MO NUM EN TS

‘MO NUM EN TS’ นิทรรศการเดี่ยวจาก ส้ม ศุภปริญญา ที่ชวนรื้อความหมายของรูประลึกว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เราจดจำถูกสร้างมาอย่างไร‘MO NUM EN TS’ รื้อความหมายของรูประลึกว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เราจดจำถูกสร้างมาอย่างไร ในนิทรรศการของ ส้ม ศุภปริญญา

TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
PHOTO: THAKUENG WITHUSUWAN

(For English, press here)

ผลงานศิลปะของ ส้ม ศุภปริญญา มักเป็นการใช้สื่อร่วมสมัยอย่างวิดีโอ ภาพถ่าย และงานติดตั้งจัดวาง มาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภูมิทัศน์ ธรรมชาติ และโครงสร้างอำนาจที่กำหนดชีวิตผู้คน งานของเธอมีลักษณะกึ่งสารคดี แต่แฝงด้วยมุมมองเชิงกวีที่ชวนให้ผู้ชมมองภูมิประเทศคุ้นตาในฐานะพื้นที่ของความทรงจำ อำนาจ และการเปลี่ยนแปลงที่ยังดำเนินต่อไป

ในปี 2024 ส้มได้รับ Han Nefkens Foundation-Southeast Asian Video Art Production Grant ซึ่งเป็นทุนสนับสนุนการผลิตผลงานวิดีโอใหม่สำหรับศิลปินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอจึงนำทุนนี้ไปพัฒนาผลงานชิ้นล่าสุดของเธอ นั่นคือ ‘รู ป ระ ลึก’ (MO NUM EN TS) นิทรรศการเดี่ยวของเธอที่จัดแสดงที่ The Jim Thompson Art Center ครั้งนี้

นิทรรศการจัดแสดงในสองห้องแกลเลอรี ห้องแรกประกอบด้วยผลงานวิดีโอจัดวางชื่อเดียวกับนิทรรศการ นั่นคือ ‘รู ป ระ ลึก’ (2568) ที่เมื่อเดินเข้าไปก็จะสะดุดตากับรูปทรงของจอขนาดใหญ่ซึ่งประกอบด้วยจอ 4 จอวางต่อกันเป็นมุมเหลี่ยม ไม่ได้ราบขนานไปกับผนังเหมือนจอฉายทั่วไป โปรเจกเตอร์ที่ติดตั้งไว้ในระดับต่ำกว่าปกติฉายภาพภูมิทัศน์และสถานที่หลากหลาย โดยมากเป็นโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนปากมูล ถนนมิตรภาพ และถนนสาย 304 รวมไปถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ทางทหาร อย่างพิพิธภัณฑ์การบินของกองการบินทหารเรือที่สนามบินอู่ตะเภา

ภาพและเรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ชมคุ้นเคยกันดีในผลงานของส้ม เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอทำงานรีเสิร์ชระยะยาวเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐ การพัฒนา และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน โดยเธอสำรวจว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ภายในภูมิทัศน์นั้นอย่างไร

นอกจากจอที่มีรูปทรงไม่เหมือนจอทั่วไป จนหลายคนตีความว่าเหมือนรูปทรงของเขื่อนแล้ว พื้นผิวของจอยังถูกปิดทับด้วยสติกเกอร์สะท้อนแสงชนิดเดียวกับที่ใช้บนพื้นผิวถนนหรือป้ายจราจร ทำให้เมื่อภาพจากโปรเจ็กเตอร์ตกกระทบลงไป แสงที่สะท้อนกลับจะปรากฏเป็นลวดลายคล้ายพิกเซลบนผืนภาพเคลื่อนไหว ภาพของโครงการเหล่านั้นที่ผู้ชมเห็นจึงไม่คงที่ แต่เปลี่ยนไปตามมุมมองและการเคลื่อนไหวของพวกเขา บางจังหวะภาพดูพร่าเลือน บางจังหวะกลับคมชัดขึ้น ราวกับศิลปินจะชวนให้เราตั้งคำถามต่อเรื่องเล่าของการพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานที่มักถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์ของความก้าวหน้ามาตลอดว่าแท้จริงแล้วจริงแท้แค่ไหน

