ค่อยๆ อ่านเรื่องราวนับร้อยนับพันของอารยา ราษฎร์จำเริญสุข ในนิทรรศการ ‘อารยา ราษฎร์จำเริญสุข: บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า’
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO: KRITTAWAT ATTHASIS EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
(ฉัน) เป็นนักเขียน (ที่ขอลอกเลียนอารยา)
“ผมเป็นคนบ่อน้ำตาตื้น โดยเฉพาะเมื่อต้องกล่าวลา ‘ตน’ ที่ผมผูกพันด้วย ไม่ว่าหมา ไม่ว่าคน การลาครั้งแรกตอนสามขวบ อยู่ดีๆ แม่กับน้องก็หายไปจากเช้าสายบ่ายค่ำของผม ยายบอกว่าแม่ตาย แล้วน้องก็ตาย ในความยุ่งวุ่นวายของการจัดงานศพคงไม่มีใครใส่ใจบอกเด็กเล็กว่าความตายคืออะไร…”
อารยา ราษฎร์จำเริญสุข. (ผม) เป็นศิลปิน. กรุงเทพ, มติชน: 2548. น.370
ภาคเยาว์
นั่นสิ ‘ความตาย’ ความตายไม่เคยอยู่ในหัวสมองของผมเลย จนถึงวันหนึ่งช่วงปี 2552 ที่น้องชายของตาผมไปอย่างไม่กลับมาแล้ว ผมกับแม่ต้องรีบกลับมาจากเชียงใหม่ (เพราะไปเที่ยวกันมา) เพื่อพาผมไปโกนหัวห่มจีวรเป็น ‘เณรหน้าไฟ’ เพราะเขาไม่มีหลานชาย – และผมเป็นหลานชายของพี่ชายเขา จึงต้องเป็นไปอย่างนั้น
ไม่รู้สิ ความตายก็คงเหมือนนอนนิ่งๆ แล้วดวงใจมันหายไปเสียอย่างนั้นล่ะมั้ง เหมือนยายแท้ๆ เหมือนตาแท้ๆ ที่หลับไปบนเตียงไม่ว่าจะที่โรงพยาบาลหรือที่บ้าน แม่และป้าๆ ร่ำไห้กันยกใหญ่ที่สูญเสียบุพการี ผมก็สะอื้นรื้นน้ำตาเพราะเสียคนที่เลี้ยงผมมาแต่อ้อนแต่ออกเหมือนกัน
อีกความตายที่ผมสัมผัสโดยที่ยังไม่รู้และไม่แน่ใจ คือ งานหนึ่งที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ ผนังขาวปรากฏวิดีโอของผู้หญิงคนหนึ่งเดินวนเวียนหรือนั่งอ่านอะไรสักอย่างให้เหล่าร่างที่ไร้วิญญาณฟัง ผมยืนดูก็เกาหัวแกรกๆ พร้อมบ่น “อะไรวะนั่น” แล้วก็เดินไปดูงานอื่นๆ ต่อ กลับบ้านไปก็หลับ ตื่นมาเล่นเกมต่อ
ภาคใหญ่
ต่างกับฉัน – ผู้ที่มีชีวิตมาแล้วเก้าพันกว่าวัน ซึ่งนับวันคืนที่สั่งสอนและพร้อมสั่งสมประสบการณ์มาพอประมาณ แต่ก็คงไม่มากเท่าผู้ที่อายุสองหมื่นเกือบห้าพันวันอย่าง อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ที่ผ่านความเป็นและความตายมาตั้งแต่ภาคเยาว์ของเธอ ซึ่งได้เคยตีแผ่ให้เราเข้าไป ‘สแกน’ กรรมเก่าของเธอมาแล้วในนิทรรศการ ‘กรรมเก่าเดิม’ ที่มูลนิธิ 100 ต้นสน ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนแห่งความรักที่ผ่านมา
ถ้าจะให้พูด (ฉันก็ขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน) กรรมเก่าของอารยาที่เห็นนั่น เป็นเพียงเสี้ยวเล็กและ ‘ต่างกรรมต่างวาระ’ กัน เพราะในกรรม (ที่แปลว่าการกระทำ) ของอารยานั้น งานเขียนและการเป็นนักเขียน (มั้ยนะ) ก็เป็นกรรมใหญ่ๆ กรรมวิบากอันหนึ่งที่ผู้คนจะนึกถึงเธอ นอกจากการเป็นศิลปิน ผู้หญิง, ผู้ปลงใจในมรณกรรม, อาจารย์ และผู้ปกครองเหล่าหมาจรที่เธออุปการะใน ‘บ้านวังหมา’
เพราะตอนนี้เอง ที่มูลนิธิ 100 ต้นสน กำลังจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานเขียนของเธอในชื่อ ‘อารยา ราษฎร์จำเริญสุข: บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า’
ภาคเยาว์ (ตื่นตา)
ห้องนิทรรศการกว้างใหญ่มากเลยครับ ไม่เหมือนครั้งที่แล้วที่ต้องวนเข้าไปนิดนึง แล้ววันนี้ที่ร้อยต้นสน ตัวหนังสือมากมายเชียว ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ สีดำ สีน้ำเงิน สีฟ้า ผมไม่เคยเห็นตัวหนังสือมากขนาดนี้ก่อน ขนาดนิยายเกขมของสำนักพิมพ์ดังๆ ที่ผมเพิ่งอ่านจบไปยังไม่ตัวหนังสือขนาดนี้มาก่อนเลย ดูสิ ดูเหมือนตัวหนังสือจะท่วม จะท้น จะล้น จะทลาย ลงมาทับผมตายก็ตอนนี้แหละ โอ้ย แค่คิดก็หายใจไม่ออก


