SATIT PAVILION

สถาปัตยกรรมเมืองร้อนที่ใช้ความโปร่ง การยกใต้ถุน และพื้นที่ร่มเงา สร้างสภาวะการใช้งานที่สัมพันธ์กับบริบท โดย Collage Design Studio

TEXT: XAROJ PHRAWONG
PHOTO: WITSARUT KEKINA/SHOOTATIVE

(For English, press here)

รูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเมืองร้อนแปรผันไปตามภูมิอากาศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เราสามารถพบความพรุนของมวลอาคาร ทั้งการใช้เปลือกที่เอื้อต่อการระบายอากาศ หรือเรือนเสาลอยยกสูงแบบ pilotis โดย เลอ กอร์บูซิเยร์ แต่เราไม่จำเป็นต้องย่ำอยู่กับรูปทรงเดิม เราสามารถพัฒนาภาษาสถาปัตยกรรมให้มีความร่วมสมัยแบบไม่ต้องพึ่งพาภาษาจากอดีตได้เช่นกัน

บนแปลงที่ดินหัวมุมบริเวณจุดตัดระหว่างถนนติวานนท์ 48 และซอยสถิตย์ยุทธการ 2 จังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่ในย่านพักอาศัย บรรยากาศเงียบสงบ ภายในที่ดินเดียวกันมีโกดังเก็บชิ้นส่วนเครื่องจักรตั้งอยู่ บริบทรายรอบด้วยบ้านขนาดเล็ก ต้นไม้ และซอยแคบตามลักษณะชานเมือง

เมื่อมองจากทางแยก สายตาสามารถปะทะกับด้านยาวของอาคารอย่างชัดเจน จุดนี้กลายเป็นจุดสำคัญของการออกแบบจากทีมสถาปนิก Collage Design Studio ที่มีมุมมองด้านยาวของที่ดินเป็นด้านหลักที่ต้องการสร้าง approach ให้กับอาคารสถิตย์พาวิลเลียน ด้วยการออกแบบให้มีองค์ประกอบแนวนอนที่ตอบรับจังหวะการเคลื่อนที่ ความเร็ว และการมองเห็นแบบผ่านสายตาริมถนน

การออกแบบเริ่มต้นที่จะรองรับเป็นโปรแกรมคาเฟ่ขนาดเล็ก ทำหน้าที่เสมือนพื้นที่สาธารณะขนาดย่อม แทรกพื้นที่สีเขียวและเงาร่มเข้าไปในย่านชานเมือง ปัจจุบันโปรแกรมเปลี่ยนมาเป็นสำนักงาน co-working การใช้พื้นที่เป็นไปอย่างยืดหยุ่นจากการวางผังที่เป็น open plan ชั้น 1 เป็นสำนักงาน พร้อมส่วนบริการ ห้องน้ำ ห้องเก็บของ พื้นที่ใช้สอยถูกวางไปยังด้านหลัง ปล่อยให้ผนังด้านบนลดการเข้ามาของแสงอาทิตย์ พื้นที่ชั้น 2 ถูกเชื่อมโยงด้วยบันไดภายนอกทางทิศเหนือ และบันไดเวียนที่อยู่ภายในทางทิศใต้

ลักษณะสถาปัตยกรรมเมืองร้อนแสดงออกด้วยการคิดถึงการระบายอากาศอย่างชัดเจน สถาปนิกออกแบบให้ตัวอาคารมีลักษณะเป็นรูพรุน เปิดโล่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศด้วยยกใต้ถุนสูง ให้ชั้น 1 ที่มีลักษณะแบบเรือนไทยที่ยกสูง เสาลอย แบบที่เรียกกันว่า ‘ใต้ถุน’ เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่ชั้นล่างเนื่องจากการหลบความร้อนจากชั้นบน

เมื่อพิจารณาผนังโดยรอบที่มีลักษณะพรุน โปร่งใส ทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับพื้นที่รอบข้าง การวางผังให้เป็นการเชื้อเชิญจากถนนด้านทิศตะวันตกด้วยสร้างลานโล่ง และใช้กระจกทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาสามารถสำรวจด้วยสายตาถึงกิจกรรมภายใน กระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ภายในกับชุมชนรอบข้าง ผนังชั้น 2 ถูกหุ้มด้วยเหล็กรีดลอน ก่อเกิดสภาวะมีความเป็นส่วนตัวสูง สามารถสร้างสมาธิในการทำงานได้มากกว่าพื้นที่ชั้น 1 แต่พื้นที่ภายในชั้น 2 สามารถเชื่อมโยงกับธรรมชาติภายนอกได้จากระเบียงทางทิศเหนือที่ร่มรื่นจากพันธุ์ไม้รายรอบ และต้นไม้พื้นถิ่นที่เก็บไว้ให้อยู่ร่วมกับอาคาร ตัวอาคารทางทิศใต้ช่วยสร้างร่มเงาให้กับระเบียงเกือบตลอดปี พื้นที่ระเบียงนี้จึงทำหน้าที่เสมือนชานบ้านในเรือนไทย

ด้วยข้อจำกัดจากประเด็นของพื้นที่เช่า งบประมาณ และระยะเวลาก่อสร้าง เป็นเงื่อนไขให้เลือกใช้โครงสร้างแบบโมดูลาร์ โครงสร้างเหล็ก พื้นสำเร็จรูปแบบกลวง และแผ่นเหล็กรีดลอนถูกเลือกใช้ตามแนวคิดการก่อสร้างที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และสะท้อนภูมิหลังด้านวัสดุอุตสาหกรรมของที่ดิน ถึงแม้ว่าภาพรวมจะดูกระด้างจากวัสดุทั้งหมด แต่ถ่วงด้วยน้ำหนักจากภูมิทัศน์ให้ดูเป็นมิตรในที่สุด

สถาปนิกสื่อสารเรื่องราวจากที่ตั้งผ่านวัสดุอุตสาหกรรมเนื่องจากมีโกดังอยู่ในบริเวณด้วยกัน การสื่อสารจึงถูกแสดงออกจากการใช้พื้นคอนกรีตขัดมัน โครงสร้างเสาคานที่แสดงถึงการใช้เหล็กรูปพรรณอย่างชัดเจน ไม่ต้องการปกปิดถึงหน้าที่ของโครงสร้าง ผนังคอนกรีตบล็อกที่ไม่ฉาบทับ เผยให้เห็นถึงความหยาบขรุขระของตัวมันเอง ราวกันตกแสดงถึงความเป็นเหล็กอย่างตรงไปตรงมาด้วยเส้นสายแนวนอน รวมถึงการกระถางต้นไม้คอนกรีตมาพลิกเป็นผนัง จากนั้นวางสลับกันพร้อมเว้นช่องให้เชื่อมโยงกับภายนอกได้ เป็นการพัฒนาเรื่องการใช้วัสดุที่ทำหน้าที่เป็นสิ่งหนึ่งเปลี่ยนเป็นการใช้งานเป็นอีกสิ่งที่ต่อเนื่องจากอาคารสำนักงานของ สถาปนิก Collage Design Studio เอง

facebook.com/collage32