ในห้องแกลเลอรีนี้ยังมีผลงานภาพถ่ายขาวดำอีก 2 ชิ้น คือ ‘โศกนาฏกรรมถ้ำปิว’ (2566) และ ‘รอยระเบิดของผาโตก’ (2567) ทั้งสองภาพเป็นภาพถ่ายภูมิประเทศในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เคยเป็นพื้นที่สำคัญในช่วงสงครามอินโดจีน โดยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2511 มีเครื่องบินขับไล่สหรัฐฯ บินออกจากประเทศไทยไปยิงขีปนาวุธที่ถ้ำปิว ทำให้ประชาชนที่หลบอยู่ภายในถ้ำเสียชีวิตถึง 374 ราย ส่วนถ้ำผาโตก ภูเขาหินปูนที่ช่วยป้องกันภัยทางอากาศจากการโจมตีของสหรัฐฯ ก็ปรากฏร่องรอยการระเบิดขนาดใหญ่ระหว่างที่โดนโจมตีอย่างหนักในช่วง พ.ศ. 2507-2516

จริงๆ แล้ว ภาพถ่ายสองภาพเป็นเพียงภาพถ่ายขนาดเล็ก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจอขนาดใหญ่ของวิดีโอจัดวางในห้องเดียวกัน แต่ศิลปินได้ติดตั้งภาพบนผ้าผืนใหญ่สองชั้นที่ห้อยลงมาจากเพดานแกลเลอรีคล้ายม่านในโรงละคร เมื่อบวกกับความนิ่งและเงียบงันของภาพ สุนทรียะที่เกิดจึงค่อนข้างท่วมท้น โดยเฉพาะเมื่อภาพถ่ายทั้งสองไม่ได้มองภูมิทัศน์ในฐานะภาพธรรมชาติที่เงียบสงบ แต่เป็นพื้นที่ที่บันทึกประวัติศาสตร์ของอำนาจ ความรุนแรง และผลกระทบของสงครามที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่จริง ภูเขาและถ้ำที่ปรากฏในภาพจึงทำหน้าที่เหมือนพยานของประวัติศาสตร์ที่ยังคงฝังอยู่ในภูมิประเทศเดียวกับที่ผู้คนยังอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนในแกลเลอรีอีกห้องหนึ่งเป็นผลงานจัดวาง ‘Paradise of the Blind’ (2559-2568) ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Banned Book Series โครงการวิจัยระยะยาวที่ส้มเริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เพื่อสำรวจประเด็นการเซนเซอร์หนังสือและการควบคุมองค์ความรู้ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดย Paradise of the Blind ได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ เยือง ทู เฮือง นักเขียนชาวเวียดนาม ผลงานวรรณกรรมที่เคยถูกสั่งห้ามเผยแพร่ในเวียดนามจากเนื้อหาที่วิพากษ์พรรคคอมมิวนิสต์อย่างตรงไปตรงมา

ภายในห้องดังกล่าวมีหนังสือที่แบ่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือหนังสือที่เคยถูกแบนในประเทศต่างๆ ถูกจัดวางเรียงบนโต๊ะ ขณะที่หนังสือที่ไม่ถูกแบนจัดวางอยู่บนชั้น ความน่าสนใจคือ หนังสือที่ถูกแบนหลายเล่มกลับเป็นหนังสือสำหรับเด็กซึ่งดูเผินๆ ไม่มีเนื้อหาที่เป็นภัยแต่อย่างใด อย่างเช่น ‘And Tango Makes Three’ ของ Peter Parnell และ Justin Richardson ภาพประกอบโดย Henry Cole หนังสือนิทานภาพที่เล่าเรื่องเพนกวินเพศผู้สองตัวที่สร้างครอบครัวร่วมกัน เคยถูกถอดออกจากห้องสมุดสาธารณะบางแห่งในสิงคโปร์ เนื่องมาจากมีเนื้อหาสนับสนุนความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน หรือ ‘Alice’s Adventures in Wonderland’ ของ Lewis Carroll ที่เคยถูกห้ามเผยแพร่ในบางพื้นที่ของจีนในช่วงทศวรรษ 1930 เนื่องจากทางการเห็นว่าการให้สัตว์พูดและคิดเหมือนมนุษย์เป็นสิ่งที่บิดเบือนลำดับคุณค่าระหว่างมนุษย์กับสัตว์ และไม่เหมาะสมต่อเยาวชน

