หนังสือโดยสถาปนิกชาวฮ่องกงอย่าง Philip Fung ที่เผยนิยามของ ‘ความว่างเปล่า’ ในฐานะพื้นที่อันเปิดโอกาสให้สิ่งอื่นๆ ได้เข้ามาเติมเต็มอย่างไม่จบสิ้น
TEXT & PHOTO: PIBHU DEVAKUL NA AYUDHYA
(For English, press here)
Emptiness in Architecture: Studio Projects by Philip Fung
馮國安 (Philip Fung)
田園城市文化事業有限公司, 2022 (初版) GARDEN CITY PUBLISHING LTD. ,2022 (first edition)
10.24 inch × 10.24 inch
128 Pages
ISBN 978‐626‐95273‐5‐9

“เมื่อเราพูดว่า ‘น้อยแต่มาก’ สำหรับผมคือการสร้าง ‘ความว่างเปล่า’ ในงานสถาปัตยกรรม ความว่างเปล่านั้นไม่ใช่กล่องที่โล่งกลวง แต่คือการเหลือพื้นที่สำหรับเติมเต็มชีวิตที่มีไดนามิค นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราใช้วิธีการที่เรียบง่ายและแยบยลในการสร้างสเปซ”
ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในคำนำของหนังสือ Emptiness in Architecture หนังสือสองภาษา (จีนและอังกฤษ) ที่จัดพิมพ์โดย Garden City Publishers (田園城市生活風格書店) จากไต้หวัน ซึ่งรวบรวมผลงานจากการทำงานกว่า 20 ปีของ Philip Fung (馮國安) สถาปนิกชาวฮ่องกงผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก Elsedesign ในไต้หวัน ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ในการทำงานกับ Herzog & de Meuron ซึ่งปัจจุบันเขาเองยังเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยตงไห่ (Tunghai University) ในไต้หวัน ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะทำการเล่าเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมและเฟอร์นิเจอร์ของ Philip Fung ในแต่ละโปรเจกต์ ผ่านเนื้อหา 6 บท ได้แก่ Duality, Formless, Complexity, Livelihood, Ideology และปิดท้ายด้วยบท Reflection

ในบทแรก Duality นั้น Philip Fung ได้ว่าด้วยเรื่องของการอยู่รวมกันผ่านโปรเจกต์ที่ถูกเลือกมาทั้ง 2 ชิ้น โดยทั้งคู่นั้นเป็นการออกแบบ exhibition ที่มีการผสานแนวคิดการอยู่รวมกันของสองสิ่งที่เป็นคนละเรื่องกัน เช่น การออกแบบการจัดวางชิ้นงานให้ตัวชิ้นงานนั้นเป็นตัวเชื่อมภายในและภายนอกใน In Out Table (2013) ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้คนและงานศิลปะ หรือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์แบบตะวันออกและตะวันตก โดยใช้กำแพง 1 ผืนเพื่อแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนใน Haozai Exhibition @ Beijing Design Week (2015)
นอกจากพื้นที่กับงานศิลปะแล้ว ก็ยังมีความสัมพันธ์ของสภาพแวดล้อมข้างเคียงและหน้าตาของผลงาน ในบทที่สอง Formless ได้นำเสนอทั้งโปรเจกต์ออกแบบอาคารและเฟอร์นิเจอร์ (ซึ่งเป็นบทที่มีผลงานรวบรวมเอาไว้เยอะที่สุด) โดยคำว่า Formless นั้นหากให้แปลอย่างตรงตัวคงจะแปลได้ว่า ‘ไร้รูปทรง’ ที่หมายถึงการออกแบบโดยไม่ได้คำนึงว่าอยากจะทำเป็นรูปทรงไหน แต่ออกแบบโดยเคารพสภาพแวดล้อมและบริบทนั้นๆ ของงานออกแบบแต่ละชิ้น Philip Fung ก็ได้เลือกตัวอย่างผลงานที่อธิบายแนวคิดนี้ได้มานำเสนออย่างอัดแน่นถึง 7 งาน อาทิ So-fa-so-good (2016) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลักษณะภูมิประเทศของประเทศจีน ออกแบบให้โซฟาสี่เหลี่ยมธรรมดามีพนักพิงที่เชื่อมต่อกับที่นั่ง ทำให้ชิ้นงานทั้งชิ้นไหลเชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว และงานชิ้นนี้ยังสามารถวางต่อกันไปเรื่อยๆ ให้เกิดการใช้งานตามที่ต้องการได้อีกด้วย

