสิ่งไม่จริง ผลงานศิลปะจัดวางในลักษณะ ‘หัว(กู)ตัวใคร’ อาจสามารถยึดเอามาเป็นกรอบมองผลงานอื่น โดยแนะให้อ่านตามแบบวิธีจำต้องแปลก (และบางทีก็คงอาจต้องแยกด้วยเช่นกัน) ล้อรับไปในเวลาเดียวกันกับสถานะความก้ำกึ่งเชิงเทคนิคของภาษาทัศนศิลป์ภายใต้การต้องนิยามซึ่งสอดรับกับการไม่สามารถระบุชี้ชัดอัตลักษณ์ได้ของผู้อพยพ ตัวกับตนที่เลือนลางคล้ายจะห่างไกลจากความมนุษย์เข้าเต็มประดา เนื่องจากภาพเหมือนบุคคลเขา เธอ และพวกเขาถูกขัดเสียจนเกลี้ยงเกลา


การทำให้สิ่งไม่ปรากฏโดดเด่น ร่วมอยู่อย่างดูแปลกแยก กลับเน้นย้ำให้เห็นไว้แบบพิลึกจากระบบทางศิลปะ และปลอมแปลกจากระเบียบของเรื่องเล่า นี่เป็นการก่อกองทัศนียภาพของชีวิต แรงงาน ที่ไม่อยู่ตรงนี้ พรางสลายฝังกลายภายใต้วัตถุยึดโยง คำบนกำแพง การเคยเป็นที่พักพิงอาศัย ‘โซเมีย’ ฉากภาพเทือกเขาตรงโน้น ราวกับว่า ขยายสัมพันธ์ขยับร้อยเข้ากับเทือกเขาของกองเครื่องไม้เครื่องมือ บานหน้าต่างและประตูที่จงใจวางร่วมไว้กับร่องรอยการเคยเป็นอะไรสักสิ่งของผืนผนังฉากทัศน์ของภูมิ- (ที่ถูกขีดแยกฉีกจาก)-ทัศน์นี้ กับการเริ่มอ่านย้อนไปเก็บขวัญ




