GILE 2025

พาสำรวจโลกของนวัตกรรมแห่งแสง ผ่านงาน GILE 2025 ที่รวมเทคโนโลยี และการออกแบบสเปซเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเข้าไว้ในพื้นที่กว่า 250,000 ตร.ม.

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO: KITA THAPANAPHANNITIKUL EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

เราต่างรู้ดีว่าแสงมีบทบาทที่สำคัญในงานออกแบบ ในปัจจุบันการมองหาช่องว่างให้แสงธรรมชาติเข้ามามีตัวตนในสเปซเป็นเรื่องพบเห็นได้ทั่วไป สำหรับในส่วนที่ขาดหาย ไฟประดิษฐ์นั้นได้เข้ามามีบทบาทในการผลักดันศักยภาพของสถาปัตยกรรมให้ไปได้ไกลกว่าที่มนุษย์เคยจินตนาการ ทั้งประสบการณ์ ความรู้สึก ที่สำคัญ สถาปัตยกรรมสามารถที่จะมีชีวิตชีวาได้แม้พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้วก็ตาม

ในหมู่นักออกแบบเองนั้น การออกแบบแสงไฟเองก็เป็นเรื่องสำคัญที่ยังมีผู้เชี่ยวชาญอยู่อย่างจำกัด นำไปสู่คำถามว่า หากเราในฐานะนักออกแบบที่อยากเริ่มเข้าถึงการออกแบบแสงไฟอันเป็นเรื่องสำคัญนั้น แล้วเราจะมีโอกาสทำความรู้จักเรื่องเหล่านี้ได้จากไหนบ้าง ไม่ว่าจะในเชิงการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างการเลือกดวงโคม หรือในการออกแบบประสบการณ์อย่างการเลือกใช้แสงในสภาพแวดล้อมต่างๆ แม้แต่ในแง่มุมที่ลึกลงไปอย่างการเลือกใช้ light controller หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดในประเทศจีน ได้มีงานแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและแสงสว่างที่ใหญ่ที่สุดในประเทศประจำปี 2025 หรือ Guangzhou International Lighting Exhibition (GILE) 2025 โดยจัดขึ้นใน China Import and Export Complex ที่กว้างใหญ่ไพศาล สิริรวมพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด 250,000 ตารางเมตร (ลองนึกภาพตามว่าอิมแพ็คของประเทศไทยมีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 140,000 ตารางเมตร) กับผู้จัดแสดงสินค้ากว่า 3,200 เจ้า ทั้งยิ่งใหญ่เป็นพิเศษเนื่องจากเป็นปีที่ครบรอบ 30 ปีของ GILE ทั้งยังจัดขึ้นพร้อมกับงาน Guangzhou Electrical Building Technology (GEBT) อีกด้วย

ในภาพรวม GILE ปีนี้กลับมาในธีมอย่าง Light for Life ที่มุ่งไปยังสองเรื่องคือ ‘New-quality lighting’ และ ‘Light-enhanced living’ ที่ต่างก็มุ่งไปยังเรื่องสำคัญคือคุณภาพชีวิตที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเบื้องหลังของการออกแบบไฟ โดยแบ่งการจัดแสดงทั้งหมดเป็น 2 ส่วนหลัก

Photo courtesy of Guangzhou Guangya Messe Frankfurt Co Ltd.

ส่วนแรกคือ Area A ที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ใน 2 ธีมย่อย คือ Light + Quality of Life – ‘Low Carbon Living’  และ Light + Agriculture – ‘Green Living’

  • Light + Quality of Life – ‘Low Carbon Living’ ในส่วนนี้ ธีมของ product ทั้งหมดจะเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับแสงสว่างที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่สาธารณะ ทั้งสวน สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ทางวัฒนธรรม โดยทั้งหมดนี่เกี่ยวพันกับมนุษย์ทุกคนในระดับมหภาคโดยเฉพาะประเด็นด้านสุขภาวะของเมืองรวมถึงประเด็นสำคัญอย่าง ‘พลังงาน’

Photo courtesy of Guangzhou Guangya Messe Frankfurt Co Ltd.