ไหนจะกระดาษที่แปะไว้ข้างฝาอีก เขาเอาเงินที่ไหนปรินต์มานะ หรือเอาหนังสือจริงมาฉีกแล้วแปะไว้แบบนั้น นั่นอีกผ้าอะไรไม่รู้พลิ้วเชียว ผ้าก็ไหวพร้อมๆ ตัวหนังสือหลากสีที่มีอยู่หลายร้อยบรรทัด วันนี้จะอ่านหมดมั้ยเนี่ย


Photo: Sarunkorn Arthan
อ้าว! นั่นปกหนังสือ ‘(ผม)เป็นศิลปิน’ ใช่มั้ยนั่น เหมือนไอ้ภาคใหญ่มันเคยอ่าน แต่แป๊บๆ ก็หลับ ไม่รู้ว่าอ่านจบไปหรือยัง
เอ๊ะ…แล้วนั่นตุ๊เจ๊ที่ไหนทาปากเข้มเชียว เดี๋ยวจะโทรฟ้องพระพุทธเจ้า

ภาคใหญ่ (แทรก)
ขอจำใจด้วยจำเป็นที่จะต้องทะลุกลางปล้อง ภาคเยาว์ก็มักจะตื่นตาไปเรื่อย ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ จริงๆ จนมีแต่น้ำ เนื้อไม่มีสักขีดเดียว
ถ้าจะพูดว่านิทรรศการนี้เป็นมุมมองของคิวเรเตอร์ที่มีต่ออารยาก็คงไม่ผิดนัก เพราะเขาคงอ่าน ‘ผุดเกิดมาลาร่ำ’ ตั้งแต่เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะเมื่อ 5 – 6 ปีก่อน จนช่ำชำนาญในทาง ‘อ่านอารยา’ เท่าๆ กับ ‘เขียนอารยา’ ถ้าถามว่าฉันรู้ได้อย่างไร อาจเพราะคุ้นเคยกับเขาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ฉันก็จบมาหลายปีแล้วนั่นแหละ (เอาน่า ถ้าผิดนิดผิดหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอกเนาะ เพราะฉันมันก็ช่ำในทาง ‘นั่งเทียนเขียน’ เหมือนกัน)