ขณะเดียวกัน หนังสือที่ ‘ไม่ถูกแบน’ กลับเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีบทบาททางการเมืองอย่างชัดเจน นั่นคือวารสารชื่อ ‘เสรีภาพ’ สิ่งพิมพ์ภาษาไทยที่จัดทำโดย United States Information Service (USIS) ซึ่งเป็นหน่วยงานต่างประเทศของ United States Information Agency (USIA) ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสื่อสารและโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น เนื้อหาของวารสารมักนำเสนอภาพของโลกเสรีผ่านเรื่องราวความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมพ็อป การเกษตรสมัยใหม่ หรือบทบาทของผู้หญิง พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับภาพของโลกคอมมิวนิสต์ที่ถูกทำให้ดูล้าหลังและขาดเสรีภาพ

ความย้อนแย้งจึงปรากฏขึ้นเมื่อวารสารที่มีชื่อว่า ‘เสรีภาพ’ ถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหารอย่างเต็มรูปแบบ ในบริบทนี้ ‘เสรีภาพ’ จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกัน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลไกสงครามเย็นที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ของโลกเสรีให้ดูน่าเชื่อถือ การจัดวางหนังสือสองกลุ่มไว้ในพื้นที่เดียวกันจึงชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า สิ่งใดกันแน่ที่สังคมเลือกจะห้าม สิ่งใดที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ และใครคือผู้กำหนดเส้นแบ่งระหว่างสองสิ่งนั้น พร้อมกันนั้นยังสะท้อนให้เห็นว่าความรู้และความเข้าใจของสาธารณะอาจถูกกำหนดและหล่อหลอมขึ้นภายใต้มายาคติของ ‘เสรีภาพ’ ได้อย่างไร

ใน ‘Paradise of the Blind’ ผู้ชมยังสามารถมีส่วนร่วมกับผลงานได้โดยนำแผ่นกระดาษที่สแกนมาจากหน้าหนังสือซึ่งเคยถูกแบนไปหย่อนลงในเครื่องย่อยกระดาษที่ตั้งอยู่ภายในห้องจัดแสดง เมื่อกระดาษถูกทำลาย ทีมงานจะคอยเก็บรวบรวมเศษกระดาษเหล่านั้นไปกองทับถมกันไว้บนพื้น และเศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้นก็จะค่อยๆ สะสมตัวขึ้นเป็นกองขนาดใหญ่ ซึ่งด้านบนมีลูกกระสุนจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตแขวนลอยอยู่เหนือกองกระดาษ

‘MO NUM EN TS’ จัดแสดงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาและจะเปิดให้เข้าชมจนถึงวันที่ 29 มีนาคม โดยตลอดระยะเวลาหลายเดือนของการจัดแสดงยังมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพยนตร์ เวิร์กช็อป และ reading group กิจกรรมเหล่านี้ชวนผู้ชมกลับมาพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง และการผลิตความรู้ในภูมิภาค ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการขยายความหมายของ MO NUM EN TS’ ชื่อนิทรรศการที่ศิลปินนำเอาคำว่า monuments มาแยกตัวอักษรออกเป็นส่วนๆ ราวกับท้าทายความหมายเดิมของ monuments หรือสิ่งก่อสร้างที่รัฐสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงความทรงจำบางอย่างของชาติว่าอาจไม่ได้มีความหมายตายตัวอย่างที่เราเคยเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากโครงสร้างทางการเมือง อุดมการณ์ และอำนาจ เช่นเดียวกับความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่สังคมเลือกจะจดจำหรือหลงลืมอยู่เสมอ

รู ป ระ ลึก (MO NUM EN TS) จัดแสดงที่ The Jim Thompson Art Center ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 29 มีนาคม 2569

facebook.com/jimthompsonartcenter
jimthompsonartcenter.org