PITISUKSA CHIANG RAI SCHOOL (AIRPORT CAMPUS)

โรงเรียนปิติศึกษา เชียงราย (Airport Campus) จาก 1922 Architects ที่ออกแบบด้วยความประหยัดและเรียบง่าย เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว

TEXT: MONTHON PAOAROON
PHOTO: SONGTAM SRINAKARIN 
EXCEPT AS NOTED

(For English, press here)

โรงเรียนที่เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้

‘ดูนั่นสิครับ นกกระเต็น!’

คำพูดของ ทรงธรรม สถาปนิกที่ยืนอยู่ข้างๆ เรา และชี้ไปเบื้องหน้าบริเวณประตูทางเข้าโรงเรียน ที่เป็นโครงการออกแบบล่าสุดของเขา และเป็นสถานที่ที่เรานัดคุยกันในวันนี้ เราหรี่ตามองไปทางนิ้วที่ชี้ เห็นนกกระเต็นเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่โผล่พ้นจากบ่อน้ำ รอกินปลาอย่างนิ่งสงบ เป็นจังหวะประทับใจที่เห็นธรรมชาติสอดแทรกเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ทำให้รู้สึกว่าการเยี่ยมชมและฟังเรื่องราวในวันนี้ต้องน่าสนใจแน่ๆ

วันนี้เรานัดพบกับ ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ และ เพียงออ พัทธยากร คู่สามีภรรยาสถาปนิกจาก 1922 Architects ซึ่งเป็นทั้งผู้ออกแบบและเจ้าของโรงเรียนโรงเรียน Pitisuksa Chiang Rai School (Airport Campus) และอาสาพาเราเดินชมด้วยตัวเอง โรงเรียนแห่งนี้เป็นสาขาที่ 2 โดยแห่งแรกนั้นตั้งอยู่ในตัวเมืองเชียงราย แต่ด้วยพื้นที่เดิมนั้นเป็นที่เช่า ซึ่งเสี่ยงน้ำท่วมและมีพื้นที่จำกัด ทางโรงเรียนจึงมีแนวคิดที่จะขยายอีกสาขาเพื่อรองรับการเติบโต พื้นที่ทั้งโครงการมีทั้งหมดประมาณ 30 ไร่ โดยในเฟสแรกมีพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ รองรับชั้นประถมศึกษาและมีแผนจะขยายถึงชั้นมัธยมศึกษาในอนาคต

‘ในพื้นที่ตรงนี้เราตั้งใจจะสร้างระบบนิเวศที่เป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ เราคิดว่างาน landscape, architecture และ interior ทุกอย่างคือเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้น ความเป็นโรงเรียน ห้องเรียน หรือพื้นที่เรียนรู้ มันต้องอยู่ทุกที่ เราตั้ง keyword ไว้ว่า เราจะสร้างพื้นที่ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในทุกมิติ’

ทั้งคู่บอกกับเราก่อนเริ่มเดินชมโรงเรียน ตอนฟังครั้งแรกเราประทับใจกับแนวคิด ‘ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้’ แต่มีวิธีการทำออกมายังไงนั้น? เราจะค่อยๆ พาทุกคนไปทำความเข้าใจแนวคิดของทั้งคู่ผ่านการออกแบบทางกายภาพแต่ละส่วนที่มีเป้าหมายเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก

เรียนรู้ผ่าน Landscape

งาน landscape ของโครงการได้ อาจารย์จุลพร นันทพานิชย์ จากป่าเหนือสตูดิโอ (North Forest Studio) เป็นคนวางผังรวมของโครงการทั้งหมด โดยมีทีมสถาปนิกช่วยดูการวางอาคารประกอบไปด้วยกัน องค์ประกอบของงาน landscape หลักๆ ประกอบไปด้วยบ่อน้ำสองบ่อและเชื่อมด้วยคลองที่วางตัวคดเคี้ยวตรงกลางในแนวยาวของพื้นที่ บ่อน้ำและคลองนี้เป็นการขุดตามแนวลำเหมืองสาธารณะเดิมที่แห้งเหือดไปแล้ว และตั้งใจจะทำเป็นฝายเพื่อดึงระบบชลประทานแบบท้องถิ่นให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆ

รายละเอียดงาน landscape ของที่นี่จะเรียบง่ายและไม่มีการประดับตกแต่ง เป็นความตั้งใจที่ออกแบบไม่ทำพื้นที่ให้มันสวยตลอดเวลา ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล เช่น ระดับน้ำในบ่อก็จะมีขึ้นมีลง หรือแปลงทุ่งนาที่อยู่ข้างอาคารเรียนในแต่ละฤดูกาลมันก็จะไม่เหมือนกัน  อีกส่วนนึงคือทางเดินหลักภายในโครงการที่มีทั้งแบบพื้นที่เปิดโล่งและแบบมีหลังคา ทั้งคู่อธิบายเสริมในจุดนี้ว่า

‘ใช้ตำแหน่งของบ่อน้ำแรกในโครงการ สร้างทางเลือกให้เด็กว่าอยากเลือกเดินเข้าโรงเรียนด้วยเส้นทางไหน ไม่จำเป็นจะต้องเลือกเดินเฉพาะเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจนด้วยพื้นคอนกรีตและหลังคาคลุม แต่ในวันที่อากาศสดใส สามารถเลี้ยวไปใช้อีกเส้นทางได้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เด็กๆ จะได้สังเกตท้องฟ้า หยุดดูพืชพรรณไม้ หรือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น แล้วค่อยข้ามสะพานไม้ไผ่ไปเจอกับเพื่อนคนอื่นๆ อีกทีที่ศาลา ซึ่งระยะทางที่เด็กต้องเดินนี้ก็ถือเป็นการเตรียมร่างกาย ปรับจิตใจ ให้พร้อมกับการเรียนรู้ถัดไปในห้องเรียนด้วย’

เรียนรู้ผ่านสถาปัตยกรรม

จากที่จอดรถเราจะมองเห็นอาคารอำนวยการเป็นอาคารแรก ทำหน้าที่เป็นจุดรับส่งนักเรียนทั้งเช้าและเย็น  สังเกตได้จากประตูทางเข้าอาคารเป็นโถงที่ถูกยกให้สูงขึ้นคล้ายเป็นกรอบภาพที่ต้อนรับเราเข้าสู่ด้านในของโรงเรียน ตัวอาคารนั้นมีการวางแนวแกนของอาคารขวางตะวัน เปิดรับแสงตะวันออกกับตะวันตก เพื่อให้เด็กๆ ได้รับรู้ถึงช่วงเวลาก่อนและหลังเลิกเรียนจากแสงอาทิตย์ในตอนเช้าและตอนบ่ายคล้อยที่สาดเข้ามาในโถงต้อนรับของอาคารในลักษณะและทิศทางที่ต่างกัน จัดการกับความร้อนโดยยื่นหลังคาและระเบียงเพื่อบังแดดให้กับประตูหน้าต่างของอาคาร ในเชิงของการใช้งาน พื้นที่อาคารชั้นล่างเป็นออฟฟิศของโรงเรียน ส่วนชั้นบนเป็นห้องคอมพิวเตอร์ ห้องสมุด และห้องประชุม

อาคารที่สองเป็นอาคารศาลาอเนกประสงค์ รวมถึงส่วนทางเดินและสะพานที่เชื่อมต่อมาจากอาคารอำนวยการ โดยทั้งโครงสร้างและวัสดุเป็นไม้ไผ่ อาคารนี้ได้ทีม Labo-Labare ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ไผ่มาประสานงานออกแบบร่วมกับสถาปนิกและดำเนินการก่อสร้างให้ 

ในส่วนของอาคารเรียน ทรงธรรมหยิบกระดาษวาดรูปและอธิบายให้เราดูว่าจริงๆ แล้วอาคารนี้เริ่มคิดจากอาคารสองชั้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีอยู่ 6 ห้องเรียน ชั้นละ 3 ห้อง แต่เพื่อให้ทุกห้องได้รับแสงและลมที่ดี จึงแยกก้อนอาคารออกเป็น 3 ก้อนที่เชื่อมกันด้วย corridor ที่ตั้งอยู่ในทิศใต้ควบคู่ไปกับบันไดหลักของอาคาร ที่ตั้งใจวางไว้เป็นพื้นที่กันชนเพื่อป้องกันแดดที่จะทอดเข้ามาในพื้นที่ใช้งาน และในฤดูหนาว เงาอาคารที่เกิดขึ้นด้านทิศเหนือยังทำให้เกิดห้องเรียนภายนอกที่เด็กมาใช้งานไหลต่อเนื่องจากห้องเรียนภายในได้อัตโนมัติ

Photo: Monthon Paoaroon (Left)

‘ตัวอาคารฝั่งทิศใต้ หน้าต่างจะมีปริมาณน้อยกว่า เพราะว่าช่วงฤดูหลักที่เป็นลมมาจากทิศใต้ ถ้าเกิดฝั่งใต้นี้ช่องเล็กกว่า ปริมาณน้อยกว่า ด้านฝั่งทิศเหนือช่องเปิด ปริมาณมากกว่า จะเกิดลมไหลแรงขึ้นซึ่งเป็นช่วงที่เราต้องการลมเยอะที่สุดครับ แต่ว่าช่วงหน้าหนาวเราไม่ต้องการลมเท่าไหร่ บางทีก็ปิดหน้าต่างไว้’

ห้องเรียนที่สร้าง layer แห่งการเรียนรู้

ห้องเรียนที่นี่จะแบ่งเป็นระดับประถมศึกษาตอนต้น 3 ห้อง และตอนปลาย 3 ห้อง โดยในหนึ่งห้องจะเรียนแบบคละอายุตั้งแต่ ป. 1–3 และ ป. 4–6 อยู่ในห้องเดียวกัน เพื่อให้เด็กๆ ได้ช่วยเหลือดูแลและเห็นการเติบโตไปพร้อมๆ กัน

‘หลักการของมอนเทสซอริ (Montessori) ก็คือ ครูมีหน้าที่แนะนำสื่อว่าใช้อย่างไร เสร็จแล้วที่เหลือเด็กจะเป็นคนเลือกเองว่าอยากจะทำอะไร เด็กจะจัดตารางของตัวเอง โดยครูจะบอกก่อนว่าทั้งเทอมนี้ต้องเรียนอะไรบ้างและแนะนำสื่อทั้งหมดที่มี แต่คุณต้องไปเลือกเองว่าจะเริ่มอะไรก่อนหรือหลังตามความชอบของคุณ’

ส่วนของห้องเรียนจะเริ่มจาก corridor ด้านหน้า ซึ่งเป็นระเบียงไม้ที่ยกระดับขึ้นมาให้เด็กๆ ได้ถอดรองเท้าและจัดของก่อนเข้าห้อง ที่นี่เด็กทุกคนไม่ต้องแบกสมุดหรือตำราเรียนให้หนักกระเป๋า แต่จะมาตัวเปล่าพร้อมเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเวลาเล่นซนจนสกปรก ภายในห้องเรียนมีการแบ่งโซนและใช้วัสดุที่สร้างระดับพื้นที่ที่หลากหลาย ทั้งส่วนที่เป็นหลุมยุบ และส่วนที่ยกระดับขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้ทั้งคู่ช่วยเล่าเสริมว่า

‘ภายในห้องโซนหน้าจะเป็นส่วนของวิชาที่ active หน่อย อย่างคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ในขณะที่โซนด้านใน หลังผนังดินจะเป็นมุมภาษาซึ่งเด็กสามารถโฟกัสได้มากขึ้น ส่วนระเบียงที่ต่อเนื่องออกไปด้านนอกก็เพื่อรองรับบรรยากาศการเรียนที่ต่างออกไป และส่วนที่ลดระดับลงไปนั้นคือมุมการอ่าน (reading corner) ซึ่งรวบรวมหนังสือหลากหลายหมวดหมู่ และเป็นมุมที่เด็กสามารถปลีกตัวไปได้ดีที่สุด’

เรียนรู้ผ่านโครงสร้างและวัสดุ

เป็นความตั้งใจของสถาปนิกที่ต้องการออกแบบโครงสร้างให้มีความตรงไปตรงมา อย่างเช่น การเลือกใช้โครงสร้าง Flat Slab ในส่วนอาคารอำนวยการ แม้จะราคาสูง แต่ตัวโครงสร้างมีความสวยงามในตัว ออกแบบให้เส้นสายของโครงสร้าง จังหวะขององค์ประกอบอาคาร และจัดงานระบบให้สวยงาม ลดวัสดุกรุผิวต่างๆ และงานฝ้า เพื่อประหยัดงบประมาณก่อสร้าง

‘ด้วยความที่เราใช้ของถูก มันเลยต้องทำให้มันดูมีอะไร เพราะว่าทุกอย่างมันคืองานโชว์หมดเลย มันเป็นเรื่องของ cost ด้วย งานของเรามีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมและการใช้วัสดุยังไงให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แล้วไปให้ความสำคัญกับส่วนค่าแรงคนซึ่งเรามองว่าได้ประโยชน์และมีคุณค่ามากกว่า’ ทั้งคู่อธิบาย

ในส่วนของอาคารเรียนที่ใช้ผนังดินฉาบ เพราะสถาปนิกต้องการลดการใช้ซีเมนต์และคอนกรีตเพื่อช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การใช้ดินในพื้นที่ผสมเข้ากับปูนฉาบ โดยใช้สัดส่วนดินค่อนข้างเยอะเพื่อชดเชยปริมาณปูนซีเมนต์ที่หายไป พร้อมกับทำผนังเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีไปในตัว

เรียนรู้ว่าความร้อนออกแบบจัดการได้

ทั้งคู่ชี้ให้เรามองขึ้นไปที่หลังคาของอาคารเรียนจะเห็น detail หลังคาสองชั้นที่เว้นช่องระบายอากาศที่ขนาดไม่ใหญ่มากด้านบน ตัววัสดุด้านบนเป็นหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ที่ราคาไม่แพง ส่วนชั้นล่างเป็นหลังคาเมทัลชีทที่กันกรณีน้ำรั่วซึมลงมาและไม่มีการบุฉนวนกันความร้อนเพิ่มเติม โดย detail หลังคาสองชั้นนี้เริ่มทดลองทำครั้งแรกกับบ้านของพวกเขาเอง พอทดลองใช้งานได้ดี อาคารไม่ร้อน ก็กล้าที่จะออกแบบใช้ในงานอีกหลายโครงการ

‘หลายคนจะกลัวว่ามีนกหรือมีตัวอะไรเข้าไปทำรังใต้หลังคา แต่เราไม่เคยเจอปัญหาพวกนี้เลย อาจเป็นเพราะสภาพพื้นที่ที่แคบและมีความร้อนแผ่ลงมาจากหลังคาชั้นแรกก่อนจะมีลมมาพัดออกไปไม่น่าอยู่สำหรับพวกสัตว์ต่างๆ’ เพียงออเล่าเสริม

งานออกแบบทั้งหมดนี้สะท้อนกลับมายังแนวคิดเรื่องการออกแบบให้อาคารมีความประหยัดและสามารถสร้าง Passive Cooling ได้ในตัว ตั้งแต่แนวคิดในงาน landscape ไปจนถึงตัวอาคารที่มีการใช้วัสดุคอนกรีตเท่าที่จำเป็น ทำให้มีปริมาณสัดส่วนพื้นที่อมความร้อนน้อยลงไปตาม ควบคู่ไปกับการสร้างช่องเปิดในการถ่ายเทอากาศที่มาพร้อมกับระบบป้องกันความร้อนในอาคารที่ถูกคิดมาอย่างดีบนปริมาณแสงธรรมชาติที่เข้ามายังพื้นที่อย่างเพียงพอ โดยหากจำเป็นจริงๆ ทางโรงเรียนก็จะมีการใช้ Active Cooling อย่างพัดลมและเครื่องปรับอากาศเป็นลำดับ ทรงธรรมเล่าต่ออีกว่า เดือนที่แล้วทางโรงเรียนจ่ายค่าไฟทั้งหมดแค่หมื่นกว่าบาทเท่านั้น

Photo: Monthon Paoaroon

ก่อนที่เราจะลากลับ เราสังเกตเห็นแก๊งเด็กๆ ออกมาเล่นขุดดินสร้างป้อมปราการและคูน้ำบริเวณร่มเงาของอาคารเรียนด้านทิศเหนือ ซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นพื้นที่เล่นสนุกของเด็กในช่วงบ่าย การได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของเด็กที่ได้เล่นทั้งน้ำและดินแบบไม่กลัวเลอะ ทำให้เราอดคิดอิจฉาชีวิตในวัยเรียนแบบนี้ไม่ได้

มีประโยคหนึ่งที่ ทรงธรรม กับ เพียงออ บอกเราระหว่างเยี่ยมชมว่า เขานึกถึงตอนเป็นเด็กว่าอยากเรียนในพื้นที่แบบไหน ก็พยายามออกแบบให้เป็นแบบนั้น ซึ่งแม้แต่ตัวสถาปนิกเองก็ยังแอบอิจฉาเด็กๆ ที่นี่เช่นกัน

1922architects.com
facebook.com/1922architects