Photo: Sarunkorn Arthan
ในวันที่เปิดนิทรรศการนี้ฉันนั่งรถไปกับภาคเยาว์ ชนิดที่ว่าซิ่งจากฝั่งธนมาถึงเพลินจิตในเวลาครึ่งชั่วโมง เมื่อถึงที่ ก็เข้าไปในห้องนิทรรศการ ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีคน ที่สำคัญไม่มีอารยาด้วย ฉันรู้สึกได้เลยว่าแปลก แปลกทีเดียว แต่ก็ยังดี เงียบสงบ เหมาะแก่กม จะได้ตั้งสติอ่านตัวหนังสือนับร้อยนับพัน (อย่างที่ไอ้ภาคเยาว์มันว่านั่นแหละ)
มองปราดเดียวยังไม่รู้ แต่พอมองหลายๆ ปราดก็เข้าใจว่าคงเรียบเรียงจากงานเขียนของอารยาทุกงาน เมื่อคุยกับเอิร์ธ – รุ่นพี่และคิวเรเตอร์ก็ทราบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเขาตั้งใจรวมงานเขียน ทั้งงานวิชาการที่อารยาใช้ขอตำแหน่งทางวิชาการ จนถึงงานวรรณกรรมที่ริให้เธออยากเป็นนักเขียน (หรืองานเขียนที่ริให้เธออยากเขียนวรรณกรรมกันนะ) ไม่เว้นแม้แต่นิยายที่เธอเขียนไม่เสร็จที่ชื่อว่า ‘ความไม่ปรากฏ’ ก็ยังเอามาให้ ‘ปรากฏ’ เลย

ถึงฉันจะไม่ได้รู้ ไม่ได้อ่านงานของอารยามากกว่าใคร (เพราะก็อ่านมันอยู่เล่มเดียว) อาจจะยัง ‘อ่านอารยา’ ได้ไม่มากพอ และ ‘เขียนอารยา’ ได้อย่างกล้อมแกล้ม แต่การเปิดพื้นที่ในห้องนิทรรศการนี้ยังต้อนรับคนอย่างฉันและคนที่ไม่เคยอ่านแม้สักตัวอักษร ให้เอาใจดูความคิดความอ่านของอารยา เอาหูอ่านเสียงจากซับไตเติลของจอวิดีโอไร้ภาพ เอาตาลิ้มรสตัวอักษรเปื้อนน้ำหมึกและเนื้อสีบนผลงานศิลปะที่วางอยู่ภายในห้องนิทรรศการนี้ นั่นทำให้ฉัน – ผู้เยาว์ ผู้เขลา ผู้ทึ่ง – ได้อ่านอารยา ได้ซึมซับความตาย (อันดี) แม้ชั่วเวลาหนึ่งก็ยังดี

ฉันคิดมาเสมอว่าตัวเองเป็นฟองน้ำ ไม่ใช่ SpongeBob SquarePants แต่เป็นฟองน้ำล้างจาน เพราะชอบล้างจานก็ส่วนหนึ่ง แต่ฟองน้ำนั้นนั่นแหละ ดูดซับหลายอย่างให้กำซาบในเนื้อ ระเรื่อในหนัง และกักบางอย่างไว้ ปล่อยหลายอย่างออกมา ในที่สุดฉันอาจเป็นฉัน ฉันอาจหลงเหลือภาคเยาว์อยู่ในกมลสันดาน หรือฉันอาจเป็นนักเขียน ฉันอาจลอกเลียนอารยา แต่ที่สุดฉันอาจไม่ได้เป็นอะไรเลย แม้แต่คนมีความคิดบางสิ่งในบางอย่าง ณ วันเวลาที่โลกกำลังเข้าสู่สภาวะสมองตายจากปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นว่าฉันไม่ได้จำ ไม่ได้รู้สึกตัวไปชั่วระยะหนึ่ง และล่องลอยกลายเป็นนักอะไรสักนักหนึ่ง

ภาคเยาว์ (สะกิด)
อ้าว! นั่นไงล่ะ ลืมไปสนิท ที่เขียนมาทั้งหมดผมยังไม่รู้เลยว่าสรุปใครเป็นนักเขียนกันแน่ ฉัน, ผม, คุณ, ไอเอ หรืออารยา ชักจะงง ขอกลับไปอ่านใหม่อีกรอบนะครับ เดี๋ยวคงได้คำตอบสักวันเพราะเราคงเป็น ‘บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า’

นิทรรศการอารยา ราษฎร์จำเริญสุข: บางสิ่งส่วนในวันข้างหน้า จัดแสดงที่มูลนิธิ 100 ต้นสน ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569











