Casa T สถาปัตยกรรมที่ผสานฟังก์ชันระหว่างอยู่อาศัยและสตูดิโอสักเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบผ่านการจัดสเปซและรูปทรงที่คมชัดแต่สมดุลต่อการอยู่อาศัย โดย SSAA
TEXT: PIBHU DEVAKUL NA AYUDHYA
PHOTO: CHAKKRAPHOB SERMPHASIT
(For English, press here)
Casa T คือบ้านที่ได้รับการออกแบบโดยสตูดิโอสถาปนิก SSAA ที่มี tattoo artist เป็นเจ้าของบ้าน ผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภรรยาและเพิ่งต้อนรับสมาชิกตัวน้อย โดยมีโจทย์หลักในการออกแบบที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการอยู่อาศัยภายใต้หลังคาเดียวกัน ภาษาสถาปัตยกรรมที่เรียบนิ่ง หากแต่ยังมีสเปซและดีเทลที่น่าสนใจเพื่อให้สอดคล้องกับศิลปินผู้เป็นเจ้าของบ้าน การออกแบบเริ่มต้นจากการศึกษารูปร่างของที่ดินและแนวความคิดเกี่ยวกับวิถีของงานสัก จนเกิดเป็น form อาคารที่ดูคล้ายกับก้อนคอนกรีตทึบตันเมื่อมองจากภายนอก แต่ภายในกลับมีการคว้าน ตัด จัดระเบียบของรูปทรงก่อนที่จะสอดแทรกพื้นที่สีเขียวลงไปในที่ว่างนั้น


การออกแบบของโปรเจกต์นี้ เริ่มด้วยการพิจารณาแบ่งการใช้งานสำคัญของอาคารออกเป็นสองส่วนคือฝั่งทำงาน (สตูดิโอสัก) และฝั่งที่ใช้อยู่อาศัย (บ้าน) โดย SSAA ได้แยกความเป็นส่วนตัวของทั้งสองฟังก์ชันผ่านการจัดผังพื้นและทางเข้า ทีมออกแบบจัดวางให้สตูดิโอสักอยู่ฝั่งที่ติดถนนเพื่อต้อนรับลูกค้าจากภายนอก ก่อนจะวางส่วนอยู่อาศัยให้ถัดลึกเข้ามาเพื่อลดทอนเสียงรบกวน โดยมีพื้นที่ service ที่ประกอบด้วยห้องน้ำและห้องเก็บของคั่นอยู่ตรงกลาง


SSAA ซึ่งรับผิดชอบงานออกแบบทั้งสามสาขาของบ้านหลังนี้ (งานสถาปัตยกรรม งานอินทีเรีย และงานแลนด์สเคป) ได้มอบประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง และตอบสนองอย่างพอดีต่อที่ว่างที่เกิดขึ้น ส่วนสตูดิโอสักได้เปิดมุมมองสู่ต้นไม้และสวนหินด้านหน้าด้วยผนังกระจกเต็มบาน โดยมีโครงสร้างยื่นออกไปเป็นกรอบอาคาร และช่วยบังแสงแดดส่วนเกิน ความซับซ้อนของพื้นที่นี้ เกิดขึ้นด้วยการดันฝ้าเพดานบางส่วนขึ้นสูง แต่ในขณะเดียวกันพื้นบางส่วนก็ถูกดันลงไป การออกแบบฝ้าให้ดูมีมิติช่วยนำสายตาขึ้นข้างบน และเมื่อเตียงสักถูกจัดวางไว้ตรงกลางของที่ว่าง ก็ทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาเกิดความรู้สึกราวกับเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือ sacred place ซึ่งในมุมหนึ่งเองก็สะท้อนเป้าหมายหลักของการสักในหลายวัฒนธรรม ตอกย้ำด้วยสีดำของน้ำหมึกที่ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นสีของวัสดุต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นพื้นที่แห่งนี้