  • Light + Agriculture – ‘Green Living’ แสงนั้นเกี่ยวข้องกับมนุษย์ในทุกมิติ แม้แต่ในด้านของโภคภัณฑ์ พื้นที่ในส่วนนี้จึงให้ความสำคัญกับแสงที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมเป็นหลัก ทั้งการใช้แสงประดิษฐ์ที่เอื้อต่อการเพาะปลูก การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงาน หรือแม้แต่การใช้ big data หรือ AI เข้ามาช่วยอีกแรง

ส่วนที่สองคือ Area B ที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ใน 2 ธีมย่อยคือ Light + Aesthetics: ‘Inspired Living’ และ Light + Smart Technology: ‘Connected Living’

  • Light + Aesthetics: ‘Inspired Living’ ประเด็นหลักของพื้นที่นี้อยู่ที่เรื่องของความงามและความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากทั้งรูปแบบดีไซน์ของดวงโคมต่างๆ ไปจนถึง solution ของไฟที่ทำงานกับอารมณ์และความรู้สึกเพื่อปรับเปลี่ยนบรรยากาศในพื้นที่ต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ

  • Light + Smart Technology: ‘Connected Living’ ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไวขึ้นทุกๆ วัน อุตสาหกรรมของแสงไฟเองก็มีการปรับตัวเองไม่ต่างกัน พื้นที่ส่วนนี้จึงเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์และ solution ที่ผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไป ไม่ว่าจะเป็น IoT ชิปอัจฉริยะ ระบบคลาวน์ เซนเซอร์ รวมไปถึง protocal ต่างๆ เองเช่นกัน

Photo courtesy of world-architects.com & Mr Lu Qiu Xuan

Photo courtesy of world-architects.com & Mr Lu Qiu Xuan

ในงาน GILE ปีนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกอีกหนึ่งอย่างคือการพาทัวร์บูธต่างๆ ผ่านมุมมองของดีไซเนอร์ ซึ่งก็ได้แขกรับเชิญพิเศษอย่าง Carla Wilkins ผู้ร่วมก่อตั้ง Lichtvision และประธานของ International Association of Lighting Designers (IALD) และ Certified Lighting Designer (CLD) และ Renato Turri ผู้เป็น CEO ของสื่อสถาปัตยกรรมอย่าง World-Architects โดยทั้งคู่ได้พาเดินไปตามบูทของแบรนด์ต่างๆ พร้อมพูดคุยและถามคำถามอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งก็ช่วยให้นักออกแบบเข้าใจประเด็นในเรื่อง technical ของ lighting design มากขึ้น

Carla ที่มีอีกบทบาทเป็นนักออกแบบแสงเอง ก็ได้มาแชร์ประสบการณ์การทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆ แบบลงลึกกันอีกด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ Carla กับ Renato เลือกพาไปดูก็มีหลากหลายและครอบคลุมทุกอุปกรณ์ของการออกแบบ lighting ตั้งแต่ LTECH ที่ทำ LED lighting control ซึ่งผสาน AI + IoT เข้าด้วยกันเป็น AIoT จนเกิดเป็นนวัตกรรม controller อัตโนมัติ หรือ CAIMETA ที่นำเสนอโซลูชั่นไฟ tracklight อัจฉริยะที่มีเซนเซอร์เพื่อปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของสีให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ได้

GILE 2025 ยังมีการเปิดตัว ‘illuminnovation lab’ โปรแกรมนำร่องที่ทดลองผนวกสหวิชาเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับนวัตกรรมแสงและศาสตร์อื่น ด้วยตารางกิจกรรมทั่วเมืองหลักในจีนที่ออกสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างแสง พื้นที่ และผู้คน ซึ่งมีหัวข้อตั้งแต่การใช้งานในพื้นที่เชิงพาณิชย์ไปจนถึงการเกษตร โดยประกอบด้วย 6 แล็บ ได้แก่ City Lab, Tourism Lab, Hotel Lab, Health Lab, Home Lab และ Retail Lab

GILE และ GEBT ที่จีนในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงาน Light + Building โดย Messe Frankfurt เท่านั้น สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถเดินทางไปชมงานหลักที่จะจัดขึ้นในปีหน้าได้ที่เมือง Frankfurt ประเทศ Germany ระหว่างวันที่ 8 – 13 มีนาคม 2026

guangzhou-international-lighting-exhibition.hk.messefrankfurt.com
light-building.messefrankfurt.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *