VERONICA OLARIU

จากสถาปัตยกรรมสู่ศิลปะ ชวนทำความรู้จักกับ Veronica Olariu สถาปนิกและศิลปินชาวโรมาเนียที่สนใจพื้นที่ ‘ระหว่าง’ ศาสตร์ต่างๆ กับการใช้ร่างกาย ธรรมชาติ และสัญชาตญาณเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์

TEXT: KITA THAPANAPHANNITIKUL
PHOTO COURTESY OF VERONICA OLARIU

(For English, press  here)

ในปี 2020 ขณะที่โลกทั้งใบหยุดนิ่งจากการล็อกดาวน์ เวโรนิกา โอลาริว สถาปนิกชาวโรมาเนียพบว่าตัวเองนั้นติดอยู่บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศไทย ในช่วงเวลาเดียวกับที่เธอตั้งคำถามกับตัวตนและสิ่งที่ทำในฐานะสถาปนิกอย่างหนัก ในขณะเดียวกัน เธอเองก็ไปไหนไม่ได้ ไม่มีอะไรให้ทำ

เธอเหลืออยู่แต่ร่างกาย ผืนทราย และผัสสะที่เปลี่ยนมุมมองต่อกระบวนการทางศิลปะและการออกแบบของเธอไปจนถึงทุกวันนี้

เรารู้จักเวโรนิกาครั้งแรกจากผลงาน Hemp Chair – A Study in Counterbalance ที่ชวนให้หยุดคิดกับกระบวนการทำงานซึ่งผสานความคิดหลายอย่างเข้าด้วยกันทั้งด้านวัสดุ หลักการของโครงสร้าง หรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับร่างกาย เราสัมผัสได้ถึงวิธีคิดในการทำงานของเธอที่เหมือนเป็นส่วนผสมของงานออกแบบและศิลปะ ทั้งละเอียดอ่อน และเนิบช้า แต่ก็ชวนให้ใช้เวลาฉุกคิดไปกับมัน

ซึ่งผลงานชิ้นอื่นๆ ของเธอนั้นก็ไม่ต่าง ผลงานของเวโรนิกานั้นเหมือนจะเกี่ยวดองข้ามไปมาระหว่างพรมแดนของศาสตร์ต่างๆ ทั้งภาพถ่าย ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ และบทกวี ผ่านโปรเจกต์ต่างๆ ทั้ง The Cleanest Touch ที่ถ่ายทอดรอยกดทับของธรรมชาติบนเรือนร่างมนุษย์ผ่านภาพพิมพ์ cyanotype หรือ Nest: Building a Home โปรเจกต์สร้าง ‘รัง’ ที่รื้อสร้างความเป็นสถาปนิกออกไปจนเหลือการสัญชาติญาณของการสร้างเท่านั้น

บทสนทนาต่อไปนี้ระหว่าง art4d กับเวโรนิกา โอลาริว จึงว่าด้วยจุดเริ่มต้นของความสนใจในธรรมชาติอันนำไปสู่วิธีการทำงานที่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาจากสัญชาตญาณเทียบเท่ากับความรู้ ผลงานต่างๆ ของเธอที่แวดล้อมอยู่ในประเด็นของ ร่างกาย วัสดุ และภูมิทัศน์ การทำงานบนพื้นที่ ‘ระหว่าง’ สาขา ชีวิตและความคิดที่ผันไปกับการเดินทางจากโรมาเนีย ฝรั่งเศส และไทย ไปจนถึงโปรเจกต์ล่าสุดของเธอที่มุ่งให้ความสนใจกับนิเวศวิทยาทางร่างกาย (ecosomatics) และสถาปัตยกรรม

art4d: ช่วยแนะนำตัวคร่าวๆ ได้ไหมคะ ว่าคุณเป็นใคร มีที่มาอย่างไร อะไรที่พาคุณมาสู่ประเทศไทย และตอนนี้กำลังทำงานอะไรอยู่

Veronica Olariu: สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเวโรนิกา โอลาริว เรื่องราวของฉันเริ่มต้นในปี 2020 ที่ฉันได้ ‘ติด’ อยู่บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ทั้งโลกรู้จักกันในชื่อ ‘ล็อกดาวน์’ ซึ่งครึ่งหนึ่งก็เป็นเรื่องบังเอิญ ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องที่ฉันตั้งใจ และนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันมาประเทศไทย

ช่วงเวลานั้นทำให้ฉันค่อยๆ ปลดปล่อยตัวเองจากการยึดติดกับความเป็นสถาปนิกที่เคยมี ก่อนหน้านั้นฉันค่อนข้างสับสนอย่างมากเกี่ยวกับที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ กลายเป็นว่าช่วงเวลานั้าทำให้ฉันค่อยๆ รื้อถอนความคิดหลายอย่างที่ตัวเองเคยยึดถือ ก่อนเปิดทางให้กับสิ่งที่แท้จริงแล้วอยู่ในใจของฉันมาตลอด เพียงแต่ถูกฝังไว้ใต้การฝึกฝนและการปลูกฝังในฐานะสถาปนิกมาหลายปี นั่นคือความสนใจในการรับรู้และความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความคิดและวิธีการทำงานที่เป็นไปตามสัญชาตญาณและอยู่กับร่างกายมากขึ้น ซึ่งมีรากฐานอยู่ที่การ ‘ใส่ใจ’ มากกว่าการ ‘รู้’ และยังคงหล่อหลอมแนวทางการทำงานของฉันมาจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงเวลานั้น ฉันรู้สึกได้รับบทเรียนใหม่ที่มีค่าในทุกๆ วัน ทั้งจากความใกล้ชิดกับธรรมชาติ จังหวะชีวิตที่ช้าลง อิทธิพลของพุทธศาสนา ชุมชนสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวาในเชียงใหม่ และแน่นอน…การนวด (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันตัดสินใจอยู่ในประเทศไทยต่อ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เชียงใหม่ก็ได้กลายเป็นสถานที่ที่ฉันสามารถรับฟังชีวิต ภูมิทัศน์ ร่างกายของตัวเอง วัสดุ และวิธีที่สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมงานได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้ แนวทางการทำงานของฉันมุ่งเน้นไปที่การออกแบบและศิลปะ นอกจากการพัฒนา Hemp Chair – A Study in Counterbalance ไปสู่การผลิตจริงและการดำเนินการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ฉันยังคงพัฒนา Grounded & Skyed ในฐานะงานวิจัยเชิงประสบการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่าง ecosomatics กับสถาปัตยกรรม ส่วน The Cleanest Touch ซึ่งเริ่มต้นในประเทศไทย ยังคงคลี่คลายต่อไปผ่านภูมิทัศน์และวัฒนธรรมใหม่ๆ – ในเดือนสิงหาคมนี้ฉันจะนำมันไปที่ต้าหลี่ ประเทศจีน แต่ในภาพรวมแล้ว ฉันสนใจในการสร้างงานที่ช่วยให้เราสัมผัสพื้นที่ต่างๆ ด้วยความละเอียดอ่อนมากขึ้น ผ่านสื่อกลางต่างๆ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ พื้นที่ภายใน งานติดตั้ง หรือภาพถ่าย

art4d: งานของคุณครอบคลุมหลากหลายสาขาอย่างน่าทึ่ง ทั้งการออกแบบ ศิลปะ ภาพถ่าย และบทกวี ปรากฏออกมาในรูปของภาพถ่าย ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ และงานเขียน เราสังเกตเห็นประเด็นหนึ่งที่คุณดูจะให้ความสนใจเป็นพิเศษคือเรื่อง ‘ร่างกาย’ และ ‘ธรรมชาติ’ อยากให้เล่าว่าความสนใจนี้เริ่มต้นจากไหน มันเชื่อมโยงกับงานสถาปัตยกรรมในช่วงแรกของคุณอย่างไร และทำไมคุณถึงชอบทำงานข้ามสาขามากกว่าจำกัดอยู่ในสาขาเดียว

VO: พออ่านคำถามนี้ฉันอดยิ้มไม่ได้ ฉันเองก็ยังคิดว่าตัวเองอยู่ในจุดเริ่มต้นอยู่เลย เพิ่งไม่กี่ปีมานี้เองที่ฉันเริ่มเรียกตัวเองว่าศิลปิน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป ฉันค้บพบว่าตัวเองทำงานข้ามสาขาแบบนี้มาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่เคยตั้งชื่อเรียกมันให้เป็นกิจลักษณะเลย

ฉันไม่เก่งนักเรื่องการทำงานแค่ในสาขาใดสาขาหนึ่ง แม้แต่ก่อนที่ศิลปะจะกลายเป็นแกนกลางของงาน ฉันก็มักถูกดึงดูดไปยังพื้นที่ ‘ระหว่าง’ อยู่เสมอ ระหว่างสถาปัตยกรรมกับปรัชญา ระหว่างเทคนิคกับสัญชาตญาณ และตามตรง ระหว่างความอยากแก้ปัญหากับความอยากเล่นกับมันต่อไปอีกสักหน่อย

ฉันชอบนำความคิด ผู้คน และสาขาต่างๆ ที่ปกติไม่ค่อยได้มาบรรจบกันมารวมกัน ในแง่นั้น การกลายเป็นศิลปินเลยเหมือนเป็นการปล่อยให้ตัวเองทำงานในแบบที่เป็นธรรมชาติมากกว่าจะไปฝืนมัน นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ค่อยรู้สึกว่างานของตัวเองกำลังเคลื่อนที่ไปมาระหว่างสาขาต่างๆ กลับกัน มันให้ความรู้สึกเหมือนการตามหาจุดเริ่มต้นที่ต่างกันไปสู่ชุดคำถามชุดเดียวกันมากกว่า

สถาปัตยกรรมมอบภาษาแรกแก่ฉันในแง่ของมุมมองเชิงพื้นที่และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสภาพแวดล้อม แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเริ่มสนใจในการออกแบบ space ในฐานะวัตถุน้อยลง และหันเหความสนใจไปที่การอยู่อาศัย ความรู้สึก และผัสสะใน space แทน ตรงนั้นเองที่ร่างกายค่อยๆ กลายเป็นศูนย์กลางในฐานะวิธีการรับรู้และเข้าใจโลก

ธรรมชาติสำหรับฉันก็มีเรื่องราวคล้ายๆ กัน ฉันไม่ได้มองมันเป็นแรงบันดาลใจหรือสิ่งที่แยกออกจากเรา มันกลายเป็นครู การใช้เวลานานๆ ในป่า ภูเขา แม่น้ำ และบ่อน้ำพุร้อนในประเทศไทยได้เปลี่ยนจังหวะการรับรู้ของฉัน หลายโปรเจกต์ของฉันไม่ได้เริ่มต้นจากไอเดีย แต่เริ่มจากการเผชิญหน้ากับภูมิทัศน์ วัสดุ ความรู้สึก หรือความอยากรู้อยากเห็นที่ค้างอยู่ในใจนานๆ

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงปล่อยให้คำถามเป็นตัวนำทาง และปล่อยให้สื่อที่ใช้ตามมาทีหลัง สื่อเปลี่ยนไปเรื่อยๆ – ภาพถ่าย งานติดตั้ง บทกวี การออกแบบ แต่คำถามยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ ร่างกาย วัสดุ และสถานที่หล่อหลอมซึ่งกันและกันอย่างไร และการรับรู้เปลี่ยนวิธีที่เราอยู่อาศัยในโลก รวมถึงวิธีที่เราสร้างสถาปัตยกรรมได้อย่างไร

art4d: เว็บไซต์ของคุณบรรยายไว้ว่า ‘In 2020, a global lockdown on a remote island sparked her artistic path — an unlearning and self-deconstruction that embraced vulnerability, humor, and sensing over knowing.’ ซึ่งฟังดูเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ช่วยเล่าได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น และมันเชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องร่างกายและธรรมชาติที่คุณสนใจอย่างไร

VO: เรื่องราวของฉันน่าจะคล้ายกับชีวิตใครอีกหลายคน เรื่องมันเริ่มที่ว่าจู่ๆ ในวันหนึ่ง ฉันพบว่าตัวเองไม่สามารถดำเนินชีวิตตามแผนที่วางไว้ต่อไปได้ แต่แทนที่จะพยายามสร้างแผนนั้นขึ้นมาใหม่ ฉันกลับพบว่าตัวเองกลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย นั่นคือการใช้ชีวิตบนเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งที่แทบไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากเดิน ว่ายน้ำ สังเกตการณ์ พร้อมใช้เวลาอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ทำนู่นทำนี่กับเพื่อนๆ รอบตัวที่ส่วนใหญ่เป็นศิลปินด้านการเคลื่อนไหวจากทั่วทุกมุมโลก ฉันได้ใช้เวลาร่วมกับคนอื่นผ่านกิจกรรมสัมผัสธรรมชาติที่ Dolores Dewhurst-Marks จัดขึ้น ทั้งหมดนั้นทำให้ฉันเริ่มสัมผัสร่างกาย ธรรมชาติ และผู้คนรอบตัวในแบบที่ต่างออกไป

ตอนแรกมันรู้สึกอึดอัด ฉันตระหนักว่าตัวตนของฉันในฐานะสถาปนิกถูกสร้างขึ้นมาจากการ ‘ทำ’ และการ ‘ผลิต’ มากแค่ไหน เมื่อปราศจากโครงสร้างเหล่านั้น ฉันแทบไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร

ภาพถ่ายไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของงานฉันมาก่อนช่วงนั้น มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่ในฐานะวิธีบันทึกสิ่งที่เห็น แต่เป็นวิธีเข้าสู่บทสนทนากับผู้คนและภูมิทัศน์ Baroque Fauna คือชุดผลงานแรกที่ตกผลึกขึ้นจากภาพถ่ายมากมายที่ฉันถ่ายในช่วงหลายเดือนนั้น ฉันยังคงย้อนกลับไปดูผลงานชุดนี้อยู่เสมอ และรู้สึกว่ายังมีชุดผลงานอื่นๆ ที่รอจะปรากฏออกมาจากมันอีก

เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดไม่ใช่สื่อที่ใช้ แต่เป็นวิธีที่ฉันเกี่ยวข้องกับโลก ฉันรู้สึกสบายใจกับความไม่แน่นอน สัญชาตญาณ และความเปราะบางมากขึ้น และกังวลน้อยลงกับการรีบไปให้ถึงคำตอบ วิธีการเป็นแบบนั้นยังคงนำทางทุกสิ่งที่ฉันทำอยู่จนถึงทุกวันนี้

art4d: โปรเจกต์ไหนที่คุณรู้สึกว่าเป็นตัวแทนของตัวเองมากที่สุด หรือมีความหมายกับคุณมากที่สุด

VO: The Cleanest Touch เป็นตัวแทนของฉันมากที่สุด มันเป็นโปรเจกต์แรกที่ทุกอย่างมารวมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างกาย ภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย งานเขียน และความรู้สึกขอบคุณ โดยที่ฉันทำงานมันด้วยจิตใต้สำนึก มันเป็นงานที่เริ่มต้นในประเทศไทยและพัฒนาต่อไปในภูมิทัศน์ที่แตกต่างกัน รวมถึงชายฝั่งภูเขาไฟสีดำที่อิบุซุกิในญี่ปุ่น

แกนหลักของโปรเจกต์นี้คือความสัมพันธ์ระหว่างผิวหนัง พื้นดิน แสง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและผืนแผ่นดินซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านแรงโน้มถ่วงและการพักผ่อน ภาพต่างๆ เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับภูมิทัศน์นั้น มากกว่าการเป็นตัวแทนของมัน

art4d: The Cleanest Touch ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังสร้างบทสนทนาระหว่างสิ่งต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันเป็นลำดับ จากภูเขาไฟ สู่ร่างกาย สู่ภาพถ่าย สู่ประตูบานเลื่อนกระดาษซึ่งเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมเชิงพื้นที่ และสุดท้ายสู่บทกวี บางส่วนของงานนี้ทำให้นึกถึงปรัชญาเซน คุณกำลังบอกเป็นนัยว่าทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงถึงกันแบบนั้นหรือเปล่า

VO: สำหรับฉันแล้ว มันไม่ใช่เรื่องของการที่สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงกันในฐานะความคิด แต่เป็นเรื่องของการที่เราไวต่อความสัมพันธ์ที่มีอยู่แล้วมากขึ้น เมื่อการรับรู้ช้าลงและกลายเป็นสิ่งที่อยู่กับร่างกายมากขึ้น ประตูบานเลื่อนกระดาษเป็นองค์ประกอบที่เข้ามาทีหลังในโปรเจกต์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาต่อเนื่องกับสถานที่ที่มีความอ่อนไหวต่อธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล มันมาจากการที่ฉันเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนผ่านอันเงียบงันของมัน การเปิด การปิด การให้อากาศและแสงผ่านเข้ามา มันคล้ายกับเป็นลมหายใจช้าๆ ของบ้าน บทกวีเองก็ได้เติบโตขึ้นจากบรรยากาศนั้นเช่นกัน

การเชื่อมโยงถึงกันกลายเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ผ่านประสบการณ์ตรง ในฐานะความเป็นจริงที่มีชีวิต ไม่ใช่ในฐานะความคิดหรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ฉันคิดว่ามันมีความเหมือนกับเซนตรงนี้มันคือเรื่องของประสบการณ์ตรง ที่ซึ่งความเข้าใจกับการปฏิบัติไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็นเรื่องเดียวกัน

art4d: โปรเจกต์หนึ่งคือ Nest: Building a Home (2024) ดูเหมือนจะท้าทายการทำงานตามขนบของสถาปนิก แทนที่จะใช้ผังพื้น รูปตัด รูปด้าน คุณกลับเลือกสร้างสถาปัตยกรรมคล้ายรังนกผ่านการลงมือทำและสัญชาตญาณ บางส่วนของงานนี้ทำให้เรานึกถึงประเด็นทางด้านปรัชญาของ Martin Heidegger ที่เรื่องของอยู่อาศัยและการดำรงอยู่ที่เป็นเรื่องเดียวกัน ชิ้นงานนี้ต้องการสื่อสารอะไรไปยังการทำงานสถาปัตยกรรมหรือเปล่า

VO: Nest: Building a Home เป็นแบบฝึกหัดในการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ ฉันไม่เคยตั้งใจจะสร้างข้อความใดๆ ข้อความมักจะทำให้สิ่งต่างๆ ตายตัว ในขณะที่ฉันสนใจการสร้างเงื่อนไขที่การรับรู้สามารถอ่อนโยนลงและสิ่งที่ไม่คาดคิดสามารถปรากฏขึ้นได้มากกว่า ถ้ามันมีข้อความอะไรอยู่บ้าง ก็คงเป็นข้อความที่สนับสนุนความเปิดกว้าง

สำหรับโปรเจกต์นี้ ฉันได้ร่วมงานกับเพื่อนศิลปินด้านการเคลื่อนไหวอย่าง Letizia Aufort and Linh Trịnh เราเริ่มต้นด้วยการพยายามคิดและกระทำจากมุมมองอื่น – ในกรณีนี้คือมุมมองของนก – เป็นวิธีคลายจิตใจแบบสถาปนิกที่เคยชิน และเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นไปตามสัญชาตญาณมากขึ้นกับการลงมือทำ

ไม่มีขั้นตอนการวาดแบบหรือการวางแผนใดๆ งานคลี่คลายออกมาโดยตรงผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับวัสดุในสถานที่จริง ผ่านการลองผิดลองถูกและการตอบสนอง สิ่งที่นำทางกระบวนการคือรูปแบบหนึ่งของการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่แล้ว

ในแง่นั้น ประเด็นจริงๆ ไม่ใช่การ ‘สร้างรัง’ แต่เป็นการปล่อยให้ปัญญาอีกแบบหนึ่งของการสร้างปรากฏขึ้น โดยในที่นี้หมายถึงปัญญาที่ดำรงอยู่แล้วในธรรมชาติรวมถึงในตัวเราเองด้วย หากแต่ปัญญาเหล่านี้มักถูกบดบังด้วยรูปแบบของการควบคุม การนำเสนอ และการวางแผน งานชิ้นนี้เลยเกิดขึ้นจาก ‘ความเงียบ’ เสียเป็นส่วนใหญ่ เราคิดว่าภาษาพูดนั้นดึงเรากลับไปสู่การอธิบายและออกห่างจากสติปัญญาที่เป็นไปในทันทีและอยู่กับการสัมผัสรับรู้แบบนั้น มันมีความเล่นที่จริงจังอยู่ในนั้น เกือบจะเป็นพิธีกรรม เกิดเป็นผลงานที่ซึ่งการสร้างและการปรับตัวเป็นสิ่งเดียวกัน

สถาปัตยกรรมตามที่มีการฝึกฝนกันมาแบบดั้งเดิม ได้พัฒนาเครื่องมือที่ทรงพลังของการให้เหตุผลและการจัดระเบียบ ฉันไม่ได้ปฏิเสธสิ่งนั้น แต่ฉันคิดว่ามีบางสิ่งที่สำคัญสูญหายไป เมื่อการสัมผัสรับรู้ถูกแยกออกจากการลงมือทำ

แนวคิดของไฮเดกเกอร์ที่ว่าการอยู่อาศัยคือวิธีพื้นฐานที่มนุษย์ดำรงอยู่และเกี่ยวข้องกับโลกนั้นอาจจะมีสอดคล้องกันจริงในผลงานนี้ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นความสอดคล้องที่เกิดขึ้นทีหลัง เพราะตัวงานชิ้นนี้เองไม่ได้เกิดจากปรัชญา แต่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นและการสัมผัสรับรู้ จากการปล่อยให้ความคิดเกิดขึ้นผ่านร่างกายในขณะลงมือทำ

art4d: Hemp Chair ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นวิวัฒนาการของ Counterpoise Chair (2015) ซึ่งเป็นผลงานเมื่อนานมาแล้วของคุณ แม้ตรรกะเชิงโครงสร้างจะคล้ายกัน แต่ Hemp Chair ดูจะมีการพัฒนาต่อไปอีกทั้งในเรื่องการใช้วัสดุจากพืช การร่วมมือกับชุมชนชาวม้งในประเทศไทย คำถามเรื่องทุนทางวัฒนธรรมและความยั่งยืน คุณมองเห็นพัฒนาการทางความคิดของตัวเองระหว่างสองผลงานนี้อย่างไรบ้าง

VO: Counterpoise Chair เป็นผลงานที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เอาเข้าจริง ตอนที่ทำงานชิ้นนี้ฉันยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะพัฒนามันไปในทิศทางไหนต่อ ทำให้ฉันปล่อยชิ้นงานนี้ไว้ทั้งิอย่างนั้นก่อนที่มุ่งเน้นความสนใจไปที่สถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายในแทน

การกลับมาทำงานเฟอร์นิเจอร์ใหม่อีกครั้งในงาน Hemp Chair – A Study in Counterbalance เลยไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์ แต่เหมือนความอยากรู้อยากเห็นแบบตอนที่เรียนจบมันกลับมาให้เราเห็นอีกครั้ง โดยครั้งนี้กลับมาพร้อมความรู้ความเข้าใจในด้านวัสดุที่มากขึ้นและความอ่อนไหวต่อร่างกายที่ลึกซึ้งขึ้น มีการพัฒนาความโค้งพัฒนาขึ้นเล็กน้อย และมีการปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างไปตามวัสดุสมัยใหม่ โดยใช้แท่งไม้และเชือกที่ขึงตึงแทนอุปกรณ์โลหะ

เก้าอี้ตัวนี้พัฒนาขึ้นร่วมกับ ดร. จริยาวดี ศิริจันทรา วิศวกรด้านวัสดุ ผ่านการทดลองและการลองผิดลองถูก ฉันชอบจุดที่สัญชาตญาณมาบรรจบกับวิศวกรรม ฉันชอบงานที่โครงสร้างกับตรรกะของโครงสร้างนั้นมีความชัดเจน และการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่ ‘น้อยแต่มาก’ ที่ซึ่งทุกองค์ประกอบมีจุดประสงค์ชัดเจน ตรรกะเชิงโครงสร้างแบบเดียวกันนี้เองที่ทำให้การออกแบบสามารถเคลื่อนไปมาระหว่างขนาดต่างๆ ได้ ทั้งรุ่นสะสมที่ทอด้วยมือและรุ่นอุตสาหกรรม โดยไม่สูญเสียสิ่งที่ทำให้มันทำงานได้ แม้สิ่งทอกัญชงทอมือจะถูกนำมาใช้ในบางรุ่น แต่ก็อาจไม่สามารถทำได้ในระดับใหญ่เสมอไป โปรเจกต์นี้จึงยังคงเปิดกว้างสำหรับผ้ากัญชงระดับอุตสาหกรรมด้วย

วัสดุเองเป็นหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้ โดยเฉพาะการพัฒนาวัสดุผสมที่รวมผ้ากัญชงเข้ากับเส้นใยจากใบสับปะรดผลพลอยได้ทางการเกษตรที่มักถูกทิ้งไป แม้แต่การจัดหากัญชงสำหรับวัสดุผสมนี้ก็เชื่อมโยงโปรเจกต์เข้ากับภาคเหนือของประเทศไทยโดยธรรมชาติ ที่ซึ่งเส้นใยนี้ถูกเพาะปลูกและทอมานานโดยชุมชนอย่างชาวม้ง ความรู้นี้ยังคงมีชีวิตอยู่มากในปัจจุบันผ่านการใช้งานสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย ฉันสนใจว่ามันจะเคลื่อนเข้าสู่สาขาอื่นๆ ได้อย่างไร เช่น เฟอร์นิเจอร์และการผลิตร่วมสมัย และดำเนินต่อไปในรูปแบบใหม่ๆ แทนที่จะอยู่ในบริบทเดียว

เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ยังคงเดิมคือความหลงใหลของฉันในโครงสร้างที่เผยให้เห็นวิธีการทำงานของมันแทนที่จะซ่อนมันไว้ Hemp Chair – A Study in Counterbalance ทำให้ฉันสามารถดำเนินการตั้งคำถามต่อไปได้ ในขณะเดียวกันก็นำความสนใจมาสู่การเกษตรท้องถิ่น ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่บรรจุอยู่ในวัสดุอย่างกัญชงและความต่อเนื่องระหว่างความรู้แบบดั้งเดิมกับการผลิตร่วมสมัย

art4d: เว็บไซต์ของคุณกล่าวถึงโปรเจกต์วิจัยที่กำลังดำเนินอยู่ชื่อ Grounded and Skyed ซึ่งเชื่อมโยงระหว่าง นิเวศวิทยาทางร่างกาย (ecosomatics) กับสถาปัตยกรรม โปรเจกต์นี้คืออะไร แล้วนิเวศวิทยาทางร่างกาย (ecosomatics) คืออะไร

VO: ‘Grounded & Skyed’ คือไอเดียที่เป็นแกนหลักที่ซ่อนอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำในตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องของการผลิตผลงานออกมา แต่เป็นเรื่องของการสังเกต การรับรู้ การอ่าน และการเชื่อมโยงจุดต่างๆ โดยปล่อยให้ความคิดค่อยๆ บ่มเพาะอย่างช้าๆ ผ่านการฝึกฝนด้านนิเวศวิทยาทางร่างกาย และผ่านประสบการณ์ที่ได้ใช้ชีวิตจริง