นอกจากคอร์ทยาร์ดด้านหน้าที่กล่าวไปแล้ว บ้านหลังนี้ยังมีอีก 2 คอร์ทยาร์ด ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศและแสงธรรมชาติให้พื้นที่ภายใน หนึ่งในนั้นอยู่คั่นกลางระหว่างสองฟังก์ชัน ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากทั้งส่วน sunken seat สำหรับรับรองลูกค้าของสตูดิโอสัก และบริเวณทางเดินในบ้าน พื้นที่ทั้งสองนี้ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันด้วย hidden door ที่ซ่อนตัวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของกำแพง เมื่อเดินผ่านประตูนี้ไปจะพบกับคอร์ทยาร์ดสุดท้ายที่นำแสงธรรมชาติที่นุ่มนวลเข้าสู่ส่วนพักอาศัย พื้นที่ภายในบ้านชั้นล่างเป็นพื้นที่แบบ open plan ส่วนนั่งเล่น ครัวและส่วนทานข้าวจึงหลอมรวมเป็นห้องเดียว เพื่อเปิดมุมมองสู่สวนให้มากที่สุด โต๊ะทานข้าวหล่อด้วยคอนกรีต และถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบันไดยื่น (cantilevered stairs) ที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นบน


พื้นที่ชั้นบนเป็นห้องนอนและออฟฟิศของภรรยา ทั้ง 2 ส่วนนี้กินพื้นที่แค่บริเวณส่วนกลางของอาคาร เพื่อเปิดที่ว่างให้สตูดิโอสักและส่วนทานข้าวที่มีการใช้งานเยอะได้ปริมาตรของสเปซที่สูงขึ้น ทว่าก็ไม่ได้ทำให้ห้องนอนมืดทึบหรือขาดความเชื่อมต่อจากภายนอก การคว้านเอาเนื้ออาคารออกได้นำพาแสงเข้ามายังพื้นที่ใช้งานอย่างเพียงพอ


Casa T เป็นบ้านที่ออกแบบทุกอย่างพร้อมๆ กันทั้งผังและ mass ของอาคาร ทีมผู้ออกแบบบอกกับเราว่าตั้งแต่แบบร่างครั้งแรกจนถึงแบบที่ออกมาเป็นงานที่เห็นทุกวันนี้แทบจะไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ด้วยทิศทางที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะใช้ ‘มุมแหลม’ ซึ่งเป็นทั้งจุดเด่นของไซต์และองค์ประกอบที่จะสื่อถึงความแหลมของ ‘เข็มสัก’ มาต่อยอด ทุกคนจึงได้เห็นก้อนอาคารที่มีความแหลมและคมในหลายบริบท แม้แต่ส่วนที่เป็น negative space อย่างคอร์ทยาร์ดเอง หากมองจากในผังพื้นก็จะพบว่าเป็นรูปสามเหลี่ยมมุมแหลมไม่ต่างกัน


นอกจากแนวคิดเรื่องเข็มสัก บ้านหลังนี้ก็มีอีกหนึ่งความตั้งใจที่อยากใช้ภาษาของสถาปัตยกรรมแบบ brutalist ด้วยสองเหตุผลสำคัญ คือ หนึ่งความซื่อตรงต่อวัสดุ ดังจะเห็นได้จากผิวอาคารภายนอกที่คงเสน่ห์ความดิบของซีเมนต์เอาไว้ หรือแม้แต่ในการตกแต่งภายในที่เลือกแสดงสัจจะของวัสดุต่างๆ และ สองความน้อยขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม หากแต่ความน้อยนี้ได้รับการสร้างสรรค์อย่างตั้งใจให้เกิดความซับซ้อนในเชิงสเปซมากกว่าการตกแต่ง
แม้ Casa T จะดูเป็นงานที่นิ่งและเรียบ แต่ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ลุ่มลึกและความซับซ้อนทางความคิด จากแนวคิดสู่ผังพื้นไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุ ทุกอย่างหล่อหลอมให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่มีภาษาของตัวเองอย่างชัดเจน จึงทำให้งานออกแบบชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงบ้านของช่างสัก แต่คือรอยสักชิ้นหนึ่งที่สลักอยู่บนบริบทของพื้นที่รอบข้างอย่างสง่างาม