ถัดมาในบทที่สาม Complexity บทนี้จะนำเสนอตัวอย่างอาคารที่ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับพลวัตอันซับซ้อนของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ เมือง และสถาปัตยกรรม ซึ่งไม่ใช่เพียงการจัดวางฟังก์ชันหรือรูปทรง แต่เป็นการทับซ้อนของหลายมิติ ทั้งทางกายภาพ การรับรู้ และประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับ เช่นงานเวิร์กช็อปที่มีชื่อว่า Forest ในเมืองไทเปเป็นดั่งเมืองศูนย์รวมวัฒนธรรม มีกิจกรรมที่แตกต่างกันค่อนข้างสุดขั้ว ตั้งแต่ตลาดท้องถิ่นไปจนถึงความเป็นมหานครที่โก้หรู คำถามที่เกิดขึ้นคือทำอย่างไรให้ผู้คนเกิดประสบการณ์จากความต่างสุดขั้วนี้
Forest ตั้งอยู่ที่โถงพักคอยของ Yuan Ze University, Taiwan ที่ซึ่งมีผู้คนเดินผ่านไปมา วิธีที่ Philip Fung และเหล่าศิษย์ทำให้ความแตกต่างของเมืองเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาคือ พวกเขาติดตั้งแท่งไม้ 1,000 แท่ง ที่ยาวตั้งแต่เพดานลงมาจนเกือบแตะพื้น ถ้าวัดจากคนที่ยืนในพื้นที่นั้น แท่งไม้จะยาวลงมาจนเกือบถึงหัวเข่าคล้ายกับผืนป่าที่ลอยอยู่ การเคลื่อนที่ผ่านของลมและผู้คนทำให้แท่งไม้เหล่านั้นไหวตาม การทำงานอันน่าสนใจนี้ขึ้นมานั้นทำให้พื้นที่โถงโล่งที่ใช้เพียงเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่หรือใช้รอลิฟต์ เกิดปฏิสัมพันธ์ของผู้คนกับพื้นที่ขึ้น

ต่อมาในบท Livelihood นั้น Philip Fung ได้เจาะประเด็นไปถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ที่อยู่อาศัย’ และ ‘ความหนาแน่นของเมือง’ จากบริบทของฮ่องกงที่มีความหนาแน่นสูง ที่ผู้คนทุกข์ทนกับราคาของที่อยู่อาศัยอันสูงลิ่ว ส่วนมากสามารถเอื้อมถึงแค่ห้องอพาร์ตเมนต์ที่แออัด ถึงแม้ฮ่องกงจะมีภูเขาและพื้นที่สีเขียวมากมาย แต่กลับเป็นเรื่องยากที่ผู้คนจะมีความสุขกับมัน ทุกพื้นที่ในแผ่นดินนี้ถูกบีบอัดเพื่ออยู่อาศัย ด้วยบริบทที่กล่าวมาข้างต้นที่ให้เกิดไอเดียในการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้มากมาย และเขาก็ได้นำตัวอย่างงานออกแบบที่น่าสนใจมานำเสนออย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยทางตั้งของสัตว์ พื้นที่ออกกำลังกายทางตั้งในรูปแบบต่างๆ ไปจนถึงการควบรวมที่อยู่อาศัยราคาถูกกับป้ายโฆษณาที่ยื่นออกมาจากตัวอาคาร
ในบทที่ห้า ‘Ideology’ ซึ่งเป็นบทก่อนสุดท้าย Philip Fung ได้เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองทั้งในฐานะสถาปนิกและอาจารย์ที่ได้พบเจอกับงานทดลองต่างๆ ที่เต็มไปด้วยไอเดียสดใหม่จากเด็กๆ นักศึกษา พาให้เห็นถึงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ติดอยู่กับข้อจำกัดใด

มีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ว่า จากหนังสือทั้งเล่มที่ทุกบทที่ดำเนินเนื้อเรื่องมาด้วยการเป็นหนังสือสองภาษา หากแต่ในสุดท้ายอย่าง Reflection กลับเป็นภาษาจีนล้วนโดยไม่มีตัวหนังสือภาษาอังกฤษให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว ในบทสุดท้ายนี้เป็นการพูดถึงมุมมองแบบส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งมีเนื้อหารวมไปถึง วัฒนธรรม ชีวิตประจำวัน บทสัมภาษณ์ และการออกแบบ ในแบบที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งก็อนุมานเอาไว้ว่าการถ่ายทอดเรื่องเล่าด้วยภาษาจีนซึ่งเป็นภาษาจากแผ่นดินบ้านเกิดนี้ก็เพื่อให้ผู้อ่านที่ใช้ภาษาจีนได้เห็นถึงมุมมองที่ส่วนตัวและเป็นกันเองมากที่สุดโดยไม่มี ‘Lost in translation’


เนื้อหาที่ถูกแบ่งออกเป็น 6 หมวด ที่แตกต่างกันในหนังสือเล่มนี้ยังได้ถูกทำให้เข้าใจง่ายขึ้นด้วยคำนิยามสั้นๆ ที่ Philip Fung ได้เพิ่มเข้าไปในหน้าเปิดของแต่ละหมวดที่ช่วยอธิบายกรอบวิธีคิดอย่างคร่าวของผลงานในหมวดนั้นๆ ประกอบกับแม้ว่าตัวรูปเล่มของ Emptiness in Architecture นั้นมาพร้อมกับความท้าทายในการจัดวางรูปเล่มที่ผสมระบบในการอ่านทั้งภาษาจีนในแบบบน-ล่างและภาษาอังกฤษในแนวซ้าย-ขวา รวมถึงลำดับการเปิดหนังสือที่ไล่เรียงจากขวามาซ้าย แต่ด้วยการจัดวางข้อความและรูปภาพที่เรียบง่ายเป็นระเบียบ หนังสือเล่มนี้จึงมอบประสบการณ์ของการอ่านที่ค่อนข้างสบายพอสมควร
หนังสือเล่มนี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดและมุมมองที่ Philip Fung มีต่อการสร้างงานออกแบบไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม หรือ Spatial Design ในแบบอื่นๆ ในหัวข้อที่ดูเหมือนจะเข้าใจยากให้เข้าใจง่าย โดยแบ่งเนื้อหา สัดส่วน จังหวะ ออกมาให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจผ่านตัวอย่างงานของเขาที่มีความตรงไปตรงมาได้อย่างชัดเจน ในท้ายที่สุด จุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้เองก็ไม่ได้เป็นการสรุปแนวคิดที่เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ จากบางส่วนของคำนำในหนังสือเล่มนี้เองที่บอกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ต้องการนำเสนอความ ‘สมบูรณ์แบบ’ ของงานออกแบบ แต่กลับเป็นเรื่องของการบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของการทำงานพร้อมแบ่งปันความคิดบางส่วนออกไปสู่เพื่อนๆ และผู้อ่านมากกว่า

จากชื่อหนังสืออย่าง ‘Emptiness in Architecture’ คำตอบของคำถามเกี่ยวกับการสร้าง ‘ความว่างเปล่า’ ในงานสถาปัตยกรรมของ Philip Fung และสตูดิโอ Elsedesign อาจจะเป็นว่า แท้จริงแล้วคำว่าความว่างเปล่ามันไม่ได้ว่างเปล่าอย่างตรงตัว หากแต่หมายถึงการสร้างความว่างในเชิงการสร้าง positive และ negative space หรือการสร้างที่ว่างในเชิงความคิดที่เปิดโอกาสให้สิ่งอื่นๆ ได้เข้ามาเติมเต็มอย่างไม่จบสิ้น