สำหรับฉัน นิเวศวิทยาทางร่างกาย (ecosomatics) คือแนวปฏิบัติในการทำตัวเราให้ไวต่อความรู้สึกต่อความสัมพันธ์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องระหว่างร่างกายและโลกที่มีชีวิต มันย้ายความสนใจจากการ ‘คิดเกี่ยวกับธรรมชาติ’ ไปสู่การ ‘สัมผัสและประสบการณ์ว่าตัวเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน’ สิ่งนี้เปลี่ยนวิธีที่ฉันสร้างสรรค์ผลงานไปโดยปริยาย สถาปัตยกรรมจะกลายเป็นสิ่งที่สามารถงอกเงยออกมาจากร่างกายที่ไวต่อความรู้สึกและเปี่ยมด้วยความใส่ใจ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งที่เราออกแบบขึ้นมา มีความคิดหนึ่งที่คอยนำทางงานวิจัยนี้อยู่เสมอ คือ ‘หากร่างกายของมนุษย์วิวัฒนาการมาเป็นเวลาหลายแสนปีในความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องกับโลกที่ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ (more-than-human world) สถาปัตยกรรมรูปแบบไหนกันที่จะช่วยให้ภูมิปัญญาทางร่างกายนั้นยังคงมีชีวิตสืบไป?’

สถาปัตยกรรมร่วมสมัยจำนวนมากในปัจจุบันมีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการมอบความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพ และการควบคุม ทว่าในการทำเช่นนั้น มันมักจะลดทอนโอกาสของร่างกายในการรับรู้ การปรับตัว การเคลื่อนไหว และการมีส่วนร่วม เมื่อเวลาผ่านไป ขีดความสามารถตามธรรมชาติหลายอย่างของเราก็เริ่มทื่อลง เพราะสิ่งแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นแทบจะไม่เคยเปิดโอกาสให้เราได้ใช้มันเลย

Grounded & Skyed เลยเป็นการตั้งคำถามว่า สถาปัตยกรรมสามารถกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในการ ‘กลับสู่ธรรมชาติ’ (rewilding) หรือปลุกร่างกายและประสาทสัมผัสให้ตื่นรู้ขึ้นมาได้ไหม ด้วยการออกแบบพื้นที่ที่เชื้อเชิญให้เกิดความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นกับแรงดึงดูด แสงสว่าง สภาพอากาศ พื้นผิว การเคลื่อนไหว และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (โดยที่ไม่ได้ปฏิเสธความสะดวกสบายหรือเทคโนโลยี) บางครั้งสิ่งนี้สามารถบรรลุได้ด้วยท่าทีหรือองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ เช่น การวางชั้นวางของให้สูงขึ้นอีกนิดเพื่อให้ร่างกายได้ยืดเหยียด แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในระยะที่สบายที่สุด หรือการสร้างพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดความแปรเปลี่ยนและการปรับตัวเล็กๆ การตัดสินใจเล็กๆ เหล่านี้สามารถทำให้ร่างกายของเราทื่อลงไปอีก (ฉันเรียกว่าการ ‘ทำให้ร่างกายเชื่อง’ หรือ domesticating) หรือจะช่วยรักษาความมีชีวิตชีวาและปัญญาทางกายภาพของมันเอาไว้ก็ได้

งานวิจัยนี้เป็นเรื่องของประสบการณ์ล้วนๆ ตัวไอเดียจะงอกเงยขึ้นมาก่อนผ่านการฝึกฝนด้านนิเวศวิทยาทางร่างกาย และหลังจากนั้นบางครั้งฉันถึงค่อยมาค้นพบว่ามันไปสอดคล้องกับสาขาวิชาต่างๆ เช่น ประสาทวิทยาศาสตร์ (neuroscience) จิตวิทยาสิ่งแวดล้อม (environmental psychology) หรือการออกแบบที่ผูกพันกับธรรมชาติ (biophilic design) ศาสตร์เหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวสร้างงานขึ้นมาโดยตรง แต่พวกมันเข้ามาช่วยอธิบายข้อสังเกตและสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นก่อนแล้วจากประสบการณ์ตรง

art4d: คุณเป็นชาวโรมาเนีย ฝึกฝนที่ปารีส และตั้งฐานอยู่ในประเทศไทย สถานที่มีอิทธิพลต่องานหรือความคิดของคุณไหม

VO: ฉันคิดว่าแต่ละสถานที่และวัฒนธรรมนั้นต่างสอนให้ฉันตั้งคำถามเหล่านั้นในแบบที่ไม่เหมือนกันเลย

โรมาเนียเป็นสถานที่บ้านเกิดที่มอบความคุ้นเคยกับธรรมชาติและการทำสิ่งต่างๆ ด้วยมือ (ฉันเรียนวิจิตรศิลป์ในโรงเรียนมัธยม) ฉันเรียนสถาปัตยกรรมและทำงานที่บูคาเรสต์ และยังมีการร่วมงานออกแบบกับช่างฝีมือชาวโรมาเนียและชาวโรมา (Roma) ซึ่งกลายเป็นสิ่งสำคัญในวิธีที่ฉันคิดเกี่ยวกับการสร้างสรรค์

ช่วงหลายปีในปารีสเข้มข้นมาก หลังจากเรียนปริญญาโทหนึ่งปีในโครงการ Erasmus ฉันทำงานด้านสถาปัตยกรรมและหมกมุ่นอยู่กับมันเต็มที่ ตอนนั้นฉันยังเด็กและมีความมุ่งมั่นสูงมาก จนถึงจุดหนึ่งฉันเผชิญกับภาวะหมดไฟหลังจากทำงานต่อเนื่อง 40 ชั่วโมงเพื่อให้ทันกำหนดส่งงานประกวดแบบ มันทำให้ฉันตระหนักว่าตัวเองยึดติดกับสถาปัตยกรรมมากเพียงใด และฉันจำเป็นต้องถอยห่างจากความเข้มข้นนั้น

ประเทศไทยอาจเปลี่ยนแปลงฉันมากที่สุด การใช้ชีวิตที่นี่ทำให้ฉันช้าลงและเปลี่ยนความสนใจไปสู่วิธีการรับรู้ที่วิเคราะห์น้อยลงและอยู่กับประสบการณ์มากขึ้น แทนที่จะมองหาแรงบันดาลใจในประเทศต่างๆ ฉันพบว่าตัวเองกำลังเข้าสู่บทสนทนากับแต่ละสถานที่มากกว่า

art4d: คุณหวังจะสำรวจโปรเจกต์หรือทิศทางใดต่อไปบ้าง

VO: จริงๆ มีหลายอย่างที่ฉันตื่นเต้นที่จะทำมันในอนาคต แต่สิ่งที่ใกล้ที่สุดคือการพัฒนา Hemp Chair – A Study in Counterbalance ต่อ ฉันกำลังมองหาวิธีผลักดันงานนี้ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างจริงจัง รวมถึงยังหาช่องทางที่จะทำงานร่วมกับแบรนด์หรือผู้ผลิตที่รู้สึกสอดคล้องกับวิธีการทำงานแบบนี้

นอกจากนั้น ฉันหวังค้นหาความร่วมมือกับนักออกแบบ ศิลปิน วิศวกร และนักวิจัยด้านวัสดุ ที่กำลังทดลองกับวัสดุใหม่ๆ และพัฒนาคอลเลกชันการออกแบบใหม่ๆ ร่วมกัน ฉันยังคงทำ Silent Forest ภาพยนตร์สั้นที่ฉันทำงานและผัดวันประกันพรุ่งมาหลายปี ที่ได้แรงบันดาลใจจากนกร้องเพลงในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ The Cleanest Touch จะยังคงเติบโตต่อไปผ่านสถานที่ วัสดุ และบริบททางสถาปัตยกรรมใหม่ๆ มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแนวทางการทำงานระยะยาว…

อีกทิศทางหนึ่งคือการนำ Grounded & Skyed ไปสู่รูปแบบที่เป็นกลุ่มมากขึ้น ด้วยการสร้างกลุ่มวิจัยเล็กๆ ที่ประกอบด้วยสถาปนิก นักออกแบบ นักเต้น และนักปฏิบัติด้าน somatic และ ecosomatic ฉันอยากรู้ว่าจะเกิดไอเดียใหม่ๆ อะไรขึ้นบ้าง เมื่อคนจากหลากหลายสาขาเพียงแค่ใช้เวลาคิด รับรู้ และสร้างสรรค์ร่วมกัน หลังจากถอยห่างจากสถาปัตยกรรมมาระยะหนึ่ง ฉันรู้สึกพร้อมที่จะค่อยๆ กลับไปสู่การออกแบบตกแต่งภายในและการให้คำปรึกษาด้านสถาปัตยกรรมจากมุมมองที่ต่างออกไป โดยนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่าน Grounded & Skyed มาสู่พื้นที่ที่ฉันช่วยสร้างสรรค์

และสุดท้าย ฉันอยากเปิดพื้นที่มากขึ้นให้กับการวาดภาพและการวาดเส้น ฉันยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน แต่รู้สึกว่ามีบางสิ่งภายในตัวฉันที่อยากถูกแสดงออกในภาษานั้นเช่นกัน มากกว่าการทำตามแผนที่ตายตัว ฉันสนใจที่จะคงความเปิดกว้างไว้  (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความร่วมมือที่อาจพา Hemp Chair – A Study in Counterbalance ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า!)

veronicaolariu.com